แผนงานฯ การอ่าน สสส. ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ขยายผลโมเดล “สูงวัยชวนหลานอ่าน” สู่พื้นที่อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ร่วมกับกองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดอบรมปฏิบัติการ “อ่านสร้างสุข – ภูมิพลังสูงวัย สานสายใยรักเพื่อลูกหลาน” ณ อาคารมาศ – มูล โรงเรียนชุมพวงศึกษา ตำบลชุมพวง อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา
แผนงานฯ การอ่าน สสส. ขยายผล “บางละมุงโมเดล” สู่ “ชุมพวงโมเดล” โดยมีกองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ พม. ร่วมจัดอบรมปฏิบัติการ “อ่านสร้างสุข – ภูมิพลังสูงวัย สานสายใยรักเพื่อลูกหลาน” โครงการ “ สูงวัยชวนหลานอ่าน ” เพื่อดึงศักยภาพของผู้สูงอายุร่วมถ่ายทอดภูมิปัญญา ด้วยทักษะการอ่าน การเล่านิทานให้เด็กฟัง ซึ่งช่วยฝึกสมอง ช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมให้กับผู้สูงอายุ พร้อมทั้งเชื่อมความสัมพันธ์เชิงบวกในครอบครัว ระหว่างผู้สูงอายุกับเด็ก โดยกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้สูงอายุและผู้บริบาลผู้คุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ จำนวน 154 คน จาก 5 พื้นที่ ได้แก่ ตำบลประสุข, ตำบลโนนยอ, ตำบลหนองหลัก, เทศบาลตำบลชุมพวง และ องค์การบริหารส่วนตำบลชุมพวง อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. เข้าพบอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ พม.เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมโป๊ยเซียน 702 มณีเจ็ดแสง ชั้น 7 กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม. เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนรูปธรรมการขับเคลื่อนโครงการ “ตายายชวนหลานอ่าน ปันความรู้สร้างสุข” – บางละมุงโมเดล โดยมีนางสาวอรอุมา อินทฉาย ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางละมุง จังหวัดชลบุรี มูลนิธิสงเคราะห์คนชราบ้านบางละมุง นำร่องในพื้นที่เครือข่ายศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพอส.) ผู้แวดล้อมเด็กปฐมวัยให้มีความรู้ ความเข้าใจ และมีทักษะในการใช้การอ่านเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะเด็กปฐมวัย รวมถึงส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทั้งในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางละมุง จังหวัดชลบุรี และในชุมชน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุในศูนย์ ฯ เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับบริการ” สู่การเป็น “จิตอาสานักอ่าน นักเล่านิทาน” สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุและเด็กปฐมวัยได้ในมิติต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งแผนงานฯ ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกขอความสนับสนุนการประกาศนโยบาย “การจัดสวัสดิการหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยและการจัดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในภาวะวิกฤติ” เป็นวาระเร่งด่วน โดย พม. ได้มอบ นางวรรณภา สุขคง รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ เป็นผู้รับพิจารณา โดยให้หารือถึงความสอดคล้องกับภารกิจงาน มุ่งให้สามารถนำไปปฏิบัติได้โดยมี แนวทางการบูรณาการสำคัญ 3 หลัก คือ 1) ขยายผลการใช้กระบวนการอ่านหนังสือให้เด็กฟังสร้างวัฒนธรรมใหม่ เสริมคุณค่าผู้สูงวัยร่วมกับศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุใน 12 จังหวัด 2) เสริมหลักสูตรของโรงเรียนผู้สูงอายุ 6 กลุ่มสาระวิชาหลักด้านสุขภาพและภูมิปัญญา – วัฒนธรรม เพื่อเป็นกิจกรรมช่วยกระตุ้นการพัฒนาสมองของผู้สูงวัย โดยประสานการจัดหลักสูตรร่วมกับท้องถิ่น โดยริเริ่มในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีวัดทองบน เขตยานนาวา เป็นพื้นที่โรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบ 3) ออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสม – สอดคล้อง อาทิ กิจกรรมเดย์แคร์ผู้สูงอายุ , กิจกรรมอ่านข้างเตียงผู้ป่วย, อ่าน เล่า เล่น เพื่อเด็กปฐมวัย ฯลฯ โดยมุ่งส่งเสริมบทบาทของผู้สูงอายุในการถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ และคุณค่าทางสังคมผ่านกิจกรรมการอ่านหนังสือนิทานภาพ การเล่านิทาน และการทำกิจกรรมร่วมกับเด็กและเยาวชนในชุนชน

ในการจัดอบรมขยายผล “ชุมพวงโมเดล” นางพัชรมณฑ์ ปิติปัญญากุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ เปิดเวทีกล่าว ต้อนรับ พร้อมทั้งบรรยาย เรื่อง “สถานการณ์ผู้สูงอายุและสิทธิและสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ” ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 รวมถึงกองทุนผู้สูงอายุ เพื่อเป็นประโยชน์แก่กลุ่มแกนนำเป้าหมายที่เข้าร่วม

นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. บรรยายพิเศษ“หน้าต่างแห่งโอกาส มหัศจรรย์แห่งการอ่าน : ฐานพลังแห่งความสุข เพื่อสร้างสายใยผูกพัน” เพื่อเสริมคุณค่าและความสำคัญของผู้สูงอายุในการจัดกิจกรรม “มหัศจรรย์แห่งการอ่าน” ช่วงวัยสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมถึงประสบการณ์ของผู้สูงวัยจากพื้นที่ต่างๆ
อาจารย์ชัยฤทธิ์ ศรีโรจน์ฤทธิ์ ที่ปรึกษางานวิชาการและสื่อสร้างสรรค์ มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน จัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการออกแบบกิจกรรมสร้างสรรค์ “กิจกรรมอ่าน – เล่น สร้างสายใยในครอบครัวและชุมชน” อาทิ ใช้หนังสือ “ร้องเป็น เล่นสนุก” เชื่อมโยงกับประสบการณ์วัยเด็กผ่านเพลงและการละเล่นไทย เช่น จีจ่อเจี๊ยบ จ้ำจี้มะเขือเปราะ ฯลฯ พลังของคำคล้องจองที่ช่วยให้เด็กจดจำได้ดีในระยะยาว, การอ่านที่ผสานภูมิปัญญา และการเล่นที่ทำให้เด็กสนุก – เกิดการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังชวนฝึกเทคนิคการอ่านนิทาน โดยการออกเสียง 3 ฐาน ได้แก่ ปาก ลิ้น และคอ เพื่อให้การอ่าน – การเล่าเรื่องน่าสนใจและชัดเจนยิ่งขึ้น

การอบรมที่สร้างการมีส่วนร่วม ทำให้ผู้สูงอายุสามารถแสดงศักยภาพและเกิดความมั่นใจในการเป็น “จิตอาสา – ผู้ให้” ด้วยเทคนิคใหม่ๆ ขณะเดียวกันยังได้รับสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ทั้งหนังสือนิทานภาพและหนังสือวิชาการ รวมถึงการมอบชุดธนาคารหนังสือให้แก่ชุมชน เพื่อนำไปต่อยอดกิจกรรมในพื้นที่


