ยุทธศาสตร์แก้ไขความยากจน ไม่ใช่งานเฉพาะกิจ มรภ.ยะลา รุกพัฒนาการศึกษาในภาวะวิกฤต ชวนเครือข่ายเร่งเสริมทุนมนุษย์ตั้งแต่ปฐมวัย อุดช่องว่าง Learning Loss แม้เกิดวิกฤตภัย

แผนงานฯ การอ่าน สสส. และเครือข่ายพลังอ่านชายแดนใต้ เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาหลักสูตรการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤต (Education in Emergencies)” เมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ภายใต้ชุดโครงการ “การพัฒนาพื้นที่วิจัยเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขจัดความยากจนและสร้างโอกาสทางสังคมยะลา ระยะที่ 4 ปีที่ 4” โดยมี ผศ. ดร. เกสรี ลัดเลีย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ชวนภาคีเครือข่ายและแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์และระดมความคิด ต่อแนวทางการจัดการศึกษาในภาวะวิกฤตเพื่อนำไปสู่การออกแบบการจัดการศึกษาที่เหมาะสมต่อเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงวัยสำคัญที่สุดในการวางรากฐานที่แข็งแรงของการพัฒนาทุนมนุษย์ ให้เหมาะสมกับบริบทวิถี ภูมิวัฒนธรรม และทันต่อสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้น เพื่อสามารถนำไปปรับใช้ ประยุกต์ใช้ได้จริง

โดย นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.ได้บรรยายและนำเสนอประเด็น “การจัดการด้านสุขภาวะของเด็กในภาวะวิกฤติ” โดยนำข้อมูลสำคัญของงานวิชาการ “ปลูกกล้ากลางไฟ : แนวทางการดูแลจิตใจและเลี้ยงดูเด็กในภาวะสงคราม” เรียบเรียงโดย รศ. นพ.เทอดพงศ์ ทองศรีราช และคณะและประสบการณ์ของภาคีเครือข่ายพื้นที่ต่างๆ ที่รับมือกับภาวะภัยพิบัติ เช่น เหตุการณ์มหาอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ พื้นที่ชายแดนจากเหตุการณ์ปะทะกัน ทั้งหลักการสำคัญของการเร่งฟื้นฟูด้านร่างกายและจิตใจเพื่อลดภาวะเครียดเรื้อรังของเด็ก รวมถึงการออกแบบพื้นที่เพื่อเด็กในศูนย์พักพิง ซึ่งยังขาดความรู้ในการเชื่อมโยงกับการเพิ่มความสุขและการพัฒนาการเรียนรู้

ทั้งนี้ มองว่า หลักสูตร Summer Preschool ระยะสั้น 5-7 วัน ที่ มรภ.ได้พัฒนาไว้ สามารถนำมาปรับใช้ ให้สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้ต่างๆ ของเด็กปฐมวัย หรือออกแบบหน่วยการเรียนรู้เฉพาะในภาวะวิกฤต เช่น หน่วยความปลอดภัยด้านต่างๆ ,ความฉลาดรู้ ที่ทำให้เด็กตัวเอง รู้จักอารมณ์ที่เกิดขึ้น เพื่ออธิบายต่อผู้ใหญ่ ฯลฯ หากใช้หนังสือและกิจกรรมการอ่านเป็นสื่อตั้งต้น จะทำให้เด็กเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และ ควรมีการออกแบบกิจกรรมต่างๆ ที่มุ่งไปสู่ภาคปฏิบัติ ให้เด็กๆ ได้ลงมือทำอย่างมีส่วนร่วม จะช่วยพัฒนาทักษะสมอง EF ได้ อาทิ อ่านหนังสือ “ปลูกผักสนุกจัง” แล้วชวนเด็กๆ เพาะถั่วงอก เพียง 3 -5 วัน
เด็กๆ และครอบครัว ก็สามารถนำไปปรุงอาหารได้ รวมถึงผักบุ้งที่นำไปปรุงอาหารแล้ว หรือผักอีกหลายชนิด นำราก – ก้านมาแช่น้ำต่อ ให้เด็กๆ ได้เห็นการเติบโตในศูนย์พักพิงควรจัดให้มีเวลาสงบ ทั้งสำหรับผู้ใหญ่และเด็กๆ การมีมุมหนังสือ , มีมินิห้องสมุดที่พร้อมเคลื่อนที่ รวมถึงกิจกรรมศิลปะที่เหมาะสมวัย เหมาะสมวิถีวัฒนธรรม มีช่วงเวลาละหมาด ฯลฯ ล้วนเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้สำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาจัดกิจกรรมระดมความคิดในครั้งนี้เพื่อนำข้อมูลมาสกัดองค์ความรู้และแนวปฏิบัติสู่การเตรียมความพร้อมในการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้การศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและครอบครัวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤติภัยต่างๆ


