มาตรฐานการเข้าถึงเว็บ WCAG 2.2 AA
มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน | Reading Culture Promotion Foundation

“อานีสอยากสูง” : ถอดรหัส “นวัตกรรมเล่มละ 8 บาท” สู่ภารกิจกอบกู้ความสูง และบาดแผลโภชนาการของเด็กชายแดนใต้



ท่ามกลางร่มเงาไม้ใหญ่ในสายบุรีและสายน้ำปัตตานี วิกฤตสุขภาพของเด็กปฐมวัยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาเรื้อรังที่สะสมมานานกว่า 20 ปี วันนี้ตัวเลขสถิติด้านสาธารณสุขไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกระดาษวิจัยอีกต่อไป แต่ถูกเล่าผ่านภาพชีวิตและแววตาของ “อานีส” เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่มีความฝันอยากตัวสูงขึ้นเท่าเพื่อนๆ ในชุมชน



ในงานเปิดตัวหนังสือนิทานภาพ “อานีสอยากสูง” ชวนเด็กชายแดนใต้สูงขึ้น ซึ่งจัดขึ้นโดย แผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ร่วมกับ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี , คณะทำงานเครือข่ายพลังอ่านชายแดนใต้ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง หนังสือนิทานภาพเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงสื่อสำหรับเด็ก แต่คือ “การเปิดบทสนทนาเชิงนโยบายระดับพื้นที่” เพื่อชวนผู้ใหญ่ ครอบครัว และชุมชนมาร่วมกันแก้ปัญหาพัฒนาการและโภชนาการ เพื่อหยุดยั้งภาวะเตี้ย แคระแกร็น และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตั้งแต่ปฐมวัย



นวัตกรรมนิทานเล่มละ 8 บาท : ทางเลือกและทางรอดใต้วิกฤต 20 ปี หากหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปกว่าสองทศวรรษ ปัญหาทุพโภชนาการของเด็กในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ทำให้พื้นที่แห่งนี้ติดอันดับต้น ๆ ของประเทศมาโดยตลอด “การทำงานขับเคลื่อนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราพยายามมุ่งไปที่เรื่องการแก้ปัญหาทุพโภชนาการซึ่งต่อเนื่องและเรื้อรังมามากกว่า 20 ปี และส่งผลให้เราติดอันดับต้นๆ ของประเทศ… สำหรับครอบครัวแล้ว เรื่องสุขภาพอาจดูเป็นเรื่องยากและเป็นทางการ แต่เมื่อนำมาเล่าผ่านนิทาน มันกลับกลายเป็นเรื่องที่เด็ก ๆ และครอบครัวได้พูดคุยกัน เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น จากพลังของสุนทรียะ และพลังแห่งความรักของคนรอบตัวที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวเด็ก”



นางสุดใจ  พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. เปิดฉากสะท้อนภาพความจริงที่คนทำงานต้องเผชิญ พร้อมชี้ให้เห็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายโจทย์ยากระดับประเทศ ความโดดเด่นของการขับเคลื่อนครั้งนี้ คือการสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการผนึกกำลัง 14 องค์กรเครือข่าย ร่วมจัดพิมพ์หนังสือนิทานภาพ “อานีสอยากสูง” มากกว่า 30,000 เล่ม โดยสามารถทำนวัตกรรมสื่อ ราคาจัดพิมพ์จากความร่วมมือ 10 องค์กร ได้ต่ำกว่า 8 บาทต่อเล่ม ไม่รวมต้นทุนการพัฒนาต้นฉบับที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ถือเป็นตัวเลขที่ทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงหนังสือของเด็กในพื้นที่เปราะบาง เพราะแม้ว่าหนังสืออาจไม่ใช่คำตอบของทุกๆ การแก้ปัญหา แต่เวลาที่หนังสือเดินทางไปพร้อม ๆ กับคนรอบตัวเด็ก ทั้งระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ และภาคนโยบาย ก็ทำให้เกิดพลังอันยิ่งใหญ่ “เราเคยเห็นภาพเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาแล้วจากนิทานเรื่อง ‘อานีสเป็นหัด’ ซึ่งมีการติดตามผลอย่างจริงจังตลอด 5 ปี โดย รศ.นพ.เทอดพงศ์ ทองศรีราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข ผลการศึกษาได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติชั้นนำด้านวัคซีนวิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาอย่าง Vaccine สะท้อนให้เห็นว่า นิทานสามารถสื่อสารเรื่องสุขภาพได้อย่างแม่นยำ เจาะใจ และเจาะจิตวิญญาณ จนทำให้อัตราการฉีดวัคซีนพุ่งสูงขึ้น และในพื้นที่ที่นิทานเดินทางไปถึง ไม่มีเด็กเสียชีวิตหรือตาบอดจากโรคหัดอีกเลย”  นางสุดใจ กล่าว การขับเคลื่อนนวัตกรรมเล่มละ 8 บาทนี้ ถูกวางโครงสร้างเป็นปฏิบัติการเชิงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานีที่ครอบคลุม 6 อำเภอ 9 ตำบล ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 27 ศูนย์ พร้อมพื้นที่นำร่องในนราธิวาสและยะลา ที่มีการติดตาม เสริมพลัง จัดการความรู้ และทำวิจัยเชิงปฏิบัติการควบคู่กันไป



ปรากฏการณ์ 2,500 วันแรก กับตัวเลขที่มากกว่าเซนติเมตร ในทางสาธารณสุขและการพัฒนาปัญญาของมนุษย์ ช่วงเวลาตั้งแต่ “วันแรกของการตั้งครรภ์จนถึงวัย 5 ขวบ” ถูกนับเป็น “มหัศจรรย์ 2,500 วันแรกของชีวิต” ซึ่งเป็นโอกาสทองเพียงครั้งเดียวในการวางรากฐานสมองและร่างกาย คำว่า “ความสูง” ในโครงการนี้จึงมีความหมายลึกซึ้งกว่าตัวเลขบนตลับเมตร



รศ.ดร.อาทิตย์ อินทรสิทธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายหลักสูตรและส่งเสริมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ชวนสังคมให้เปิดมุมมองใหม่ว่า การเปิดตัวหนังสือนิทานภาพเล่มนี้ คือการเปิดประตูสู่สุขภาวะองค์รวมของเด็กปฐมวัย “คำว่า ‘อยากสูง’ ในนิทานเล่มนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่ส่วนสูงทางร่างกายที่เพิ่มขึ้นจากสารอาหาร แต่หมายถึงการเติบโตอย่างสมบูรณ์ในทุกมิติ ทั้งสติปัญญา ภาษา ความคิด อารมณ์ สังคม และความมั่นใจในตนเอง ภาพและถ้อยคำในหนังสือมีความสวยงาม รูปเล่มน่าจับ และเมื่อผู้ใหญ่ได้นั่งลงข้าง ๆ อ่านร่วมกับเด็ก เมื่อนั้นหนังสือจะมีชีวิตและกลายเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตที่แท้จริง”  รศ.ดร.อาทิตย์ สะท้อนถึงหัวใจของงานและคุณค่าที่ซ่อนอยู่ใต้ปกหนังสือ



ขณะที่ นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. และ ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. ดึงภาพความขัดแย้งเชิงโครงสร้างขึ้นมาแผ่กางให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐศาสตร์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รายได้ต่อหัวประชากรในนราธิวาสต่ำที่สุดในประเทศ เพียง 60,000 กว่าบาทต่อปี ยะลาและปัตตานีก็มีตัวเลขใกล้เคียงกัน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม คือภาพใหญ่ที่รัฐบาลต้องแก้ “การลงทุนเรื่องการอ่านเป็นการลงทุนที่ถูกมาก ใช้เงินไม่กี่บาท แต่มีผลลัพธ์ มีความคุ้มค่า และมี Impact สูงมากในอนาคตสสส. ทำงานโดยเน้น การสร้างและการเสริม’ ไม่ใช่การซ่อม เพราะการไปแก้ปัญหาตอนกลางทางหรือปลายทางมันสายไป แต่การทำตั้งแต่วันนี้เป็นการป้องกันนักดื่มนักสูบหน้าใหม่ ป้องกันโรค NCDs ในอีก 10 ปีข้างหน้า… เราใช้กลไก 3 คำสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสังคม คือ Sandbox (การลงไปสร้างพื้นที่ต้นแบบและนวัตกรรมสื่อ) Transit (การส่งต่อองค์ความรู้และทักษะสู่คนในพื้นที่) และ Exit (การถอนตัวเมื่อชุมชนสามารถดูแลและขับเคลื่อนตัวเองได้อย่างยั่งยืน) งบประมาณ สสส. 4,000 ล้านบาทนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับงบฯ แผ่นดิน แต่การสเกลงานทั้งแนวระนาบและแนวดิ่งร่วมกับภาคีในพื้นที่ คือหัวใจของการสร้างความยั่งยืนที่แท้จริง”  นายวิเชษฐ ชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่าของนวัตกรรมสื่อ มายาคติในวิถีชีวิต กับความจริงของ ‘ภัยซ้อนภัย’ ทางโภชนาการ



เมื่อมองลงลึกในระดับวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข นางโสภิดา สุขจรุง รองผู้อำนวยการ ศูนย์อนามัยที่ 12 ยะลา เผยข้อมูลเชิงลึกที่ทำให้เห็นภาวะภัยซ้อนภัย ของเด็กชายแดนใต้ “สถานการณ์ที่เราเจอในพื้นที่ตอนนี้คือ ‘ภาวะเกิดด้อยคุณภาพ’ อัตราการเกิดมีแนวโน้มลดลง แต่เด็กที่เกิดมากลับเผชิญปัญหาทั้งการเจริญเติบโตทางร่างกาย สมอง และสติปัญญา… อาหารมื้อแรกของเด็กคือนมแม่ แต่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ต่ำกว่าเป้าหมายมาก เพราะในพื้นที่ยังมีความเชื่อผิด ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มแม่วัยรุ่นว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะทำให้เสียทรงและทรวดทรงไม่สวยงามเหมือนเดิม”



นอกจากนี้ นางโสภิดา ยังเปิดเผยถึงสถิติทุพโภชนาการที่ซ้อนทับกันหลายชั้น ทั้งเด็กผอม เด็กเตี้ย และเด็กซีด “เป้าหมายกระทรวงสาธารณสุขตั้งไว้ว่า เด็กเตี้ยไม่ควรเกินร้อยละ 9.5 แต่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับสูงเกินเป้าไปเกือบ 2 เท่า คือแตะร้อยละ 30-40 ซ้ำร้ายยังมีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กสูงถึงร้อยละ 40–60 ซึ่งความซีดนี้ไม่ได้ส่งผลแค่หน้าเหลืองตาเหลือง แต่ส่งผลต่อสมอง สติปัญญา และสมาธิในการเรียนรู้… เมื่อดูภาพรวม เด็กในพื้นที่ 100 คน มีรูปร่างสูงดีสมส่วนเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ที่เหลือต้องเผชิญกับภาวะเตี้ย ผอม หรืออ้วน” “เด็กบ้านเราขาดสารอาหารสำคัญ 4 ตัวหลัก คือ โปรตีน ธาตุเหล็ก ไอโอดีน และแคลเซียม เรายังเจอภาพไข่ไก่ 1 ฟอง ที่ต้องแบ่งกินกัน 2 ถึง 4 คนในครอบครัว… และตามทฤษฎีระบาดวิทยา เด็กที่ปล่อยให้ผอม เตี้ย หรืออ้วนในวัยเด็ก ร่างกายจะถูกตั้งโปรแกรมให้สะสมไขมันผิดปกติ และกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยโรค NCDs ทั้งเบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมถึงกลายเป็นผู้สูงอายุที่ติดบ้านติดเตียงในที่สุด” อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนไปดูบทเรียนในอดีตเรื่อง “Pattani Smart Kids” ก็ยังหลงเหลือแสงสว่างให้พอจะมองเห็น “เมื่อปี 2559 ไอคิวของเด็ก ป.1 ในปัตตานีเคยต่ำที่สุดในประเทศคือ 88 จุด แต่เมื่อจังหวัดประกาศเป็นวาระร่วมกันทุกภาคส่วน ผ่านไป 5 ปี ในปี 2564 ไอคิวขยับพุ่งขึ้นมาถึง 96 จุด ดังนั้นยืนยันว่า พัฒนาการทาง ‘กาย’ และ ‘สมอง’ กอบกู้ได้ หากเราจับมือร่วมกันทำทั้งระบบ” นางโสภิดา กล่าว เรื่องเล่ามื้อเช้า ‘ขนมครก’ และก้าวสำคัญการเปลี่ยนผ่านเชิงพื้นที่



ฝั่งของผู้ปฏิบัติงานเชิงพื้นที่ นางสาวศุภิสรา มะแซ ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม อบจ.ปัตตานี สะท้อนภาพความจริงที่พบจากการลงพื้นที่ด้วยตัวเองให้ฟังว่า “เดิมทีพอเห็นสถิติจากศูนย์อนามัยหรือยูนิเซฟ เราจะไม่ค่อยเชื่อจนกว่าจะได้เห็นกับตา และพอได้ลงพื้นที่ไปเจอเด็กจริงๆ ถึงได้รู้ว่า สถิตินั้นเป็นเรื่องจริงและมีปัญหาความจริงซ่อนอยู่ใต้วัฒนธรรมและความเคยชินอย่างลึกซึ้ง… พอไปถามเด็กว่า ‘เช้า ๆ ลูกทานอะไรมาคะ’ ทุกคนคาดหวังจะยินคำว่า ไข่ดาวหรือไก่ทอด แต่เด็กกลับตอบว่า ‘ทานขนมครก’ พอสืบไป ถึงได้รู้ว่าคุณปู่คุณย่าขายขนมครกอยู่หน้าบ้าน เด็กก็เลยทานขนมครกเป็นมื้อเช้าทุกวัน บางบ้านที่ลงไปช่วยฟื้นฟู สภาพบ้านยากจน และมีลูกติดๆ กัน 7-8 คน เด็กตัวเล็กแคระแกร็นและไม่ได้ทานอาหารเช้าเลย” “อบจ.ปัตตานี จึงตัดสินใจเพิ่มงบประมาณอาหารกลางวันในโรงเรียนสังกัด “อบจ.” และนำโปรแกรม KidDiary School เข้ามาช่วยจัดเมนูอาหาร 90% โดยตัดเมนูหมูออก และเปลี่ยนเป็นเนื้อไก่หรือเมนูท้องถิ่นที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ นอกจากนี้เมื่อเรารับถ่ายโอน รพ.สต. เข้ามาในสังกัด 130 แห่งเต็ม 100% ทั้งจังหวัด เราจึงดึง ‘กลุ่มมุสลิมะฮ์’ หรือกลุ่มสตรีในชุมชน เข้ามาเป็นแกนนำในการบอกเล่าเรื่องราวในนิทานและเรื่องโภชนาการแบบปากต่อปาก เพราะหากเรื่องนี้หยุดอยู่แค่ในโรงเรียน มันไม่มีวันเปลี่ยนผ่านวิถีชีวิตในบ้านได้เลย”  นางสาวศุภิสรา กล่าว



สลายมายาคติความสูง และ ‘ต้นทุนมนุษย์ 40%’ ที่หล่นหาย ในมุมขององค์กรระดับโลกอย่าง ยูนิเซฟ (UNICEF) นางนภัทร พิศาลบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย องค์การยูนิเซฟประเทศไทย  เปิดข้อมูลที่น่าตกใจเพื่อสลายความเข้าใจผิดเรื่องความสูงของเด็กที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้ “เราเคยเข้าไปอ่านในกลุ่ม Facebook พ่อแม่ หลายครอบครัวตั้งกระทู้คุยกันว่าอยากให้ลูกตัวสูง ๆ เพราะเติบโตขึ้นไปจะได้ไปสมัครเป็นแอร์โฮสเตส… แต่ในทางวิทยาศาสตร์ สิ่งสำคัญที่สุดของคำว่า ‘ความสูง’ ไม่ใช่เรื่องการยืดเซนติเมตรเพื่อไปทำอาชีพอะไรในอนาคต หากแต่คือ ‘สิ่งกำลังเจริญเติบโตอยู่ข้างในกะโหลกศีรษะ’ นั่นคือเนื้อสมอง เซลล์ประสาท และสติปัญญาของเด็กต่างหาก เพราะภาวะเตี้ยแคระแกร็นคือสัญญาณเตือนว่า เด็กไม่ได้รับสารอาหารที่เหมาะสม และสะสมมาเป็นเวลานาน จนสมองไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ” “สังคมมักเชื่อว่า เด็กเตี้ยหรือผอมคือเด็กจน ส่วนเด็กอ้วนคือเด็กบ้านรวย แต่ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (Multiple Indicator Cluster Surveys: MICS)ชี้ให้เห็นว่า ภาวะเตี้ยและแคระแกร็นเกิดขึ้นในครอบครัวรวยและยากจนในสัดส่วนที่ไม่ต่างกัน ส่วนภาวะอ้วนก็เกิดขึ้นในครอบครัวยากจนเช่นกัน เพราะเด็กเข้าถึงอาหารแคลอรี่แย่ ๆ อย่างขนมกรุบกรอบหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ง่าย แต่สิ่งที่คนจนบอบช้ำกว่าคนรวย คือ ‘ศักยภาพในการแก้ปัญหา’ เพราะพวกเขาไม่มีเงินมากพอจะซื้อโปรตีนคุณภาพดีที่มีราคาแพงมาเติมให้ลูก”



ความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือตัวเลขสถิติระดับสถาบันโลกจากธนาคารโลก (World Bank) ที่ชี้ถึงความสูญเสียเชิงโครงสร้างที่แท้จริง UNICEF จึงร่วมกับกรมอนามัย และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) จัดทำ ‘แผนปฏิบัติการด้านโภชนาการสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้’  ขึ้นโดยเฉพาะ พร้อมเสนอให้เพิ่มงบอุดหนุนเด็กปฐมวัยในพื้นที่เปราะบาง เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับโภชนาการที่เหมาะสม “ตัวเลขจากธนาคารโลกชี้ชัดว่า ปัจจุบันเด็กไทยเติบโตขึ้นมาโดยสามารถดึงศักยภาพในตัวเองมาใช้ได้เพียง 60% เท่านั้น แปลว่า เรากำลังปล่อยให้ ‘ต้นทุนมนุษย์ถึง 40%’ หล่นหายไปอย่างเงียบเชียบตั้งแต่ลูกยังไม่ทันเติบโต… หากเราต้องการกอบกู้ศักยภาพที่หายไปอีก 40% กลับคืนมา เราจะมองเรื่องโภชนาการแบบแยกส่วนไม่ได้ แต่ต้องใช้กรอบ Nurturing Care Framework 5 ด้าน ทั้งสุขภาพดี โภชนาการที่ดี การคุ้มครอง โอกาสในการเรียนรู้ และการดูแลตอบสนองด้วยความรัก ไปพร้อม ๆ กัน”



เปลี่ยนวงนั่งอ่าน ปรับโทนเสียง : เมื่อนิทานเปลี่ยนห้องเรียนให้มีชีวิต ท่ามกลางภาพรวมตัวเลขสถิติอันซับซ้อน บาดแผลทางโภชนาการที่สะสมยาวนาน และความท้าทายใต้วิถีชีวิตจริงที่ทุกภาคส่วนต้องเผชิญ หนังสือนิทานภาพเล่มเล็กราคา 8 บาท อย่าง “อานีสอยากสูง” จึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพียงเพื่อความสนุกสนาน แต่ก้าวเข้ามาในฐานะ “ความหวังและนวัตกรรมทางสุขภาวะ” เปลี่ยนเรื่องสุขภาพที่ดูยากและเป็นทางการ ให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนในชุมชนร่วมกันลงมือทำได้จริง ผศ.ดร. ฮารีซอล ขุนอินคีรี อาจารย์สาขาจิตวิทยา การศึกษาและแนะแนว คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ถ่ายทอดภาพการเปลี่ยนผ่านในห้องเรียนเมื่อหนังสือนิทานถูกนำไปทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางการแพทย์ ระบบการศึกษา และสายใยความรักในครอบครัวเข้าด้วยกัน “สัปดาห์แรกที่ส่งหนังสือลงไป คุณครูหลายท่านแอบกังวลว่า เด็ก ๆ นั่งไม่นิ่งและเล่าแล้ว เด็ก ไม่ฟัง แต่แทนที่จะดุหรือดึงดัน ครูเลือกปรับที่ตัวเองตามคำแนะนำของ ครูแต้ว (ระพีพรรณ พัฒนเวช กรรมการมูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน บรรณาธิการชื่อดัง และเป็นบรรณาธิการหนังสือนิทานภาพ “อานีสอยากสูง”) ด้วยการลดโทนเสียงให้เบานุ่มลง เพื่อสร้างเงื่อนไขแห่งความสงบ พร้อมปรับการนั่งจากแถวหน้ากระดาน มาเป็น ‘วงโค้งรูปพัด’ เพื่อให้สายตาของเด็กทุกคนได้สบตามองภาพในหนังสือไปพร้อม ๆ กัน ผลคือผ่านไป 2 สัปดาห์ เด็ก ๆ วิ่งเข้ามาอยู่ในวงอ่าน ชี้ชวนดูรูป หัวเราะ และรอคอยที่จะฟังนิทานด้วยความสุข… นิทานจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนสะกดคำ แต่กลายเป็นพื้นที่สร้างปฏิสัมพันธ์ที่อบอุ่น และเชื่อมโยง ‘โรงเรียน เด็ก และบ้าน’ เข้าด้วยกัน



ความลับของ “ต้นลองกอง” และ “สะเต๊ะ”   รศ.นพ.เทอดพงศ์ ทองศรีราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก รพ.รามาธิบดี ผู้เขียนหนังสือนิทานภาพ “อานีสอยากสูง”  เผยเบื้องหลังการกำเนิด ‘จักรวาลอานีส’ และกุญแจสำคัญที่ซ่อนอยู่ในเรื่อง “ตอนร่างเรื่องกับนักศึกษาแพทย์ ตอนแรกตั้งใจให้ตัวเอกชื่อ ‘อาลีฟ’ เป็นผู้ชาย แต่พอภาพวาดออกมาเป็นกระต่ายใส่ฮิญาป (ผ้าคลุมที่สวมโดยหญิงมุสลิม) จึงเปลี่ยนชื่อเป็น ‘อานีส’ ตามคำแนะนำของ รศ.ดร. มูฮัมหมัดอาฟีฟี ซึ่งคำว่า ‘อานีส’ ในภาษาอาหรับแปลว่า ‘เพื่อนคู่คิด’ หรือเพื่อนที่ให้ความอบอุ่นเมื่อเรามีข้อขัดข้องใจ การให้ตัวเอกเป็นเด็กหญิงมุสลิม กลับทำให้เด็กหญิงในคลินิก เดินเข้ามาบอกว่า รักหนังสือเล่มนี้ที่สุด เพราะปกติวรรณกรรมมักให้บทบาทพระเอกกับตัวละครชาย การเลือกใช้ ต้นลองกอง‘ ในนิทานมีความหมายซ่อนอยู่ เพราะต้นลองกองจะให้ผลดีได้ เจ้าของบ้านต้องใส่ใจ ตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มเตี้ย พอที่เด็กจะเอื้อมถึง จึงเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ความใส่ใจของผู้ใหญ่’…ส่วนตัวละคร ‘ก๊ะจอย’ อสม. ใจดีในเรื่อง จริง ๆ แล้วถอดแบบมาจาก พี่เจ (สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.) ผู้หญิงที่ไม่ใช่หมอ แต่ทำงานอาสาสมัครสร้างวัฒนธรรมการอ่านเพื่อสุขภาพเด็กมาตลอดชีวิต” นอกจากนี้ กุญแจสำคัญที่ซ่อนไว้ในนิทาน คือการแก้ปัญหาการขาดธาตุเหล็กในเด็กมุสลิม



“พ่อแม่มุสลิมมักให้เด็กกินเนื้อสัตว์สีแดง (เนื้อวัว) ช้าเกินไป เพราะเนื้อวัวในวัฒนธรรมอาหารถูกนำไปทำแกงมัสมั่นหรือซุปเผ็ด เด็กปฐมวัยจึงขาดโปรตีนและธาตุเหล็กจนเกิดภาวะซีด ในนิทานผมจึงเขียนให้แม่ยื่น ‘สะเต๊ะ’ และนมสด เพราะสะเต๊ะคือ Finger Food หรืออาหารชิ้นเล็ก ขนาดพอดีคำที่ออกแบบมาให้ใช้มือหยิบรับประทานได้ โดยไม่ต้องใช้ ช้อน ส้อม ตะเกียบ ที่เด็กปฐมวัยถือจับกินเนื้อสัตว์สีแดงได้ตั้งแต่วัยเตาะแตะ โดยไม่ต้องรอให้กินเผ็ดเป็น”   ในนิทานภาพเรื่องนี้ ยังสอดแทรกเกี่ยวกับเรื่องพันธุกรรม ให้เด็กได้เรียนรู้ถึงความแตกต่างและอยากที่จะเติบโตในแบบของตัวเอง “เมื่อไม่กี่วันก่อน มีผู้ปกครองส่งข้อความมาบอกว่า ลูกอ่านนิทานแล้วบอกว่า ‘หมอเทอดโกหก!’ เพราะประโยคท้ายเรื่องบอกว่า กินดีนอนดีแล้วจะโตดี แต่ลูกเขาจับได้ว่า อานีสไม่มีวันเอื้อมเก็บลองกองได้สูงเท่า ฟาติน แน่นอน เพราะอานีสเป็นกระต่าย แต่ฟาตินเป็นลิง… ผมฟังแล้วขนลุกเลย เพราะนั่นคือ ประเด็นทางพันธุกรรมที่เราตั้งใจไม่พูดและไม่เฉลยในเล่ม เพื่อให้เด็กได้ค้นพบด้วยตัวเองว่า คนเรามีความแตกต่างทางพันธุกรรม และเราต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับข้อจำกัดและเติบโตในแบบของเราเอง”  รศ.นพ.เทอดพงศ์ เล่า



ความประทับใจจากข้อค้นพบทางพันธุกรรมอันแยบยลในนิทาน ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในมุมของแพทย์ผู้เขียนเรื่องเท่านั้น แต่ยังสะท้อนลึกไปถึงหัวใจของคนทำงานในพื้นที่ อย่าง รศ.ดร. มูฮัมหมัดอาฟีฟี อัซซอลีฮีย์ ประธานเครือข่ายพลังอ่านชายแดนใต้ “ตอนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมสารภาพจากใจพร้อมน้ำตา เพราะมันคือภาพชีวิตของเด็กชายแดนใต้ที่เติบโตมากับต้นลองกอง ต้นยาง แม่น้ำ และป่าเขาอย่างพวกเราจริง ๆ…หนังสือเล่มนี้สำเร็จได้ ไม่ใช่เพราะตัวอักษรบนกระดาษเพียงอย่างเดียว แต่เพราะมันทำให้คนแรกที่เปิดอ่าน ซึ่งก็คือพ่อแม่ผู้ปกครอง เกิดความ ‘อิน’ และเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตจริง เมื่อคนเป็นพ่อเป็นแม่อิน เขาจะถ่ายทอดสายใยแห่งความรัก วัฒนธรรม และภาษาผ่านนิทานไปสู่ลูกได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด และเมื่อเราใช้ทุกคนในชุมชนร่วมกันอ่านหนังสือหนึ่งเล่ม การเปลี่ยนผ่านทางสังคมก็จะเกิดขึ้นจริงที่หน้าบ้านของเราเอง”  รศ.ดร. มูฮัมหมัดอาฟีฟี กล่าว



บททบทวนแห่งอนาคต   ผลสัมฤทธิ์ของการขับเคลื่อนวัฒนธรรมการอ่าน ปรากฎเด่นชัดจากคะแนนสอบ PISA ปี 2025 ที่จัดสอบไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยมี 91 ประเทศเข้าร่วม คะแนนการอ่านของเด็กไทยขยับพุ่งขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี ถึง 13 คะแนน ตอกย้ำว่า การสร้างวัฒนธรรมการอ่านตั้งแต่เด็กปฐมวัยในบ้าน คือหัวใจที่ทำให้อ่านออก คิดวิเคราะห์เป็น และส่งผลต่อความสามารถทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เมื่อเติบโตขึ้น การเดินทางของ “อานีสอยากสูง” ในวันนี้ จึงก้าวข้ามการเป็นเพียงหนังสือนิทานภาพหนึ่งเล่ม หรือเรื่องเล่าที่หยุดอยู่แค่ในห้องเสวนา แต่คือการจุดประกายบทเรียนแห่งอนาคตที่จะเปลี่ยนผ่านโครงสร้างสุขภาพและปัญญาของเด็กไทยอย่างยั่งยืน



“หวังว่า อานีสอยากสูง จะไม่หยุดเพียงหน้าหนังสือ แต่จะเดินทางอย่างทรงพลัง ก้าวจากหนังสือสู่มือเด็ก จากเรื่องราวในหนังสือ จะลงสู่ปฏิบัติการระดับพื้นที่ เริ่มจากพลังของคนตัวเล็ก ๆ สู่ทุก ๆ พลังที่เป็นนิเวศแวดล้อมเด็กของเรา เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กชายแดนใต้ทุกคนได้เติบโตอย่างแข็งแรง มีความสุข และสง่างาม”  นางสุดใจ  พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวทิ้งท้าย ดังคำโกหกอันงดงามที่เด็กน้อยจับสังเกตได้ว่า “อานีสกระต่ายน้อย ไม่มีวันเอื้อมเก็บลองกองบนต้นได้สูงเท่าฟาตินที่เป็นลิง”  นั่นคือความจริงทางพันธุกรรมที่ผู้ใหญ่ตั้งใจไม่เฉลย เพื่อปล่อยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้การยอมรับข้อจำกัดและโอบรับความแตกต่างของตัวเอง เพราะเป้าหมายของการ ‘อยากสูง’ ในภารกิจนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการยืดเซนติเมตรบนตลับเมตรเพื่อแข่งขันกับใคร แต่มันคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่โอบอุ้ม ให้เด็กทุกคนได้เติบโตจนเต็มศักยภาพสูงสุดในแบบฉบับของตนเอง



ขอบคุณองค์กรร่วมจัดพิมพ์หนังสือนิทานภาพกึ่งสารคดี “อานีสอยากสูง” กว่า 30,000 เล่ม เพื่อสื่อสารรณรงค์ความสำคัญเรื่องโภชนาการ ลดความเสี่ยงของภาวะทุพโภชนาการทั้งขาดและเกิน พร้อมปูรากฐานการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในกลุ่มเด็ก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย (Unicef), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.), กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี, กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, เครือข่ายพลังอ่านชายแดนใต้, Save the Children (Thailand), และแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.