
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 — สำนักการศึกษา เมืองพัทยา จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “วรรณกรรมเพื่อการเยียวยาเด็กปฐมวัย : จากทฤษฎีสู่การจัดกิจกรรมในชั้นเรียนอย่างมีความหมาย” ณ ห้องประชุมโรงแรมไมค์ การ์เด้น พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และบุคลากรทางการศึกษาจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถานศึกษาหลายแห่งเข้าร่วม เพื่อพัฒนาความรู้ด้านการใช้วรรณกรรมและนิทานเป็นเครื่องมือส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจของเด็กปฐมวัย

การอบรมครั้งนี้มี อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นวิทยากรหลัก โดยนำเสนอแนวคิด “Healing Literature” หรือ “วรรณกรรมเพื่อการเยียวยา” ซึ่งอธิบายถึงบทบาทของนิทาน เรื่องเล่า และวรรณกรรมเด็ก ในฐานะพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ ที่ช่วยให้เด็กเข้าใจความรู้สึกของตนเอง และสามารถค่อย ๆ ฟื้นฟูสภาพจิตใจจากความกลัว ความเหงา หรือบาดแผลภายในได้

อาจารย์ธามกล่าวระหว่างการบรรยายว่า สังคมมักมองการอ่านนิทานเป็นเพียงกิจกรรมส่งเสริมภาษาและจินตนาการ แต่ในความเป็นจริง เรื่องเล่ามีพลังต่อพัฒนาการภายในของเด็กอย่างมาก โดยเฉพาะในวัยที่เด็กยังไม่สามารถอธิบายอารมณ์ซับซ้อนออกมาเป็นภาษาได้ชัดเจน “เด็กบางคนไม่ได้พูดว่าเขาเศร้า แต่แสดงมันผ่านความเงียบ ความก้าวร้าว หรือการแยกตัวออกจากสังคม นิทานจึงเป็นเหมือนภาษาทางอารมณ์ ที่ช่วยให้เด็กได้สำรวจความรู้สึกของตัวเองอย่างปลอดภัย” อาจารย์ธามกล่าว

นอกจากนี้ ยังได้อธิบายแนวคิด Bibliotherapy หรือวรรณกรรมบำบัด ว่าไม่ได้หมายถึงการใช้หนังสือเพื่อรักษาโรคโดยตรง แต่เป็นการใช้เรื่องเล่าเพื่อสร้าง “Safe Emotional Container” หรือพื้นที่ปลอดภัยทางใจ ซึ่งช่วยให้เด็กเชื่อมโยงกับตัวละคร เข้าใจตนเอง และค่อย ๆ มองเห็นความหวังในการก้าวผ่านประสบการณ์ยากลำบากในชีวิต
ช่วงหนึ่งของการบรรยาย อาจารย์ธามได้ถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวในวัยเด็ก ผ่านนิทานเรื่อง “Iron Hans” หรือ “ฮันส์ มนุษย์เหล็ก” ของพี่น้องกริมม์ โดยเล่าถึงช่วงเวลาที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน และรู้สึกโดดเดี่ยว ก่อนที่นิทานเรื่องดังกล่าวจะกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจที่ช่วยประคองความรู้สึกของตนเองไว้
“ตอนเด็ก ผมไม่ได้รู้สึกว่ากำลังอ่านนิทานแฟนตาซี แต่รู้สึกเหมือนกำลังพบใครบางคนที่เข้าใจความกลัวและความเหงาของเด็กคนหนึ่งจริง ๆ” อาจารย์ธามกล่าว พร้อมสะท้อนว่า บางครั้งเด็กอาจไม่ได้รอดพ้นจากความทุกข์เพราะโลกสมบูรณ์แบบ แต่รอดได้เพราะมีเรื่องเล่าหรือจินตนาการบางอย่างคอยประคองหัวใจเอาไว้

นอกจาก Iron Hans แล้ว ยังมีการกล่าวถึงวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “โต๊ะโตะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง” ในฐานะตัวอย่างสำคัญของเรื่องเล่าที่สะท้อนคุณค่าของ “การยอมรับเด็ก” ผ่านตัวละครครูใหญ่โคบายาชิ ผู้เปิดพื้นที่ให้เด็กที่แตกต่างได้เติบโตโดยไม่ถูกตีตรา
“เด็กไม่ได้ต้องการคำสอนเสมอไป แต่ต้องการผู้ใหญ่ที่มองเห็นและรับฟังความรู้สึกของเขาจริง ๆ” อาจารย์ธามกล่าว พร้อมย้ำว่า วรรณกรรมที่เยียวยาเด็กได้จริง มักเป็นวรรณกรรมที่มองเห็นบาดแผลของมนุษย์ มากกว่าการพยายามสร้างเด็กสมบูรณ์แบบ

ภายในกิจกรรมยังมีการวิเคราะห์นิทานและวรรณกรรมเด็กจากหลายประเทศ อาทิ “The Ugly Duckling” “The Little Match Girl” และ “The Little Mermaid” ฉบับดั้งเดิมของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน เพื่อให้ครูเข้าใจว่า วรรณกรรมเด็กไม่จำเป็นต้องจบอย่างสมบูรณ์แบบเสมอไป เพราะบางครั้งเรื่องเล่าที่สะท้อนความสูญเสีย ความเศร้า หรือความแตกต่าง กลับช่วยให้เด็กเข้าใจชีวิตและอารมณ์ของตนเองได้ลึกซึ้งกว่า

ด้านนางสุนีย์ สะหะมาน นักวิชาการศึกษาชำนาญการ สำนักการศึกษา เมืองพัทยา ในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้เกิดขึ้นจากความกังวลต่อสภาวะทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยในปัจจุบัน ที่มีความเปราะบางมากขึ้นจากปัญหาครอบครัว ความเร่งรีบของสังคม และการใช้สื่อดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“เราอยากให้ครูมองนิทานเป็นมากกว่าสื่อการสอน แต่เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจเด็ก เพราะบางครั้งสิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุด อาจไม่ใช่การสอนเพิ่มเติม แต่คือการมีใครสักคนรับฟังเขาอย่างแท้จริง” นางสุนีย์กล่าว
ขณะที่นางจิณัฐตา คนุดเซ่น หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดชัยมงคล ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า การอบรมทำให้ตนเองมอง “การอ่านนิทาน” ต่างไปจากเดิม เพราะที่ผ่านมา ครูจำนวนมากมักเน้นการอ่านเพื่อให้เด็กจำเนื้อเรื่องหรือฝึกภาษา แต่ไม่ได้ตระหนักว่า เรื่องเล่าสามารถช่วยให้เด็กเปิดเผยความรู้สึกที่พูดออกมาไม่ได้
“เด็กบางคนอาจไม่ได้บอกว่าเขาเศร้า แต่สะท้อนมันผ่านพฤติกรรม ครูจึงต้องเรียนรู้ที่จะฟังเด็กผ่านการเล่น ผ่านนิทาน และผ่านอารมณ์ของเขา” นางจิณัฐตากล่าว พร้อมระบุว่าจะนำแนวทางจากการอบรมไปปรับใช้ในการออกแบบกิจกรรมการอ่านนิทานในห้องเรียนต่อไป

ด้านนางสาวบุสตาร์ณี กาซอ หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมัสยิดดารุ้ลอิบาดะห์ กล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม ไม่เคยตระหนักมาก่อนว่านิทานจะมีบทบาทในการเยียวยาเด็กได้อย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมา นิทานมักถูกใช้เพื่อสอนภาษาและคุณธรรมเท่านั้น
“วันนี้ทำให้เห็นว่า นิทานสามารถช่วยโอบอุ้มความรู้สึกของเด็กได้จริง และครูเองก็ต้องระมัดระวังในการเลือกหนังสือ เพราะหนังสือแต่ละเล่มกำลังสื่อสารบางอย่างกับโลกภายในของเด็ก” นางสาวบุสตาร์ณีกล่าว

ตลอดทั้งวัน บรรยากาศภายในห้องสัมมนาเต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างครูจากหลายพื้นที่ ผู้เข้าร่วมได้ทดลองวิเคราะห์ตัวละคร ออกแบบกิจกรรมต่อยอดหลังการอ่าน และเรียนรู้วิธีตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อช่วยให้เด็กสะท้อนอารมณ์ของตนเอง หลายช่วงของกิจกรรมเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ขณะที่บางช่วงก็เงียบลงเมื่อมีการพูดถึงบาดแผลในวัยเด็กและความโดดเดี่ยวของเด็กในยุคปัจจุบัน
ในช่วงท้ายของการบรรยาย อาจารย์ธามกล่าวทิ้งท้ายว่า ในโลกที่เด็กจำนวนมากเติบโตท่ามกลางความเร่งรีบ ความกดดัน และความโดดเดี่ยว สิ่งที่เด็กต้องการอาจไม่ใช่ของเล่นราคาแพงหรือคำสอนที่สมบูรณ์แบบเสมอไป แต่คือผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ยอมนั่งลงข้าง ๆ เปิดหนังสือสักเล่ม และรับฟังโลกภายในของเขาอย่างจริงใจ
“นิทานที่ดีอาจไม่ได้เปลี่ยนเด็กทันที แต่มันค่อย ๆ บอกเด็กว่า เขามีคุณค่า เขาไม่โดดเดี่ยว และโลกยังมีพื้นที่ให้เขาได้เติบโต” อาจารย์ธามกล่าวปิดท้าย ท่ามกลางเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมสัมมนา