ฝ่าเกลียวคลื่น AGI “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน” กุญแจปลดล็อกวิกฤตพัฒนาการเด็กไทย ที่ประเมินค่าได้ด้วย SROI
เรื่อง โดย ดารินทร์ หอวัฒนกุล
ในขณะที่โลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป หรือ AGI (Artificial General Intelligence) กำลังจะมีความฉลาดทัดเทียมมนุษย์ แต่หากเราหันกลับมามองสถานการณ์ของเด็กไทย กลับพบความจริงที่ชวนให้สะท้อนใจ เมื่อพบว่า ประเทศไทยมีเด็กที่อ่านและทำความเข้าใจได้ในระดับสูงเพียง 0.2% เท่านั้น หนำซ้ำยังมีเด็กอีกกว่า 1.1 ล้านคน ที่ไม่เคยสัมผัสความสุขจากการที่มีผู้ใหญ่สักคนอ่านหนังสือให้ฟังที่บ้าน
ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อปลายปี 2568 เปิดเผยว่า เด็กปฐมวัยในยุคปัจจุบัน Gen Alpha และ Gen Beta มีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ด้านการใช้ภาษา และด้านการเข้าใจภาษา สาเหตุหลักมาจากการใช้หน้าจอเกินวัย และบริบทการเลี้ยงดูในสังคมดิจิทัล ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการระยะยาวของเด็ก
บาดแผลทางพัฒนาการที่มองไม่เห็นนี้ คือวิกฤตเงียบที่กัดกินรากฐานของชาติ ทว่าท่ามกลางพายุแห่งเทคโนโลยี โครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ที่ออกเดินทางแก้ปัญหานี้มานานนับทศวรรษ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านวัตกรรม “หนังสือภาพชุดเล็กๆ” สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม และผลลัพธ์ดังกล่าวถูกถอดรหัสออกมาเป็นตัวเลข ผ่านการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน หรือ SROI ที่สะท้อนว่า การลงทุนกับเด็กปฐมวัยสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมและครอบครัวได้อย่างมหาศาล
โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ร่วมกับสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) และภาคีเครือข่าย ได้มีการจัดงานประชุมวิชาการ “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน : แถลงผล SROI สู่กุญแจพัฒนาการเด็กไทยยุค AGI” เพื่อเผยแพร่ผลการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment : SROI) ภายใต้โครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569


งานวิจัยครั้งนี้ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกันระหว่าง สสส. กับทีมวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์ และ ณัฐพล สีวลีพันธ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งลงพื้นที่เก็บข้อมูลภายใต้โครงการปฏิบัติการ อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้ โดยใช้กรอบแนวคิด Theory of Change (TOC) เพื่อประเมินต้นทุนและผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนด้านวัฒนธรรมการอ่าน
ผลการประเมินสะท้อนให้เห็น “สมการความคุ้มค่า” ที่ชัดเจน
โดยผลตอบแทนดังกล่าวไม่ได้ตกอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่กระจายไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
นอกจากนี้ โครงการนี้ยังสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมแบบใยแมงมุม หรือ Ripple Effect เพราะผลลัพธ์ของการลงทุนไม่ได้หยุดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ “กระบวนกร” ที่ผ่านการอบรมถึงร้อยละ 77.42 ได้นำทักษะการสอนไปถ่ายทอดต่อให้คุณครูท่านอื่นในโรงเรียน และอีกร้อยละ 42.86 ได้นำชุดหนังสือไปต่อยอดเป็นกิจกรรมอื่นๆ ชี้ชัดให้เห็นว่า “นวัตกรรม” นี้สามารถขยายผลและเติบโตต่อไปได้ด้วยตัวของมันเอง
แม้งานวิจัยครั้งนี้จะเป็นเพียงการประเมินในระยะสั้น แต่ก็ชวนให้ตั้งคำถามขบคิดว่า หากสามารถติดตามเด็กกลุ่มนี้ต่อไปอีก 10 หรือ 20 ปี มูลค่าผลตอบแทนจากเด็กที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์และรักการอ่าน จะทวีคูณสูงกว่าตัวเลข 1.71 ไปอีกกี่เท่า

นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. และเป็น 1 ในหัวเรี่ยวหัวแรงที่ผลักดันชุดหนังสือ “อ่าน อาน อ๊าน” เล่าว่า โครงการปฏิบัติการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” โดยใช้ชุดหนังสือฝึกหัดอ่านตามระดับพัฒนาการทางภาษาของเด็ก ถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2559 เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านของเด็กไทยช่วงอายุ 3-9 ปี
ความน่าสนใจของชุดหนังสือ “อ่าน อาน อ๊าน” คือการเป็นชุดหนังสือหัดอ่านตามระดับที่คล้ายหนังสือภาพ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในบ้านประเทศไทย โดยมีหัวใจสำคัญคือการจูงใจให้เด็กๆ เรียนรู้ภาษาผ่านเรื่องราวที่มีความเป็นวรรณกรรม เพื่อพัฒนาไปสู่การต่อยอดความรู้ในด้านอื่นๆ ได้
“ จุดที่ทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา คือการจับเข่าคุยกันของหลายกระทรวงถึงภาวะวิกฤตที่เด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และภาวะความรุนแรงในเด็ก จะมีนวัตกรรมอะไรที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ไหม เป็นเรื่องที่น่าห่วงใย เพราะเรื่องการสื่อสารเพียงเรื่องเดียว มันคลุมแทบทุกเรื่องเลย ไม่ว่าจะคณิต วิทย์ หรือวิชาอื่น ๆ เราจะเห็นว่ามันไปไม่ได้เลย ถ้าเด็กยังไม่สามารถตีความได้…
มีคำพูดอยู่คำหนึ่งที่ติดปากผู้ใหญ่หลายคนว่า “เด็กสมัยนี้คิดไม่เป็น” แต่เรามักลืมมองกระบวนการว่า อะไรทำให้เด็กเป็นแบบนี้ เพราะจริง ๆ แล้วเราไม่เชื่อว่าเด็กคิดไม่เป็น
ข้อมูลที่มันกรีดลึกลงไปในหัวใจคนทำงานคือ สถิติช่วงก่อนโควิด-19 ที่พบว่า มีบ้านที่ไม่มีหนังสือเลยถึง 1.1 ล้านหลังคาเรือน นั่นแปลว่ามีเด็กกว่าล้านชีวิตที่ไม่เคยสัมผัสความสุขจากการที่มีผู้ใหญ่สักคนอ่านหนังสือให้ฟัง…ดังนั้นมากกว่าการทำชุดหนังสือเรียนภาษาไทย มันคือการซ่อน “จิตวิญญาณแห่งความเกื้อกูล” และ “การเคารพความแตกต่างหลากหลาย” ไว้ในนิทานทุกหน้าให้กับเด็กๆ”

นางสุดใจ เล่าว่า เมื่อหนังสือชุดแรกออกมา มีหน่วยงาน อบจ. ในจังหวัดเชียงใหม่ นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มโรงเรียนที่เคยมีบาดแผลทางการศึกษา นั่นคือกลุ่มที่ไม่เคยสอบผ่านเกณฑ์ประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) มาก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 1 ภาคการศึกษา ไม่เพียงแต่เด็กนักเรียนทั่วไปจะสามารถดึงคะแนนการอ่านของตนเองให้ดีขึ้นได้เท่านั้น แต่ยังพบว่าในกลุ่มของเด็กพิเศษ ก็ยังเกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ที่ก้าวกระโดด จนสามารถทำคะแนน RT ขยับพุ่งขึ้นมาแตะถึงระดับมาตรฐานของประเทศได้เช่นกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เธอและคณะผู้จัดทำเชื่อมั่นว่า นวัตกรรมเล็กๆ นี้ น่าจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก
“เวลาที่ สสส. มาลงทุนเรื่องการอ่าน เรามักจะถูกตั้งคำถามจากสังคมเสมอว่า ทำไมต้องทำ ทั้งที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือองค์กรอื่นๆ เขาก็ทำอยู่แล้ว… งานวิจัย SROI ในวันนี้ คือ “คำตอบ” ที่ดังที่สุด ” นางสุดใจ กล่าว

“ ทุกวันนี้สื่อที่มาทางจอทั้งหลาย ส่วนใหญ่ไม่ทันคิดหรอกครับ และก็ไม่ได้กระตุ้นสมองส่วนหน้า ที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์…แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือสมองส่วนความจำทำงานหนักกว่า ดูแล้วก็จำอย่างเดียว ชอบใจก็กดไลก์ กดแชร์ต่อไปเรื่อย ๆ มันค่อนข้างเร็วมาก และในที่สุดก็แชร์สิ่งที่ไม่ควรแชร์ออกไป…
ทุกวันนี้ AGI มันเริ่มทำงานด้วยตัวมันเอง โดยที่อาจจะไม่ได้พึ่งมนุษย์… ดังนั้นข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาถึงตัวเด็กมันมีมากมายเหลือเกิน จะทำอย่างไรให้เขาได้พิจารณา ให้เขาวิเคราะห์ได้ว่าอะไรควรจะเชื่อ หรืออะไรที่จะควรนำใช้ประโยชน์ได้บ้าง” รศ.จุมพล สะท้อน
ขณะที่นักวิชาการชื่อดังและนักคิดแห่งยุคสมัย อย่าง ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ชี้ให้เห็นว่า หากถามถึงความพร้อมของเด็กไทยในโลกอนาคต ตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนภาพได้ชัด คือผลการประเมิน PISA ซึ่งใช้วัดทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอายุ 15 ปีทั่วโลก ตัวเลขที่ปรากฏในแต่ละปีทำให้หลายคนอดกังวลไม่ได้ เพราะข้อมูลจาก OECD ชี้ว่า เด็กไทยกว่า 65% มีทักษะการอ่านต่ำกว่าระดับ 2 หรืออยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Functionally Illiterate คือ อ่านหนังสือออก แต่ไม่สามารถจับใจความได้

ดร.สมเกียรติ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการสอบเพียงครั้งเดียว แต่สะท้อนโครงสร้างการเรียนรู้ที่ยาวนานของเด็กไทย ซึ่งที่ผ่านมา วิธีแก้ปัญหาที่มักถูกหยิบมาใช้คือการเร่งติวช่วงใกล้สอบ PISA แต่แนวทางแบบนี้ถูกทดลองมาแล้วหลายครั้ง และแทบไม่เคยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ซึ่งในมุมมองของเขา คำตอบไม่ได้อยู่ที่ปลายทางของการสอบ แต่อยู่ที่จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตั้งแต่วัยเล็ก
“เด็กไทยจำนวนมากอ่านหนังสือออกนะครับ แต่พออ่านแล้วจับใจความไม่ได้ ถ้าจะแก้ปัญหาแบบนี้ มันต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น ตอนเด็กอายุ 3 ขวบ 5 ขวบ การสร้างรากฐานของเด็กสำคัญมาก โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย”
รากฐานที่ว่านั้นไม่ได้หมายถึงเพียงการอ่านออกเขียนได้ แต่คือการพัฒนาทักษะความสามารถในการคิด วางแผน และเชื่อมโยงเหตุผล ซึ่งการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการฝึกทักษะเหล่านี้ แม้ในยุคที่ AI สามารถสรุปข้อมูลได้แทบทุกอย่าง แต่การอ่านแบบ Deep Reading หรือการอ่านแบบเส้นตรงตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเปรียบเสมือนการออกกำลังกายสมอง ที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อแห่งการคิดวิเคราะห์ และฝึกการปะติดปะต่อตรรกะด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีให้ไม่ได้
“ ถ้าถามว่าในวันที่โลกมีโซเชียลมีเดียและมี AI ที่ช่วยหาคำตอบและสรุปข้อมูลให้ทุกอย่าง แล้วห้องสมุดและการอ่านหนังสือเป็นเล่ม…ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ? คำตอบของผมคือ “จำเป็นอย่างยิ่ง” หากเรานำวรรณกรรมชิ้นเอกที่สะเทือนอารมณ์ไปให้ AI สรุป นั่นก็เท่ากับการถูกฉกฉวยความสุขระหว่างบรรทัดไปจนหมดสิ้น…
ผมยังจำความรู้สึกได้ ตอนอ่านหนังสือวรรณกรรมความยาวกว่า 100 หน้าจบเป็นเล่มแรกในชีวิต ตอนนั้นน่าจะอยู่ประมาณ ป.3 หรือ ป.4 ความรู้สึกมันดีใจมาก และภูมิใจมาก จนรู้สึกว่า ต่อไปในชีวิต ไม่ว่าจะต้องทำอะไรยากแค่ไหน เราก็ไม่กลัว ” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ขณะที่ พญ.ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี กุมารแพทย์ เจ้าของเพจ หมอแพมชวนอ่าน อธิบาย หลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่รองรับปรัชญาข้างต้น การอ่านกับพัฒนาการของเด็ก ในมิติทางการแพทย์เคยมีการวิจัยมาแล้วว่าหนังสือคือสื่อที่ “Just Right” สำหรับสมองเด็ก
“ เพราะในช่วง 0-5 ปีแรก สมองของมนุษย์เติบโตถึงร้อยละ 90 การสร้างเซลล์ประสาทรวดเร็วยิ่งกว่าการปล่อยจรวดสู่อวกาศ เซลล์สมองนับแสนล้านเซลล์จะเชื่อมโยงกันได้สูงถึง 1,000 ล้านล้านครั้ง หากเราให้เด็กรับสื่อผ่านหน้าจอที่มีแสงสีเสียง สมองจะทำงานหนักจนอยู่ในภาวะที่ “ร้อนเกินไป (Too hot) ขณะที่การฟังเสียงเล่านิทานเพียงอย่างเดียว สมองก็จะรับรู้ว่า “เย็นเกินไป (Too cold)” แต่การที่คุณแม่เปิดหนังสือนิทานภาพ แล้วเปล่งเสียงอ่านให้ฟัง คือจุดเชื่อมโยงที่ “พอดีที่สุด (Just right)” ดังนั้นสมองช่วงเวลา 0-5 ปีแรก คือหน้าต่างแห่งโอกาสที่ จะทำให้สมองเกิดการพัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบ ” พญ.ปุษยบรรพ์ อธิบาย
เมื่อรู้ว่าหนังสือคือยาวิเศษ และการอ่านคือพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก แล้วเราจะสร้างระบบนิเวศอย่างไรเพื่อให้วัฒนธรรมการอ่านเติบโตงอกงาม ดร.จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียร ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญด้านนโยบายในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน กล่าวว่า สภาการศึกษากำลังขับเคลื่อน นโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ผลักดันการ “ลดหน้าจอ เพิ่มเวลาคุณภาพ” โดยมีเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ปกครอง ซึ่งถือเป็น “ครูคนแรก” ของลูก เข้ามาร่วมขับเคลื่อนการศึกษานี้ไปพร้อมกัน

“ตอนนี้สำนักนโยบายปฐมวัยกำลังขับเคลื่อนนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ ‘อ่าน อ๊าน อ่าน มหัศจรรย์’ ของ สสส. อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลด Screen Time ของเด็ก และเพิ่ม Quality Time ให้เด็กได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เมื่อมีผลการประเมิน SROI ออกมายืนยัน ก็ยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการลงทุนที่สำคัญจริงๆ
ที่สำคัญผู้ปกครอง ซึ่งถือเป็นครูคนแรกของลูก ต้องเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับโรงเรียน ท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็ก เรามักพยายามปลูกฝังให้ลูกมีทักษะ EF (การยับยั้งชั่งใจ) แต่ตอนนี้พ่อแม่ก็ต้องมี EF ด้วยเช่นกัน ต้องยับยั้งชั่งใจ เรื่องการใช้หน้าจอ เพื่อเปิดช่องว่างให้ลูกได้เล่นกับความคิดของตัวเองด้วย “ ดร.จอมหทยาสนิท กล่าว
นอกเหนือจากครอบครัว แล้ว “ท้องถิ่น” ต้องเข้มแข็งและมีบทบาทสำคัญ นายวัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ และผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ซึ่งถือเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เข้มแข็ง มีทั้งพื้นที่หลักในกรุงเทพและยังมีเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้พันธมิตรทั่วประเทศกว่า 31 แห่งใน 24 จังหวัด เขาหยิบยกเหตุการณ์สะเทือนใจระดับโลกเรื่องผลกระทบของสงครามที่มีต่อเด็ก มาสะท้อนให้เห็นว่าโลกนี้เปราะบางมากสำหรับเด็ก จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะต้องสร้างพื้นที่ที่ทำให้เด็กๆ เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและปลอดภัย เสมือน “โอเอซิส” ที่โอบรับเยาวชนโดยไม่มีการตัดสิน

“ การมี TK Park มันไม่ใช่แค่การมีสวนสนุกทางปัญญา แต่คือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์” คือ “ปลอดภัยทั้งทางกายภาพ” และ “ปลอดภัยทั้งทางความคิด” ใครที่เข้ามาร่วมกิจกรรม… เขาไม่ได้ถูกตัดสินว่าสิ่งที่เขาอ่าน สิ่งที่เขาเล่น สิ่งที่เขาชอบนั้น ผิดถูกหรือไม่ “
การสร้างพื้นที่แบบนี้ ท้องถิ่นที่เข้มแข็งจะมีบทบาทและความสำคัญมากในการช่วยผลักดัน…ผมอยากยกตัวอย่างบทพิสูจน์ที่ทรงพลัง คือ TK Park ยะลา เปิดมานาน 19 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ แต่เขาสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง จากพื้นที่เล็กๆ ทุกวันนี้ได้ขยายเป็นอาคาร 4 ชั้น ใหญ่กว่าในกรุงเทพฯ เสียอีก เพราะผู้บริหารท้องถิ่นมีเจตจำนงที่แน่วแน่ที่จะพัฒนาคนในจังหวัดของเขา
บางครั้งความล้มเหลวในการสร้างห้องสมุดไม่ได้เกิดจากไม่มีงบประมาณ แต่เกิดจากการที่ไม่ต่อเนื่องของนโยบาย เปลี่ยนนายกฯท้องถิ่น โครงการก็ถูกโละทิ้ง…และอีกปัญหาของประเทศนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีหนังสือ หนังสือที่บริจาคมีเยอะแยะ… แต่ปัญหาคือ ‘หนังสือที่ดี’ กับ ‘คนที่อยากจะอ่าน’ มันไม่เจอหน้ากัน นี่คือความเหลื่อมล้ำแบบหนึ่งที่พวกเราต้องเร่งแก้ปัญหา ” นายวัฒนชัย สะท้อน

ปาฏิหาริย์สุดปลายแดน : เมื่อหนังสือทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ
นางพิทยา พานทอง นายกกิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สะท้อนถึงภาพความเหลื่อมล้ำบนดอยสูง ของการศึกษาบนพื้นที่ห่างไกล ว่าอุปสรรคที่ให้เด็กซึ่งอยู่บนพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงหนังสือได้ มาจาก 2 ปัจจัย คือ การเดินทาง เพราะหมู่บ้านอยู่ไกลจากโรงเรียนหลัก เด็กไม่สามารถเดินทางไปได้ จึงทำให้ต้องตั้งโรงเรียนสาขา ซึ่งจะมีเด็กแค่ 5 – 15 คนเท่านั้น อีกปัจจัยคือ ภาษา เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ จะใช้ภาษาถิ่นตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อมาโรงเรียนและเจอหนังสือเรียนภาษาไทย อย่าง ‘ภาษาพาที’ หรือ ‘วรรณคดีลำนำ’ ที่ยากเกินไป ตำราเหล่านั้นจึงมักถูกซุกไว้ใต้โต๊ะ สะท้อนให้เห็นว่าบางครั้งความล้มเหลวของการศึกษา อาจไม่ได้เกิดจากเด็กไม่ใฝ่รู้ แต่เกิดจากผู้ใหญ่มอบ “เครื่องมือที่ไม่พอดีตัว” ให้กับพวกเขา

การเปลี่ยนจากตำราเรียนที่เคร่งเครียดและยากเกินวัย มาเป็นหนังสือนิทานภาพที่สนุกสนาน จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนให้เด็กกลุ่มชาติพันธุ์สะกดคำไทยได้ แต่มันคือ “สะพานเชื่อมใจ” ที่ดึงเด็กและครอบครัวชายขอบ ให้กลับมามองเห็นคุณค่าของการศึกษา และไม่ยอมปล่อยมือจากการเรียน
“ เมื่อชุดหนังสือ อ่าน อาน อ๊าน เข้าไปถึง เด็กๆ กลับสนุกที่ได้นำหนังสือไปอ่านให้พ่อแม่-ปู่ย่าตายาย ฟัง เกิดการเรียนรู้ภาษาไทยกันทั้งบ้าน เพราะที่ผ่านมาเขาไม่รู้จักหนังสือนิทาน ผลลัพธ์ที่น่าชื่นใจที่สุดคือ อัตราเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาลดลงอย่างเห็นได้ชัด พ่อแม่ไม่เอาลูกออกจากโรงเรียนอีกต่อไป…จากเดิมที่ในอดีต พ่อแม่มองว่าไปเรียนแล้วไม่เห็นจะได้อะไร ” นางพิทยา ฉายให้เห็นภาพความเหลื่อมล้ำในพื้นที่

เช่นเดียวกับที่ชายแดนใต้ รศ.ดร.มูฮัมหมัดอาฟีฟี อัซซอลีฮีย์ ประธานเครือข่ายศูนย์ประสานงานส่งเสริมการอ่านชายแดนใต้ เล่าย้อนถึงภาพความตื่นเต้นของเด็กๆ ในพื้นที่ชนบท เมื่อพวกเขาได้เห็นหนังสือนิทานสีสันสวยงามเป็นครั้งแรก
“ มันเหมือนเราปล่อยหนูลงไปในทุ่งนา เขาวิ่งไปหยิบหนังสือด้วยความตื่นเต้น แววตาเปล่งประกาย เพราะบริบทในพื้นที่ชนบท มันไม่มีหนังสือสีสันสวยงามให้เขาเลย ”
เขาอธิบายบริบทในพื้นที่ว่าสำหรับครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำ เงิน 40-50 บาท ที่จะนำไปซื้อหนังสือนิทานสักเล่ม คือเงินก้อนเดียวกับที่ต้องใช้จ่ายในครอบครัว ในบางครอบครัว…หนังสือจึงกลายเป็นของที่ดูไกลเกินเอื้อม เมื่อ สสส. ได้นำหนังสือนิทานเรื่อง ‘จ๊ะเอ๋’ เข้าไปแจกจ่ายในชุมชนชายแดนใต้ จากการทำแบบสำรวจว่าทำไมพ่อแม่ถึงยอมเปิดใจอ่านหนังสือเล่มนี้ให้ลูกฟัง คำตอบที่สะท้อน ‘ความเข้าใจบริบทพื้นที่’ อย่างลึกซึ้ง คือ หนังสือมีสีสันสวยงาม และมีการแปลเนื้อหาเป็น ‘ภาษายาวี’ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวันของพวกเขา
“ การที่แปลหนังสือเป็นภาษายาวี ทำให้พ่อแม่ในชนบท ได้มีข้ออ้างในการเข้ามากอดลูกและเล่นจ๊ะเอ๋กับลูก เพราะก่อนหน้านี้พ่อแม่หลายคนอาจรู้สึกเขินอายหรือไม่รู้จะเล่นกับลูกอย่างไร จนมีหนังสือนิทานภาษายาวีเป็นสื่อกลาง ผมมองว่าหนังสือเป็นเครื่องมือชั้นดี ในการตัดวงจรความยากจน และตัดวงจรการไม่รู้ของพ่อแม่ไปสู่ลูกครับ มันไม่ใช่แค่การลงทุน แต่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงๆ “
เคล็ดลับของชุดหนังสือ อ่าน อาน อ๊าน ที่ถูกซ่อนไว้ คือจิตวิทยาการออกแบบที่แยบยลและลึกซึ้ง ระพีพรรณ พัฒนเวช นักวิชาการโครงการฯ อ่าน อาน อ๊าน และผู้ร่วมสร้างสรรค์หนังสือ อธิบายความลับของหนังสือชุดนี้ ว่าไม่ได้สร้างตัวละครที่สมบูรณ์แบบ แต่มีมิติของความซุ่มซ่าม ทำของหก เละเทะ เหมือนชีวิตจริงของเด็กๆ เพราะหากสร้างตัวละครที่สมบูรณ์แบบเกินไป เด็กๆ จะรู้สึกว่านั่นคือเรื่องของคนอื่น และไม่สามารถ “อิน” หรือเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับตัวละครได้เลย นวัตกรรมชุดนี้จึงเลือกที่จะทลายขนบเดิมๆ ด้วยการสร้างตัวละครให้มี “มิติ” และมีความเป็นมนุษย์ปุถุชนทั่วไปที่ไม่ได้มีแค่มุมสวยงามเพียงมุมเดียว

หลักการของหนังสือจึงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสั่งสอน แต่สร้างมาให้เด็ก สนุก-ซึมซับ และ ถอดรหัส “คุณค่า” ด้วยตัวเอง
“ สิ่งสำคัญคือเราจะไม่สั่งสอนโดยตรง แต่จะใช้เรื่องราวภาพถ่ายทอดอารมณ์ ให้เด็กได้ถอดรหัสและซึมซับคุณค่าด้วยตัวเอง ดังนั้นหัวใจสำคัญคือผู้ใหญ่ ต้อง “เชื่อมั่นในหนังสือ” และ “เชื่อมั่นในเด็ก” ปล่อยให้เขาทำงานร่วมกัน โดยที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องคอยสั่งสอนหรือไปสรุปให้ฟัง เพราะหากเราพูดให้น้อยลง เด็กเขาก็จะได้คิด-ทบทวนมากขึ้น ” ระพีพรรณ กล่าว
บทพิสูจน์ในวันนี้จากงานวิจัยระดับประเทศที่ยืนยันตัวเลขความคุ้มค่า SROI อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว การลงทุนกับ ‘มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน’ เพื่อ “ภูมิคุ้มกันทางความรู้สึกและสติปัญญา” จึงไม่ใช่แค่การสอนให้อ่านออกเขียนได้ แต่เป้าหมายหลังจากนี้คือการผลักดันโครงการฯ อ่าน อาน อ๊าน ให้เกิดมิติใหม่และไปสู่ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน
“ ตัวหนังสือที่เราทำ มันไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ แต่มันนำพาจิตวิญญาณและความเกื้อกูลผ่านสื่อไปถึงเด็กด้วย เราหวังว่าเด็กรุ่นใหม่จะมีความเกื้อกูลอยู่ในเนื้อในตัว อยู่ในจิตวิญญาณของเขา และเราหวังว่าจะเกิดมิติใหม่ๆ ของการนำหนังสือชุดนี้ไปใช้อย่างทั่วถึง ที่สำคัญเราอยากให้เกิดความเท่าเทียมขึ้นด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบาง… “ สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวทิ้งท้าย

ในขณะที่โลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป หรือ AGI (Artificial General Intelligence) กำลังจะมีความฉลาดทัดเทียมมนุษย์ แต่หากเราหันกลับมามองสถานการณ์ของเด็กไทย กลับพบความจริงที่ชวนให้สะท้อนใจ เมื่อพบว่า ประเทศไทยมีเด็กที่อ่านและทำความเข้าใจได้ในระดับสูงเพียง 0.2% เท่านั้น หนำซ้ำยังมีเด็กอีกกว่า 1.1 ล้านคน ที่ไม่เคยสัมผัสความสุขจากการที่มีผู้ใหญ่สักคนอ่านหนังสือให้ฟังที่บ้าน
ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อปลายปี 2568 เปิดเผยว่า เด็กปฐมวัยในยุคปัจจุบัน Gen Alpha และ Gen Beta มีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ด้านการใช้ภาษา และด้านการเข้าใจภาษา สาเหตุหลักมาจากการใช้หน้าจอเกินวัย และบริบทการเลี้ยงดูในสังคมดิจิทัล ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการระยะยาวของเด็ก
บาดแผลทางพัฒนาการที่มองไม่เห็นนี้ คือวิกฤตเงียบที่กัดกินรากฐานของชาติ ทว่าท่ามกลางพายุแห่งเทคโนโลยี โครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ที่ออกเดินทางแก้ปัญหานี้มานานนับทศวรรษ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านวัตกรรม “หนังสือภาพชุดเล็กๆ” สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม และผลลัพธ์ดังกล่าวถูกถอดรหัสออกมาเป็นตัวเลข ผ่านการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน หรือ SROI ที่สะท้อนว่า การลงทุนกับเด็กปฐมวัยสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมและครอบครัวได้อย่างมหาศาล
โดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ร่วมกับสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) และภาคีเครือข่าย ได้มีการจัดงานประชุมวิชาการ “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน : แถลงผล SROI สู่กุญแจพัฒนาการเด็กไทยยุค AGI” เพื่อเผยแพร่ผลการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment : SROI) ภายใต้โครงการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569

ถอดรหัส SROI : เมื่อ ‘นิทานภาพเล่มเล็ก’ สร้าง ‘ปันผลทางสังคม’ ที่ประเมินค่าได้
หากในโลกของธุรกิจวัดความสำเร็จกันที่ตัวเลขกำไรขาดทุน ในโลกของการพัฒนาทุนมนุษย์ การลงทุนกับเด็กปฐมวัยก็มีมาตรวัดที่ทรงพลังและแม่นยำไม่แพ้กัน นั่นคือ “SROI” หรือ “ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน” ซึ่งเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่เข้ามาทำหน้าที่แปลงสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่าง “ความสุข” “รอยยิ้ม” และ “พัฒนาการของเด็ก” ให้กลายเป็นตัวเลขรูปธรรมที่จับต้องได้
งานวิจัยครั้งนี้ดำเนินการภายใต้ความร่วมมือกันระหว่าง สสส. กับทีมวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ รศ.ดร.พีระ ตั้งธรรมรักษ์ และ ณัฐพล สีวลีพันธ์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งลงพื้นที่เก็บข้อมูลภายใต้โครงการปฏิบัติการ อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้ โดยใช้กรอบแนวคิด Theory of Change (TOC) เพื่อประเมินต้นทุนและผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนด้านวัฒนธรรมการอ่าน
ผลการประเมินสะท้อนให้เห็น “สมการความคุ้มค่า” ที่ชัดเจน
-
- ลงทุน 1 บาท สร้างผลตอบแทน 1.71 บาท
โดยผลตอบแทนดังกล่าวไม่ได้ตกอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่กระจายไปยังผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่-
- กระบวนกร (ครู/ผู้ดูแลเด็ก) สามารถเปลี่ยนห้องเรียนให้มีชีวิตชีวา และมีความสุขกับการสอนอ่าน โดยให้คะแนนความสุขสูงถึง 8.33 เต็ม 10
-
- เด็ก (ผู้รับประโยชน์หลัก) เด็กไม่ได้เพียงอ่านออก แต่ยังมีความสุขกับการอ่านถึง 7.5 เต็ม 10 และมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่เป็นผลมาจากชุดหนังสือ อ่าน อาน อ๊าน สูงถึง ร้อยละ 85.2
- ครอบครัว เมื่อนิทานกลายเป็นสื่อกลาง ครอบครัวถึง ร้อยละ 76 มีการอ่านนิทานร่วมกัน และ ร้อยละ 83.3 มีการพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น เกิดเป็น Quality Time ภายในครอบครัว
นอกจากนี้ โครงการนี้ยังสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมแบบใยแมงมุม หรือ Ripple Effect เพราะผลลัพธ์ของการลงทุนไม่ได้หยุดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ “กระบวนกร” ที่ผ่านการอบรมถึงร้อยละ 77.42 ได้นำทักษะการสอนไปถ่ายทอดต่อให้คุณครูท่านอื่นในโรงเรียน และอีกร้อยละ 42.86 ได้นำชุดหนังสือไปต่อยอดเป็นกิจกรรมอื่นๆ ชี้ชัดให้เห็นว่า “นวัตกรรม” นี้สามารถขยายผลและเติบโตต่อไปได้ด้วยตัวของมันเอง
แม้งานวิจัยครั้งนี้จะเป็นเพียงการประเมินในระยะสั้น แต่ก็ชวนให้ตั้งคำถามขบคิดว่า หากสามารถติดตามเด็กกลุ่มนี้ต่อไปอีก 10 หรือ 20 ปี มูลค่าผลตอบแทนจากเด็กที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์และรักการอ่าน จะทวีคูณสูงกว่าตัวเลข 1.71 ไปอีกกี่เท่า
นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. และเป็น 1 ในหัวเรี่ยวหัวแรงที่ผลักดันชุดหนังสือ “อ่าน อาน อ๊าน” เล่าว่า โครงการปฏิบัติการ “อ่าน อาน อ๊าน : ยกกำลังสุข ปลุกพลังการเรียนรู้” โดยใช้ชุดหนังสือฝึกหัดอ่านตามระดับพัฒนาการทางภาษาของเด็ก ถูกพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 2559 เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านของเด็กไทยช่วงอายุ 3-9 ปี
ความน่าสนใจของชุดหนังสือ “อ่าน อาน อ๊าน” คือการเป็นชุดหนังสือหัดอ่านตามระดับที่คล้ายหนังสือภาพ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในบ้านประเทศไทย โดยมีหัวใจสำคัญคือการจูงใจให้เด็กๆ เรียนรู้ภาษาผ่านเรื่องราวที่มีความเป็นวรรณกรรม เพื่อพัฒนาไปสู่การต่อยอดความรู้ในด้านอื่นๆ ได้
“ จุดที่ทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา คือการจับเข่าคุยกันของหลายกระทรวงถึงภาวะวิกฤตที่เด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ และภาวะความรุนแรงในเด็ก จะมีนวัตกรรมอะไรที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ไหม เป็นเรื่องที่น่าห่วงใย เพราะเรื่องการสื่อสารเพียงเรื่องเดียว มันคลุมแทบทุกเรื่องเลย ไม่ว่าจะคณิต วิทย์ หรือวิชาอื่น ๆ เราจะเห็นว่ามันไปไม่ได้เลย ถ้าเด็กยังไม่สามารถตีความได้…
มีคำพูดอยู่คำหนึ่งที่ติดปากผู้ใหญ่หลายคนว่า “เด็กสมัยนี้คิดไม่เป็น” แต่เรามักลืมมองกระบวนการว่า อะไรทำให้เด็กเป็นแบบนี้ เพราะจริง ๆ แล้วเราไม่เชื่อว่าเด็กคิดไม่เป็น
ข้อมูลที่มันกรีดลึกลงไปในหัวใจคนทำงานคือ สถิติช่วงก่อนโควิด-19 ที่พบว่า มีบ้านที่ไม่มีหนังสือเลยถึง 1.1 ล้านหลังคาเรือน นั่นแปลว่ามีเด็กกว่าล้านชีวิตที่ไม่เคยสัมผัสความสุขจากการที่มีผู้ใหญ่สักคนอ่านหนังสือให้ฟัง…ดังนั้นมากกว่าการทำชุดหนังสือเรียนภาษาไทย มันคือการซ่อน “จิตวิญญาณแห่งความเกื้อกูล” และ “การเคารพความแตกต่างหลากหลาย” ไว้ในนิทานทุกหน้าให้กับเด็กๆ”

นางสุดใจ เล่าว่า เมื่อหนังสือชุดแรกออกมา มีหน่วยงาน อบจ. ในจังหวัดเชียงใหม่ นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มโรงเรียนที่เคยมีบาดแผลทางการศึกษา นั่นคือกลุ่มที่ไม่เคยสอบผ่านเกณฑ์ประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) มาก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 1 ภาคการศึกษา ไม่เพียงแต่เด็กนักเรียนทั่วไปจะสามารถดึงคะแนนการอ่านของตนเองให้ดีขึ้นได้เท่านั้น แต่ยังพบว่าในกลุ่มของเด็กพิเศษ ก็ยังเกิดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ที่ก้าวกระโดด จนสามารถทำคะแนน RT ขยับพุ่งขึ้นมาแตะถึงระดับมาตรฐานของประเทศได้เช่นกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เธอและคณะผู้จัดทำเชื่อมั่นว่า นวัตกรรมเล็กๆ นี้ น่าจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก
“เวลาที่ สสส. มาลงทุนเรื่องการอ่าน เรามักจะถูกตั้งคำถามจากสังคมเสมอว่า ทำไมต้องทำ ทั้งที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือองค์กรอื่นๆ เขาก็ทำอยู่แล้ว… งานวิจัย SROI ในวันนี้ คือ “คำตอบ” ที่ดังที่สุด ” นางสุดใจ กล่าว
ทำไมต้อง “อ่าน” ในยุค AI?
รศ.จุมพล รอดคําดี กรรมการกํากับทิศทางแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สสส. สะท้อนความน่ากลัวของพายุข้อมูลข่าวสาร โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่า ในยุคที่หน้าจอครอบงำ สื่อออนไลน์มักเรียกร้องความสนใจแบบสั้นๆ และฉาบฉวย ซึ่งกระตุ้นเพียงสมองส่วนความจำให้ทำงานหนัก แต่กลับละทิ้งสมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่คิดวิเคราะห์ ในวันที่ AGI กำลังฉลาดล้ำและสร้างข้อมูลได้ด้วยตัวเอง การอ่านจึงไม่ใช่แค่การสอนสะกดคำ แต่คือการสร้าง “ตะแกรงร่อนข้อมูล” ที่จะช่วยฝึกให้เด็กไทยคิดวิเคราะห์
“ ทุกวันนี้สื่อที่มาทางจอทั้งหลาย ส่วนใหญ่ไม่ทันคิดหรอกครับ และก็ไม่ได้กระตุ้นสมองส่วนหน้า ที่ทำหน้าที่คิดวิเคราะห์…แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือสมองส่วนความจำทำงานหนักกว่า ดูแล้วก็จำอย่างเดียว ชอบใจก็กดไลก์ กดแชร์ต่อไปเรื่อย ๆ มันค่อนข้างเร็วมาก และในที่สุดก็แชร์สิ่งที่ไม่ควรแชร์ออกไป…
ทุกวันนี้ AGI มันเริ่มทำงานด้วยตัวมันเอง โดยที่อาจจะไม่ได้พึ่งมนุษย์… ดังนั้นข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาถึงตัวเด็กมันมีมากมายเหลือเกิน จะทำอย่างไรให้เขาได้พิจารณา ให้เขาวิเคราะห์ได้ว่าอะไรควรจะเชื่อ หรืออะไรที่จะควรนำใช้ประโยชน์ได้บ้าง” รศ.จุมพล สะท้อน
ขณะที่นักวิชาการชื่อดังและนักคิดแห่งยุคสมัย อย่าง ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ชี้ให้เห็นว่า หากถามถึงความพร้อมของเด็กไทยในโลกอนาคต ตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนภาพได้ชัด คือผลการประเมิน PISA ซึ่งใช้วัดทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอายุ 15 ปีทั่วโลก ตัวเลขที่ปรากฏในแต่ละปีทำให้หลายคนอดกังวลไม่ได้ เพราะข้อมูลจาก OECD ชี้ว่า เด็กไทยกว่า 65% มีทักษะการอ่านต่ำกว่าระดับ 2 หรืออยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า Functionally Illiterate คือ อ่านหนังสือออก แต่ไม่สามารถจับใจความได้

ดร.สมเกียรติ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการสอบเพียงครั้งเดียว แต่สะท้อนโครงสร้างการเรียนรู้ที่ยาวนานของเด็กไทย ซึ่งที่ผ่านมา วิธีแก้ปัญหาที่มักถูกหยิบมาใช้คือการเร่งติวช่วงใกล้สอบ PISA แต่แนวทางแบบนี้ถูกทดลองมาแล้วหลายครั้ง และแทบไม่เคยสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ซึ่งในมุมมองของเขา คำตอบไม่ได้อยู่ที่ปลายทางของการสอบ แต่อยู่ที่จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตั้งแต่วัยเล็ก
“เด็กไทยจำนวนมากอ่านหนังสือออกนะครับ แต่พออ่านแล้วจับใจความไม่ได้ ถ้าจะแก้ปัญหาแบบนี้ มันต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น ตอนเด็กอายุ 3 ขวบ 5 ขวบ การสร้างรากฐานของเด็กสำคัญมาก โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย”
รากฐานที่ว่านั้นไม่ได้หมายถึงเพียงการอ่านออกเขียนได้ แต่คือการพัฒนาทักษะความสามารถในการคิด วางแผน และเชื่อมโยงเหตุผล ซึ่งการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการฝึกทักษะเหล่านี้ แม้ในยุคที่ AI สามารถสรุปข้อมูลได้แทบทุกอย่าง แต่การอ่านแบบ Deep Reading หรือการอ่านแบบเส้นตรงตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเปรียบเสมือนการออกกำลังกายสมอง ที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อแห่งการคิดวิเคราะห์ และฝึกการปะติดปะต่อตรรกะด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีให้ไม่ได้
“ ถ้าถามว่าในวันที่โลกมีโซเชียลมีเดียและมี AI ที่ช่วยหาคำตอบและสรุปข้อมูลให้ทุกอย่าง แล้วห้องสมุดและการอ่านหนังสือเป็นเล่ม…ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ? คำตอบของผมคือ “จำเป็นอย่างยิ่ง” หากเรานำวรรณกรรมชิ้นเอกที่สะเทือนอารมณ์ไปให้ AI สรุป นั่นก็เท่ากับการถูกฉกฉวยความสุขระหว่างบรรทัดไปจนหมดสิ้น…
ผมยังจำความรู้สึกได้ ตอนอ่านหนังสือวรรณกรรมความยาวกว่า 100 หน้าจบเป็นเล่มแรกในชีวิต ตอนนั้นน่าจะอยู่ประมาณ ป.3 หรือ ป.4 ความรู้สึกมันดีใจมาก และภูมิใจมาก จนรู้สึกว่า ต่อไปในชีวิต ไม่ว่าจะต้องทำอะไรยากแค่ไหน เราก็ไม่กลัว ” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ขณะที่ พญ.ปุษยบรรพ์ สุวรรณคีรี กุมารแพทย์ เจ้าของเพจ หมอแพมชวนอ่าน อธิบาย หลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่รองรับปรัชญาข้างต้น การอ่านกับพัฒนาการของเด็ก ในมิติทางการแพทย์เคยมีการวิจัยมาแล้วว่าหนังสือคือสื่อที่ “Just Right” สำหรับสมองเด็ก
“ เพราะในช่วง 0-5 ปีแรก สมองของมนุษย์เติบโตถึงร้อยละ 90 การสร้างเซลล์ประสาทรวดเร็วยิ่งกว่าการปล่อยจรวดสู่อวกาศ เซลล์สมองนับแสนล้านเซลล์จะเชื่อมโยงกันได้สูงถึง 1,000 ล้านล้านครั้ง หากเราให้เด็กรับสื่อผ่านหน้าจอที่มีแสงสีเสียง สมองจะทำงานหนักจนอยู่ในภาวะที่ “ร้อนเกินไป (Too hot) ขณะที่การฟังเสียงเล่านิทานเพียงอย่างเดียว สมองก็จะรับรู้ว่า “เย็นเกินไป (Too cold)” แต่การที่คุณแม่เปิดหนังสือนิทานภาพ แล้วเปล่งเสียงอ่านให้ฟัง คือจุดเชื่อมโยงที่ “พอดีที่สุด (Just right)” ดังนั้นสมองช่วงเวลา 0-5 ปีแรก คือหน้าต่างแห่งโอกาสที่ จะทำให้สมองเกิดการพัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบ ” พญ.ปุษยบรรพ์ อธิบาย
สร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์
เมื่อรู้ว่าหนังสือคือยาวิเศษ และการอ่านคือพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก แล้วเราจะสร้างระบบนิเวศอย่างไรเพื่อให้วัฒนธรรมการอ่านเติบโตงอกงาม ดร.จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียร ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญด้านนโยบายในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน กล่าวว่า สภาการศึกษากำลังขับเคลื่อน นโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ผลักดันการ “ลดหน้าจอ เพิ่มเวลาคุณภาพ” โดยมีเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ปกครอง ซึ่งถือเป็น “ครูคนแรก” ของลูก เข้ามาร่วมขับเคลื่อนการศึกษานี้ไปพร้อมกัน

“ตอนนี้สำนักนโยบายปฐมวัยกำลังขับเคลื่อนนโยบาย 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ ‘อ่าน อ๊าน อ่าน มหัศจรรย์’ ของ สสส. อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการลด Screen Time ของเด็ก และเพิ่ม Quality Time ให้เด็กได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เมื่อมีผลการประเมิน SROI ออกมายืนยัน ก็ยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการลงทุนที่สำคัญจริงๆ
ที่สำคัญผู้ปกครอง ซึ่งถือเป็นครูคนแรกของลูก ต้องเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับโรงเรียน ท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็ก เรามักพยายามปลูกฝังให้ลูกมีทักษะ EF (การยับยั้งชั่งใจ) แต่ตอนนี้พ่อแม่ก็ต้องมี EF ด้วยเช่นกัน ต้องยับยั้งชั่งใจ เรื่องการใช้หน้าจอ เพื่อเปิดช่องว่างให้ลูกได้เล่นกับความคิดของตัวเองด้วย “ ดร.จอมหทยาสนิท กล่าว
นอกเหนือจากครอบครัว แล้ว “ท้องถิ่น” ต้องเข้มแข็งและมีบทบาทสำคัญ นายวัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการรองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ และผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park ซึ่งถือเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เข้มแข็ง มีทั้งพื้นที่หลักในกรุงเทพและยังมีเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้พันธมิตรทั่วประเทศกว่า 31 แห่งใน 24 จังหวัด เขาหยิบยกเหตุการณ์สะเทือนใจระดับโลกเรื่องผลกระทบของสงครามที่มีต่อเด็ก มาสะท้อนให้เห็นว่าโลกนี้เปราะบางมากสำหรับเด็ก จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่จะต้องสร้างพื้นที่ที่ทำให้เด็กๆ เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและปลอดภัย เสมือน “โอเอซิส” ที่โอบรับเยาวชนโดยไม่มีการตัดสิน

“ การมี TK Park มันไม่ใช่แค่การมีสวนสนุกทางปัญญา แต่คือการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์” คือ “ปลอดภัยทั้งทางกายภาพ” และ “ปลอดภัยทั้งทางความคิด” ใครที่เข้ามาร่วมกิจกรรม… เขาไม่ได้ถูกตัดสินว่าสิ่งที่เขาอ่าน สิ่งที่เขาเล่น สิ่งที่เขาชอบนั้น ผิดถูกหรือไม่ “
การสร้างพื้นที่แบบนี้ ท้องถิ่นที่เข้มแข็งจะมีบทบาทและความสำคัญมากในการช่วยผลักดัน…ผมอยากยกตัวอย่างบทพิสูจน์ที่ทรงพลัง คือ TK Park ยะลา เปิดมานาน 19 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ แต่เขาสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง จากพื้นที่เล็กๆ ทุกวันนี้ได้ขยายเป็นอาคาร 4 ชั้น ใหญ่กว่าในกรุงเทพฯ เสียอีก เพราะผู้บริหารท้องถิ่นมีเจตจำนงที่แน่วแน่ที่จะพัฒนาคนในจังหวัดของเขา
บางครั้งความล้มเหลวในการสร้างห้องสมุดไม่ได้เกิดจากไม่มีงบประมาณ แต่เกิดจากการที่ไม่ต่อเนื่องของนโยบาย เปลี่ยนนายกฯท้องถิ่น โครงการก็ถูกโละทิ้ง…และอีกปัญหาของประเทศนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีหนังสือ หนังสือที่บริจาคมีเยอะแยะ… แต่ปัญหาคือ ‘หนังสือที่ดี’ กับ ‘คนที่อยากจะอ่าน’ มันไม่เจอหน้ากัน นี่คือความเหลื่อมล้ำแบบหนึ่งที่พวกเราต้องเร่งแก้ปัญหา ” นายวัฒนชัย สะท้อน

ปาฏิหาริย์สุดปลายแดน : เมื่อหนังสือทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ
นางพิทยา พานทอง นายกกิ่งกาชาดอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สะท้อนถึงภาพความเหลื่อมล้ำบนดอยสูง ของการศึกษาบนพื้นที่ห่างไกล ว่าอุปสรรคที่ให้เด็กซึ่งอยู่บนพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงหนังสือได้ มาจาก 2 ปัจจัย คือ การเดินทาง เพราะหมู่บ้านอยู่ไกลจากโรงเรียนหลัก เด็กไม่สามารถเดินทางไปได้ จึงทำให้ต้องตั้งโรงเรียนสาขา ซึ่งจะมีเด็กแค่ 5 – 15 คนเท่านั้น อีกปัจจัยคือ ภาษา เด็กกลุ่มชาติพันธุ์ จะใช้ภาษาถิ่นตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อมาโรงเรียนและเจอหนังสือเรียนภาษาไทย อย่าง ‘ภาษาพาที’ หรือ ‘วรรณคดีลำนำ’ ที่ยากเกินไป ตำราเหล่านั้นจึงมักถูกซุกไว้ใต้โต๊ะ สะท้อนให้เห็นว่าบางครั้งความล้มเหลวของการศึกษา อาจไม่ได้เกิดจากเด็กไม่ใฝ่รู้ แต่เกิดจากผู้ใหญ่มอบ “เครื่องมือที่ไม่พอดีตัว” ให้กับพวกเขา

การเปลี่ยนจากตำราเรียนที่เคร่งเครียดและยากเกินวัย มาเป็นหนังสือนิทานภาพที่สนุกสนาน จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนให้เด็กกลุ่มชาติพันธุ์สะกดคำไทยได้ แต่มันคือ “สะพานเชื่อมใจ” ที่ดึงเด็กและครอบครัวชายขอบ ให้กลับมามองเห็นคุณค่าของการศึกษา และไม่ยอมปล่อยมือจากการเรียน
“ เมื่อชุดหนังสือ อ่าน อาน อ๊าน เข้าไปถึง เด็กๆ กลับสนุกที่ได้นำหนังสือไปอ่านให้พ่อแม่-ปู่ย่าตายาย ฟัง เกิดการเรียนรู้ภาษาไทยกันทั้งบ้าน เพราะที่ผ่านมาเขาไม่รู้จักหนังสือนิทาน ผลลัพธ์ที่น่าชื่นใจที่สุดคือ อัตราเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาลดลงอย่างเห็นได้ชัด พ่อแม่ไม่เอาลูกออกจากโรงเรียนอีกต่อไป…จากเดิมที่ในอดีต พ่อแม่มองว่าไปเรียนแล้วไม่เห็นจะได้อะไร ” นางพิทยา ฉายให้เห็นภาพความเหลื่อมล้ำในพื้นที่

เช่นเดียวกับที่ชายแดนใต้ รศ.ดร.มูฮัมหมัดอาฟีฟี อัซซอลีฮีย์ ประธานเครือข่ายศูนย์ประสานงานส่งเสริมการอ่านชายแดนใต้ เล่าย้อนถึงภาพความตื่นเต้นของเด็กๆ ในพื้นที่ชนบท เมื่อพวกเขาได้เห็นหนังสือนิทานสีสันสวยงามเป็นครั้งแรก
“ มันเหมือนเราปล่อยหนูลงไปในทุ่งนา เขาวิ่งไปหยิบหนังสือด้วยความตื่นเต้น แววตาเปล่งประกาย เพราะบริบทในพื้นที่ชนบท มันไม่มีหนังสือสีสันสวยงามให้เขาเลย ”
เขาอธิบายบริบทในพื้นที่ว่าสำหรับครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำ เงิน 40-50 บาท ที่จะนำไปซื้อหนังสือนิทานสักเล่ม คือเงินก้อนเดียวกับที่ต้องใช้จ่ายในครอบครัว ในบางครอบครัว…หนังสือจึงกลายเป็นของที่ดูไกลเกินเอื้อม เมื่อ สสส. ได้นำหนังสือนิทานเรื่อง ‘จ๊ะเอ๋’ เข้าไปแจกจ่ายในชุมชนชายแดนใต้ จากการทำแบบสำรวจว่าทำไมพ่อแม่ถึงยอมเปิดใจอ่านหนังสือเล่มนี้ให้ลูกฟัง คำตอบที่สะท้อน ‘ความเข้าใจบริบทพื้นที่’ อย่างลึกซึ้ง คือ หนังสือมีสีสันสวยงาม และมีการแปลเนื้อหาเป็น ‘ภาษายาวี’ ซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวันของพวกเขา
“ การที่แปลหนังสือเป็นภาษายาวี ทำให้พ่อแม่ในชนบท ได้มีข้ออ้างในการเข้ามากอดลูกและเล่นจ๊ะเอ๋กับลูก เพราะก่อนหน้านี้พ่อแม่หลายคนอาจรู้สึกเขินอายหรือไม่รู้จะเล่นกับลูกอย่างไร จนมีหนังสือนิทานภาษายาวีเป็นสื่อกลาง ผมมองว่าหนังสือเป็นเครื่องมือชั้นดี ในการตัดวงจรความยากจน และตัดวงจรการไม่รู้ของพ่อแม่ไปสู่ลูกครับ มันไม่ใช่แค่การลงทุน แต่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงๆ “
ความลับของ “ อ่าน อาน อ๊าน ”
เคล็ดลับของชุดหนังสือ อ่าน อาน อ๊าน ที่ถูกซ่อนไว้ คือจิตวิทยาการออกแบบที่แยบยลและลึกซึ้ง ระพีพรรณ พัฒนเวช นักวิชาการโครงการฯ อ่าน อาน อ๊าน และผู้ร่วมสร้างสรรค์หนังสือ อธิบายความลับของหนังสือชุดนี้ ว่าไม่ได้สร้างตัวละครที่สมบูรณ์แบบ แต่มีมิติของความซุ่มซ่าม ทำของหก เละเทะ เหมือนชีวิตจริงของเด็กๆ เพราะหากสร้างตัวละครที่สมบูรณ์แบบเกินไป เด็กๆ จะรู้สึกว่านั่นคือเรื่องของคนอื่น และไม่สามารถ “อิน” หรือเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับตัวละครได้เลย นวัตกรรมชุดนี้จึงเลือกที่จะทลายขนบเดิมๆ ด้วยการสร้างตัวละครให้มี “มิติ” และมีความเป็นมนุษย์ปุถุชนทั่วไปที่ไม่ได้มีแค่มุมสวยงามเพียงมุมเดียว

หลักการของหนังสือจึงไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสั่งสอน แต่สร้างมาให้เด็ก สนุก-ซึมซับ และ ถอดรหัส “คุณค่า” ด้วยตัวเอง
“ สิ่งสำคัญคือเราจะไม่สั่งสอนโดยตรง แต่จะใช้เรื่องราวภาพถ่ายทอดอารมณ์ ให้เด็กได้ถอดรหัสและซึมซับคุณค่าด้วยตัวเอง ดังนั้นหัวใจสำคัญคือผู้ใหญ่ ต้อง “เชื่อมั่นในหนังสือ” และ “เชื่อมั่นในเด็ก” ปล่อยให้เขาทำงานร่วมกัน โดยที่ผู้ใหญ่ไม่ต้องคอยสั่งสอนหรือไปสรุปให้ฟัง เพราะหากเราพูดให้น้อยลง เด็กเขาก็จะได้คิด-ทบทวนมากขึ้น ” ระพีพรรณ กล่าว
ทศวรรษแห่งความมุ่งมั่น สู่ก้าวต่อไปที่ยั่งยืน
บทพิสูจน์ในวันนี้จากงานวิจัยระดับประเทศที่ยืนยันตัวเลขความคุ้มค่า SROI อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว การลงทุนกับ ‘มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน’ เพื่อ “ภูมิคุ้มกันทางความรู้สึกและสติปัญญา” จึงไม่ใช่แค่การสอนให้อ่านออกเขียนได้ แต่เป้าหมายหลังจากนี้คือการผลักดันโครงการฯ อ่าน อาน อ๊าน ให้เกิดมิติใหม่และไปสู่ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน
“ ตัวหนังสือที่เราทำ มันไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ แต่มันนำพาจิตวิญญาณและความเกื้อกูลผ่านสื่อไปถึงเด็กด้วย เราหวังว่าเด็กรุ่นใหม่จะมีความเกื้อกูลอยู่ในเนื้อในตัว อยู่ในจิตวิญญาณของเขา และเราหวังว่าจะเกิดมิติใหม่ๆ ของการนำหนังสือชุดนี้ไปใช้อย่างทั่วถึง ที่สำคัญเราอยากให้เกิดความเท่าเทียมขึ้นด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่เปราะบาง… “ สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานยุทธศาสตร์สร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวทิ้งท้าย


