มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน | Reading Culture Promotion Foundation

สำหรับงานเขียน “ใจรักอย่างเดียวไม่พอ ต้องอึดด้วย”

 

 
คุยนอกรอบวันนี้พามาพบกับนักเขียนหน้าใหม่ ที่เดินทางมากับสื่อออนไลน์ เพราะหลายคนคงได้พบเห็นผลงานของเธอกันบ้างทางเว็บบอร์ดของประพันธ์สาส์น และเว็บอื่นๆ และวันนี้ ผลงานที่เธอตั้งใจเขียนออกมา ได้กลายเป็นหนังสือให้พวกเราจับต้องได้ เป็นใครไปเสียไม่ได้นอกจากเจ้าของผลงานนิยายแนวแฟนตาซีเรื่อง จ้าวจตุรทิศ ภาคสุริยคราส คุณ แก้ว หรือที่รู้จักกันในนามปากกา รัณ ศยา
(run saya) นั่นเองค่ะ
 
แนะนำตัวให้รู้จักกันสักนิดค่ะ
 
ขอพื้นที่ส่วนตัวนิด Hub ยังไม่พร้อมเปิดให้บริการค่ะ ก็เอาง่ายๆ ว่าชื่อเล่นจริงว่าแก้วนะคะ, เป็นคนเมืองหลวงค่ะ (แต่หน้าตาไม่รู้อยู่ภาคใด) ตอนเด็กๆ ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรหรอกนะคะ รู้อย่างเดียวว่าชอบวาดเขียน แต่ก็แถเรียนสายวิทย์นะ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจเลือกคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นนับว่าเป็นคณะฮอตฮิตพอดู เราเองก็ไม่ได้เรียนเก่ง หัวแหลมเป็นหัวเข็ม ทางบ้านเป็นห่วงมากๆ เพราะเป็นลูกไม้ที่กระเด็นตกจากต้นไม้ไกลพอดู  แต่โชคดีที่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ค่ะ
 
ก้าวแรกของงานเขียน
เป็นเพราะเราชอบวาดเขียน แล้วเล่าเรื่องมากกว่า  ก่อนเขียนหนังสือก็วาดการ์ตูนมาก่อน วาดตั้งแต่ที่คุณแก้วยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย เสร็จเป็นเรื่องๆ ก็ไปเสนอบก. ที่วิบูลย์กิจ หากจำไม่ผิดน่าจะเป็นช่วงปีสี่ พองานผ่านได้พิมพ์ ตอนนั้นสุดแสนลั้นลา…แต่บก.ก็ติงมาว่าเรื่องคุณเขียนเกินหน้าที่กำหนดไปเยอะต้องรอหน่อยนะครับ เราก็รอ…นานมาก…และก็ยาวววเลย เพราะหลังจากนั้นคุณแก้วก็มุ่งทำงานเป็นสถาปนิกคลั่งงานอย่างเดียว เพราะนักเขียนการ์ตูนสุดแสนทำงานเชื่องช้าอย่างเราไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ค่ะ แต่อย่าเหมารวมนะคะ เพราะเราทำงานช้ามากต่างหาก คนอื่นเขาเขียนได้วันละสี่ห้าหน้า แต่คุณแก้วน่ะเขียนได้วันหนึ่งหน้าหนึ่งก็เก่งแล้ว แต่กระนั้นในหัวก็ยังคิดเรื่องบ้าบอคอแตกอีกนับไม่ถ้วน
 
 
 
 
ผลงานเขียนที่ผ่านมา
เรื่องที่ได้พิมพ์เป็นการ์ตูน คือเรื่อง ‘run’ ค่ะ อ้าว…ใช่แล้วค่ะ  เป็นที่มาของชื่อนามปากกา run saya (รัณ ศยา)ในเน็ตมีที่มาที่ซ่อนเร้นดังนี้ด้วย  ส่วนงานเขียนที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์…เหอ…เหอ…เอาไอ้ที่ได้พิมพ์เรื่องแรกขายให้ได้ก่อนดีกว่าค่ะ…  
…เข้าเรื่อง…ไม่ปกปิดล่ะนะคะ งานที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์  ถ้านับการ์ตูนด้วยก็อันนี้แหละที่เป็นที่มาของแนวแฟนตาซีไทยแบบจริงๆ จังๆ เพราะบก. เจ้าเดิมกับยี่ห้อข้างบนนั่นเคยติงมาครั้งที่คุณแก้วไม่เจียมตัวไปเสนอโครงการยาวเหยียดกับท่าน (ในขณะที่ตอนนั้นคุณแก้วเขียนไปเพียงห้าบท) ท่านบอกมาประโยคเดียว “เขียนให้ดูเป็นไทยกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ เสร็จแล้วจะลงให้” หลังจากนั้นแก้วก็ไปค้นเรื่องราวไทยโบราณ และคิดๆๆๆ ว่าอะไรคือ ไทย เน้อ…แต่สงสัยจะค้นนานไปโครงการเลยล้มครืน…พับลงเสียก่อน (แง) ตอนนี้ยังเก็บต้นฉบับการ์ตูนห่อไว้ในถุงพลาสติกอยู่เลยค่ะ
ส่วนงานเขียนหนังสือ มีความจำเป็นต้องทำเพราะมัน (หมายถึงเรานะ) ไม่มีโอกาสเขียนการ์ตูนไงเพราะไม่มีเวลา ก็เลยต้องพยายามเขียนๆเรื่องที่วนเวียนอยู่ในหัวออกมาเสียบ้าง เดี๋ยวมันระเบิดปุ้งออกมา คงไม่ดีเป็นแน่ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ บางเรื่องออกแนวแนวตะวันตกนู่นเลย และก็ไม่ใช่เรื่องที่เราอยากเล่าจริงๆ 
 
 
ชอบอ่านหนังสือแนวไหนคะ
ชอบตั้งแต่เด็กไม่มีเปลี่ยนก็คือเรื่องแนวบ้าบอคอแตก พิสดารหลุดโลกนี่แหละ มีตั้งแต่ไซไฟไปจนถึงเทพนิยายเด้ก…เด็ก…หรือสุดคลาสสิกอย่าง LOTR, แต่ในระหว่างทางก็มีเปลี่ยนๆ ไปบ้างช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัยนี่ติดหนังสือแนวนิยายผู้หญิงงอมแงมเลยทีเดียว แต่นักเขียนที่อ่านแล้วได้เปลี่ยนทัศนคติเลยคือ คุณประภัสสร เสวิกุลค่ะ เพราะอ่านแล้วเรามีความรู้สึกว่ากำลังดูภาพยนตร์ดีๆ สักเรื่อง คือมันครบเครื่องทั้งในเรื่องความสมจริงสมจังและจินตนาการ ตัวละคร ฉาก คำสนทนา แพรวพราวไปหมด นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเมืองหรือปรัชญาหนักๆ แฝงเอาไว้อีกด้วย ทำให้เราคิดว่า เฮ้ย…นิยายเขียนแบบนี้ได้ด้วยหรือ โอ้…ชัก (เริ่ม) น่าสนใจ แต่ก็ยังถือว่ายังอ่านไม่เยอะค่ะ
 
ก่อนหน้าที่ลงมือเขียนเองด้วยตัวเอง แก้วก็อ่านงานวรรณกรรมเยาวชนเสียส่วนใหญ่ ก็อ่านเท่าที่เวลาจะอำนวยค่ะ เลยกลับมาตกหลุมแนวจินตนาการเมื่อครั้นเป็นเด็กอีกครั้ง (โอ้…ยังต่อได้) จากนั้นก็เริ่มไล่อ่านงานแนวแฟนตาซีฝรั่งจ๋า และงานไทยชั้นครู ศิวาราตรี ของ ท่านพนมเทียนค่ะ, และก็หวนกลับมาคิดเรื่องไทยโบราณอีกครั้ง  สุดท้ายอ่านไปอ่านมา…ชักไม่มัน (ตอบสนองความบ้าบอคอแตกของเราไม่ได้) ลองเขียนเองเลยดีกว่า
 
เทคนิคในการสร้างงานเขียน
 
ต้องอึดค่ะ…ใจรักอย่างเดียวไม่พอค่ะ สำหรับการคิดพล็อตเรื่องต้องออกตัวว่านอกตำรานะคะ…เมื่อครั้นยังเรียนอยู่ในคณะสถาปัตย์ฯ จะมีวิชาดีไซน์หรือการออกแบบ ในวิชานั้นจะมีการสอนแนวความคิดในการออกแบบ ซึ่งจะเน้นหนักเรื่องการใช้ความคิด โดยการค้นหาหาข้อมูลมาประกอบตั้งแต่ประวัติศาสตร์ รากเหง้า คน สิ่งแวดล้อม การใช้งาน เวลา ฯลฯ โดยสถาปนิกต้องประมวลข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกันและสรุปสั้นๆ ให้ได้ใจความ แนวความคิดนั้นอาจเป็นคำๆ เดียวเลยก็ได้ ยากไหม? ยากมากค่ะ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการคิดพล็อตเรื่อง?
เกี่ยวค่ะ เพราะหากสถาปัตยกรรมไม่ว่าจะเป็นแค่บ้านชั้นเดียวหรือโครงการพันล้านสามารถเคลื่อนด้วยกลไกหลักคือ แนวความคิด หรือ conceptual แล้ว  แก้วคิดว่า การเขียนเรื่องสักเรื่องไม่ว่าสั้นหนึ่งหน้ากระดาษหรือยาวแปดร้อยเล่มก็สามารถเคลื่อนด้วยกลไกหลัก คือ พล็อต ไม่ต่างกัน
 
ปัจจุบันทำอะไรอยู่
ยังต้องประกอบอาชีพเป็นสถาปนิกค่ะ เพราะเขียนหนังสือได้ช้ามากเช่นกัน
ช่วงนี้เลยต้องมีสองร่าง…(สับสนจัง)
 
 คิดว่าการโพสต์นิยายทางเว็บมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง
มีข้อดีมากกว่าข้อเสียนะคะ  ข้อดีคือ เราสามารถเขียนอะไรก็ได้ อิงตลาดก็ได้ ไม่อิงตลาดก็ได้
ข้อเสียก็รู้ๆ กันอยู่ เพราะเหมือนเราแบสมอง ขายความคิดฟรีๆ ให้คนอื่นได้อ่าน และยังสามารถฉกฉวยเอาไปต่อยอดได้ที่เราไม่รู้ กลัวโดนขโมยไหม? กลัวสิ แต่อย่างน้อย ๆ ดีกว่าเก็บงานใส่ตู้แล้วล็อคกุญแจนะคะ
 
เป้าหมายต่อไปในอนาคตเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ
อยากให้คนอ่านรู้สึกดีๆ กับแนวแฟนตาซีนะคะ ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เด็กอ่านได้อย่างเดียว ที่สำคัญคือ มันไม่ได้เขียนง่ายๆ เน้อ…แม้จะมาจากเรื่องที่ไม่มีจริงก็ตาม
 
 
 
 
แนะนำผลงานเรื่องจ้าวจตุรทิศกันสักหน่อย
ปกตินิยายแฟนตาซีหลังยุค แฮรี่ พอตเตอร์หรือ หลังภาพยนตร์ไตรภาค LOTR (The Lord Of The Rings) ตัวเอกทั้งหลายหรือเนื้อเรื่องหลักๆ มักหนีไม่พ้นการตามหา(หรือทำลาย) สิ่งของที่แสนสำคัญหรือตัวเอกถูกมอบหมายให้กระทำภารกิจบางอย่าง เช่น การต่อสู้กับตัวร้าย หรือการแก้แค้น หรือไปช่วยคนรัก ฯลฯ ฉากที่เกิดขึ้นก็ไม่พ้นโรงเรียนสอนเวท และอาณาจักรโบราณที่เป็นตะวันตกนิดๆ หรืออีกแบบหนึ่งคือการทะลุมิติ เราก็เลยมาคิดว่ามีอะไรอีกไหมที่นอกเหนือไปจากนี้…ตามประสาพวกช่างสงสัย
เรื่องจ้าวจตุรทิศ ภาคสุริยคราส แม้จะมีที่มาจากคนเขียนดันเขียนตอนที่กำลังติสต์แตกก็ตาม, แต่ไม่ได้หมายความว่าเราเขียนขึ้นมาจากความฟุ้งซ่านหรือสติแตกไปตามเรื่องราวที่ปรากฏ โดยไม่มีหลักเกณฑ์อะไรเลย ที่สำคัญคือ หลังจากได้ท่านบก.ฝีมือดีที่อุตส่าห์เสียเวลาหลายเดือน ทนอ่านต้นฉบับเดิมๆ นับสิบๆ รอบ  (พร้อมถือปากกาแดงไปด้วย) เพื่อขัดเกลาความบ้าบอ (ในตัวเนื้อเรื่องน่ะค่ะ) จนได้สาระออกมาจนได้ค่ะ
 
อยากเขียนเรื่องแนวไหนอีก
…ช่วงแรกๆ นี้คงไม่อยากคิดอะไรมาก นอกจากเขียนซีรี่ย์จ้าวจตุรทิศให้ดีๆ และให้จบตามที่วางเป้าหมายเอาไว้
เรื่องอื่นๆ ที่คิดเอาไว้ก็มีแต่แนวบ้าบอคอแตกพรรค์นี้ทั้งนั้น หากมันยังขายได้ก็ยังอยากจะเขียนแนวนี้ค่ะ หรือขายไม่ได้ก็ยังจะเขียน (ตอบทำไมเนี่ย?)
 
ฝากอะไรถึงเพื่อนๆ ที่อยากจะเป็นนักเขียน
 
 
เรานี่แหละหนาก็เป็นแค่นักเขียนหน้าใหม่เช่นกัน   ออกตัวก่อนว่า อาจจะต้องขอยืมประโยคจิตรกรแห่งแผ่นดิน คุณเฉลิมชัย ที่ท่านเคยให้สัมภาษณ์ในรายการหนึ่งไว้เอามาฝากให้คิด ว่า “หากเรามีความตั้งใจจะทำสิ่งใดอย่างแท้จริง และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามล้มเลิกหรือยอมแพ้เด็ดขาด สักวัน…เราก็จะได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้”
เราเองก็เกือบจะยอมแพ้แล้วเหมือนกัน ถ้าไม่บังเอิญได้ฟังประโยคนี้ก่อน
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก : http://www.praphansarn.com