Happy Reading โดย มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน

งานวิจัย : ). ผลของการฝึกสร้างแผนผังทางปัญญาที่มีต่อความเข้าใจและความคงทนของความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

 

กรแก้ว แก้วคงเมือง (2544) นิสิตปริญญาโท สาขาจิตวิทยาการศึกษา  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำงานวิจัยเรื่อง ผลของการฝึกสร้างแผนผังทางปัญญาที่มีต่อความเข้าใจและความคงทนของความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมัธยมวัดดุสิตาราม จำนวนทั้งหมด 52 คน แบ่งเป็นก ลุ่มทดลองจำนวน 24 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 28 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษหลังการทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุมมีคะแนนความคงทนของความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษไม่แตกต่างกัน 

กรแก้ว แก้วคงเมือง. (2544). ผลของการฝึกสร้างแผนผังทางปัญญาที่มีต่อความเข้าใจและความคงทนของความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (จิตวิทยาการศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.  อาจารย์ที่ปรึกษา: รศ.ดร.ดิเรก ศรีสุโข, ผศ.เกษมศักดิ์ ภูมิศรีแก้ว

 

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกสร้างแผนผังทางปัญญาที่มีต่อความเข้าใจและความคงทนของความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมัธยมวัดดุสิตาราม จำนวนทั้งหมด 52 คน สุ่มออกเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 24 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 28 คน ใช้วิธีการสุ่มโดยการจับฉลาก ในระยะการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองได้รับการฝึกสร้างแผนผังทางปัญญา จำนวน 12 กิจกรรม ส่วนนักเรียนกลุ่มควบคุมได้รับกิจกรรมเสริมความรู้จำนวน 12 กิจกรรม ผู้วิจัยทำการวัดความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่มด้วยแบบวัดความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษในระยะก่อนทดลองและหลังทดลอง นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ทำการวัดความคงทนของความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม ด้วยแบบสอบวัดความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษชุดเดิมแต่มีการสลับข้อคำถามและตัวเลือกใหม่โดยเว้นระยะห่างจากการทดสอบหลังการทดลองเป็นเวลา 10 วัน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบที (t-test) ทั้งแบบสองกลุ่มเป็นอิสระต่อกันและแบบสองกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 

 

ผลการวิจัยพบว่า 

  1. นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษหลังการทดลองสูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 
  2. นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 
  3. นักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุมมีคะแนนความคงทนของความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษไม่แตกต่างกัน