มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน | Reading Culture Promotion Foundation

งานวิจัย : ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

นิศา การุญ. (2551). นิสิตปริญญาโท สาขาการวัดผลการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1 จำนวน 515 คน การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์และน้ำหนักความสำคัญของตัวแปร ได้แก่ เจตคติต่อการอ่าน นิสัยรักการอ่าน สภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่าน ความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอดกับความสามารถในการอ่าน ผลการวิจัยพบว่า 1. ตัวแปรอิสระทั้ง 4 ตัวของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับปานกลาง 2. ตัวแปรอิสระทั้ง 4 ตัว มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการอ่านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ ค่าน้ำหนักความสำคัญของตัวแปรอิสระทั้ง 4 ตัวส่งผลในทางบวกต่อความสามารถในการอ่านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนตัวแปรที่ส่งผลต่อความสามารถในการอ่านสูงสุดคือ สภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่าน รองลงมาคือ นิสัยรักการอ่าน ความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอดและเจตคติต่อการอ่าน

นิศา การุญ. (2551). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.(การวัดผลการศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. คณะกรรมการควบคุม: รองศาสตราจารย์นิภา ศรีไพโรจน์, อาจารย์ ดร.เสกสรรค์ ทองคำบรรจง.

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์และน้ำหนักความสำคัญของตัวแปร ตัวแปรอิสระ ได้แก่ เจตคติต่อการอ่าน นิสัยรักการอ่าน สภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่าน ความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอดกับความสามารถในการอ่าน โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดอุดรธานี เขต 1 ที่เป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 515 คนได้มาโดย การสุ่มแบบแบ่งชั้นโดยใช้ขนาดโรงเรียนเป็นชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มีแบบสอบถามวัดเจตคติต่อการอ่าน แบบสอบถามนิสัยรักการอ่าน แบบสอบถามสภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่าน แบบทดสอบวัดความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอดและแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่ายและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ

ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

  1. เจตคติต่อการอ่าน นิสัยรักการอ่าน สภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่าน ความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอดและความสามารถในการอ่าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีคะแนนเฉลี่ย 120.53,52.29, 68.4, 19.09 และ 24.08 ตามลำดับ
  2. ตัวแปรเจตคติต่อการอ่าน นิสัยรักการอ่าน สภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอด มีความสัมพันธ์กับความสามารถในการอ่านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.379 และกำลังสองของค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับความสามารถในการอ่าน มีค่าเท่ากับ 0.144 แสดงว่า ตัวแปรอิสระทั้ง 4 ตัวแปร วัดลักษณะร่วมกันกับความสามารถในการอ่านได้ร้อยละ 14.4
  3. ค่าน้ำหนักความสำคัญของตัวแปรเจตคติต่อการอ่าน นิสัยรักการอ่าน สภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่านและความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอด ส่งผลในทางบวกต่อความสามารถในการอ่านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าน้ำหนักความสำคัญในรูปคะแนนมาตรฐานอยู่ระหว่าง 0.097 ถึง 0.227 สำหรับตัวแปรที่ส่งผลต่อความสามารถในการอ่านสูงสุดคือ สภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการอ่าน มีค่าน้ำหนักความสำคัญในรูปคะแนนมาตรฐาน เท่ากับ.227 รองลงมาคือ นิสัยรักการอ่าน ความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอดและเจตคติต่อการอ่านซึ่ง มีค่าน้ำหนักความสำคัญในรูปคะแนนมาตรฐาน เท่ากับ 0.123, 0.104 และ 0.097 ตามลำดับ