Happy Reading โดย มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน

การเขียนหนังสือ… คือการสะท้อนโลกที่เราเห็น พัณณิดา ภูมิวัฒน์

 

  
        สวัสดีค่ะวันนี้คอลัมน์คุยนอกรอบของเรายังคงสนใจที่จะคุยกับนักเขียนแนวแฟนตาซี ที่น้อง ๆ หนู ๆ หรือกระทั่ง พี่ ๆ ทั้งหลายติดอกติดใจกันงอมแงม กับโลกจิตนาการเหล่านี้ แต่นักเขียนของเราวันนี้ไม่ใช่นักเขียนจากสำนักพิมพ์เรนโบว์ ในเครือประพันธ์สาส์นหรอกค่ะ แต่เป็นนักเขียนแนวแฟนตาซีเจ้าของผลงานที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดีกับเรื่อง “ไมรอน” และนอกจากนี้เธอก็ยังมีผลงานอื่น ๆ อีกหลายต่อหลายเล่มด้วยกัน ฉะนั้นอย่ารอช้า เราไปทำความรู้จักกับเจ้าของนามปากกา ลวิตร์  ที่ฮิต ๆ ติดตามาจากโลกออนไลน์กันดีกว่าค่ะ
 
 
แนะนำตัวและผลงานที่ผ่านมาสักนิดค่ะ
 
        ชื่อจริงคือ พัณณิดา ภูมิวัฒน์  และเป็นชื่อที่ใช้เขียนหนังสือด้วย   ชื่อเล่นจริง ๆ  ชื่อ ปันปัน คนชอบคิดว่าเป็นภาษาอิตาลี เพราะชื่อเหมือนร้านอาหารอิตาลี แต่จริง ๆ แล้ว เขียนเป็นภาษาอังกฤษไม่เหมือนชื่อร้านอาหาร (เขียนว่า PunPun  ร้านอาหารเขียน PanPan) และไม่ได้เป็นภาษาอิตาลี แต่เป็นภาษาไทย แปลว่า แบ่งปัน ส่วนชื่อในเน็ตมีหลายชื่อ ชื่อแรกที่ใช้ในเน็ตคือ ลวิตร์ แปลว่า เคียวเกี่ยวข้าว   ทำให้บางคนเรียกว่า “เคียว”
 
ส่วนใหญ่แล้วจะเขียนเรื่องแฟนตาซี และนิยายวิทยาศาสตร์   มีงานออกกับสำนักพิมพ์ต่าง ๆ เช่น แพรวเยาวชน  สถาพรบุ๊คส์   นวนิตา   ส่วนตัวแล้วชอบนิทานและตำนานโบราณ   คนอ่านมักจะบอกว่าต่อให้เขียนนิยายวิทยาศาสตร์  ก็จะมีกลิ่นอายของตำนาน  
 
ก้าวแรกสู่การเป็นนักเขียนเริ่มต้นอย่างไร
 
        คิดว่าคงเริ่มที่คุณแม่   คุณแม่เป็นคนอ่านหนังสือมาก และชอบเล่าเรื่องที่อ่านให้ลูกฟัง   เมื่อเด็ก ๆ คุณแม่ชอบพาไปวัดพระแก้ว  ไปดูระเบียงเรื่องรามเกียรติ์   เรื่องที่คุณแม่เล่ามีทุกชาติ   คุณแม่ชอบเรื่องแปลก ๆ ชอบแฟนตาซีและนิยายวิทยาศาสตร์   เรื่องอย่าง Lord of the Rings  หรือสามก๊ก  หรือมหาภารตะ  คุณแม่ก็เล่าให้ฟังเมื่อเด็ก ๆ ทั้งนั้น   ที่จริงรู้สึกว่าคุณแม่จะประสบความสำเร็จมาก  เพราะไป ๆ มา ๆ น้องชายก็เขียนหนังสือเหมือนกัน
 
 มีงานเขียนมาทั้งหมดกี่เล่มแล้วคะ อะไรบ้าง
แฟนตาซี
  – มาโอ ภาค ๑-๒ 
 – เซรีญา (สามเล่มจบ) + อันเซลมา (ตอนพิเศษของเซรีญา)
 – ไมรอน
 – Dragon Delivery (ปัจจุบันมี ๔ เล่ม)
 
นิยายวิทยาศาสตร์ 
 -ฯพณฯแห่งกาลเวลา
 -เดอะสตอรี่เทลเลอร์
 
อื่น ๆ 
– นิทานรางวัลมูลนิธิเด็กสองเรื่อง คือ “ภาษาหัวใจ” และ “กรรไกรสีแดงกับกระดาษสีขาว”
– ปวงเทพผู้นิราศ ปกรณัมเคลติก-ติวตันนิก เล่าเรื่องตำนานเทพเจ้าของฝรั่งโบราณ
 
การเขียนวรรณกรรมสำหรับเยาวชนมีความยากง่ายอย่างไรและต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง
 
        ตั้งแต่แรกมา  ไม่เคยคิดว่าตัวเองเขียนวรรณกรรมเยาวชน   และไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าคนอ่านจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก  เพียงแต่เขียนสิ่งที่ตัวเองอยากเขียนและอยากอ่าน  แต่หาอ่านที่ไหนไม่ได้   ต่อมาภายหลังเมื่อมีคนพูดว่าตัวเองเขียนวรรณกรรมเยาวชนมาก ๆ เข้า  จึงได้มาพยายามทำความเข้าใจว่าเพราะอะไร  และเข้าใจว่าเป็นเพราะ
 
1.      เนื่องจากเรื่องแฟนตาซีเป็นเรื่องมหัศจรรย์คล้ายนิทาน คนที่ไม่ได้ติดตามอ่านแฟนตาซีอย่างใกล้ชิดจึงนำไปปะปนกับนิทาน  และเข้าใจว่าเป็นเรื่องสำหรับเด็กอ่าน
 
2.      ตัวเองชอบเขียนเรื่องที่ตัวเอกอยู่ในสถานการณ์ที่จะต้องทำความเข้าใจตัวเอง  และทำความเข้าใจโลก  ซึ่งตรงกับแนวที่ฝรั่งเรียกว่า coming of age หรือ Bildungsroman  ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว  ตัวละครมักจะเป็นเด็กที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่   ทำให้คนอ่านรู้สึกว่าเป็นเรื่องเด็ก   ซึ่งคิดว่าคงเป็นเหตุเดียวกับที่เรื่องอย่าง โอลิเวอร์ ทวิสต์ หรือ เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ ของชาร์ลส์ ดิกเคนส์ มักจะกลายเป็นหนังสือเด็ก  ทั้ง ๆ ที่คนเขียนไม่ได้ตั้งใจเขียนให้เด็กอ่านตั้งแต่แรก
 
แต่ถ้าถามว่า เขียนหนังสือต้องคิดถึงอะไรบ้าง  จากประสบการณ์ของตัวเอง เงื่อนไขในการเขียนเรื่องจริง ๆ มีอยู่สองข้อเท่านั้น  คือ  ถ้าตัวเองไม่สนุกก่อน   คนอ่านก็จะไม่สนุกด้วย   และถ้าตัวเองไม่ขัดเกลาตัวเองให้ดีก่อน   งานที่เขียนก็จะไม่ดีด้วย   การเขียนหนังสือเป็นเรื่องที่จำเพาะตัวบุคคลมาก  แข่งกับคนอื่นไม่ได้  ต้องแข่งกับตัวเอง  
 
ผลงานที่คิดว่าทำให้พี่เป็นที่รู้จักที่สุดคือเรื่องอะไร
 
        คนอ่านมักจะเลือกอ่านเรื่องต่างกันค่ะ  เลยตอบไม่ค่อยถูก  แต่คิดว่ากลุ่มที่อ่านเรื่องเบาหน่อยคงรู้จักจากเรื่องมาโอ และ Dragon Delivery  ส่วนกลุ่มที่อ่านเรื่องหนักหน่อยคงรู้จักจากเรื่องไมรอน
 
เรื่องไหนเขียนยากที่สุดเท่าที่ผ่านมา เพราะอะไร
 
        เรื่องที่เขียนยากที่สุดเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้ออกวางตลาด  ชื่อเรื่องผู้เสกทราย  เหตุที่เขียนยากเพราะมีจุดหนึ่งที่เขียนไปแล้ว   ไม่สามารถหาคำตอบให้ตัวละครได้   เพราะเป็นเรื่องที่เขียนถึงความไม่ยุติธรรมในสังคม  การแบ่งแยก  การเหยียดหยามคนที่แตกต่างจากตน   ซึ่งถ้ามองในแง่หนึ่งก็เป็นปัญหาโลกแตก   ตอนนั้นพอเขียนถึงจุดหนึ่งแล้วก็นึกคำตอบให้กับปัญหานี้ไม่ได้จริง ๆ    ไม่อยากเขียนเรื่องที่มองโลกดีสวยงามจนเหมือนมองข้ามความจริง   แต่ก็ไม่อยากเขียนเรื่องที่เอาแต่เศร้าเสียใจโดยไม่สามารถมองเห็นแง่งามของชีวิตได้   จึงทำให้เขียนช้ามาก   ต้องใช้เวลานาน   ผ่านอะไรหลายอย่างเป็นเวลาหลายปี   จึงทำให้ค่อย ๆ เข้าใจขึ้นมา   และเขียนต่อได้ในที่สุด
 
มีเทคนิคอะไร ในการคิดพล็อตนิยายและการร้อยเรียงเรื่องราวออกมาบ้างไหมคะ
 
        เรื่องพล็อตนิยายเป็นของที่มีอยู่รอบตัว   ถ้ามองดี ๆ แล้วก็จะเห็นเป็นพล็อตไปหมดได้  
 
ถ้าสังเกตและตั้งคำถามกับโลกรอบตัวมาก ๆ หน่อย   ทุกอย่างก็มีเรื่องราวของมันเองแฝงอยู่ทั้งนั้น
 
 
 
ส่วนเรื่องเทคนิคการเขียนเรื่อง   เคยคุยกับน้องคนหนึ่ง   ว่าในที่สุดแล้ว  อยากให้ตัวเองไม่เหลือเทคนิคอะไรเลย   คืนสู่สามัญที่สุดเท่าที่จะทำได้   และเขียนเรื่องอย่างจริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้    ออกแนววะบิซะบิ  ไม่ต้องมีอะไรมาประดับให้รุงรังทั้งนั้น    แต่น้องคนนั้นบอกว่า  ต่อให้เป็นอย่างนั้นจริง   ก็ไม่ใช่ว่าเทคนิคหายไป   แต่เทคนิคนั้นฝังในเนื้อในตัวแล้ว   เลยใช้ออกไปโดยไม่รู้ตัวมากกว่า  แต่เอาเข้าจริง   ตอนนี้ก็ยังตอบไม่ถูกว่าเทคนิคการเขียนคืออะไร   ได้แต่บอกว่า สิ่งที่ช่วยให้เขียนได้ดีที่สุดก็คือ ความรู้สึกสนุก   ความรู้สึกเข้าใจตัวละครจนกระทั่งเข้าใจว่าทำไมเหตุการณ์ถึงได้เป็นอย่างนี้ จากมุมมองของตัวละครจริง ๆ เมื่อไรที่สามารถเข้าใจทั้งหมดนี้ได้แล้ว   ท่วงทำนองการเขียนเรื่องก็จะเป็นธรรมชาติ   ไม่ฝืดเฝือและไม่สวิงสวายจนดูเหมือนเล่าเรื่องอย่างไม่จริงใจ   หรือพยายามบังคับผลักดันให้เรื่องเป็นไป   ทั้ง ๆ ที่จังหวะเรื่องไม่อำนวย
 
มองวงการวรรณกรรมบ้านเราทุกวันนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้างคะ(โดยเฉพาะวรรณกรรมเยาวชน)
 
        รู้สึกว่ามีต้นฉบับแปลค่อนข้างมาก   และมีหลาย genre ที่ไม่มีต้นฉบับไทยเลย  มีแต่ต้นฉบับแปล   แต่ก็เห็นว่าค่อย ๆ มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว  ซึ่งส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีมาก
 
        ส่วนเรื่องวรรณกรรมเยาวชน  มีคำถามว่า วรรณกรรมเยาวชนคืออะไร  เรามักคิดว่าวรรณกรรมเยาวชนคือเรื่องที่เด็กอ่าน   แต่เรื่องบางเรื่องเด็กไม่ได้อ่าน  คนอ่านกลับเป็นผู้ใหญ่   ตัวเองก็ชอบเรื่องเด็ก  เมื่อเด็ก ๆ จำได้ว่ามีหนังสือเล่มหนึ่ง  แปลจากภาษารัสเซีย  เป็นเรื่องเด็กผู้ชายรัสเซียธรรมดา   เรื่องนั้นเมื่อเด็กอ่านแล้วไม่ชอบเลย   แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่กลับชอบ  เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้หวนระลึกถึงสภาพจิตใจเมื่อยังเป็นเด็ก   ให้เห็นความไร้เดียงสาของเด็ก   ทำให้เกิดคำถามว่า เรื่องแบบที่เขียนถึงเด็ก  แต่เด็กไม่ชอบ  ผู้ใหญ่กลับชอบเพราะทำให้เกิด nostalgic feeling หวนระลึกถึงวัยเยาว์ของตัวเองแบบนี้  จะเรียกว่าวรรณกรรมเยาวชนได้หรือเปล่า
 
ทุกวันนี้มีทางเลือกมาก  ถ้าหากหนังสือที่เราคิดว่า “ดี” ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของเด็กในฐานะเด็กจริง ๆ    เด็กก็ย่อมจะหาทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกับเขามากกว่าแทน   ดังนั้นการตัดสินใจคัดเลือก  ตีพิมพ์  ตลอดจนการดูแลวรรณกรรมที่เด็กจะอ่านจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  และหลาย ๆ ฝ่ายน่าจะให้ความสนใจใกล้ชิดมากขึ้น
 
คิดว่าการโพสต์นิยายในเว็บบอร์ดมีผลดีผลเสียอย่างไรบ้าง
 
        ก่อนนี้เมื่อตัวเองเริ่มเขียนนิยายเป็นชิ้นเป็นอันใหม่ ๆ นั้น   ไม่มีความหวังเลยว่าจะได้พิมพ์  เพราะตลาดหนังสือไทยยังแคบกว่านี้   และยังไม่มีการตื่นตัวเรื่องช่องว่างทางการตลาดหลาย ๆ ช่อง    ตอนนั้นเป็นสมัยที่มีบอร์ดนักเขียนบอร์ดแรก ๆ ในอินเทอร์เน็ต  คือบอร์ดถนนนักเขียนของพันทิป   ปันคิดว่าการที่ปันตัดสินใจโพสต์เรื่องลงในบอร์ดพันทิปในตอนนั้น   เป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ปันสามารถเขียนต่อมาจนถึงตอนนี้ได้   ตอนนั้นถ้าหากไม่โพสต์   ก็ไม่เกิดปฏิสัมพันธ์กับคนอ่านอื่น ๆ   ไม่ทราบว่าจะมีคนอ่านเรื่องอย่างนี้หรือไม่  ไม่ทราบว่านิยายของเราดีหรือไม่ดี    การโพสต์ทำให้เราสามารถมีตัวตนในโลกของการเขียนได้   แม้ว่าจะไม่ได้ตีพิมพ์  ก็ยังไม่ต้องเก็บไว้อ่านเอง    ปันคิดว่าสมัยก่อนจะมีอินเทอร์เน็ต   คงมีคนหลายคนที่ปล่อยให้ความอยากเขียนของตัวเองตายไป   เพราะไม่รู้ว่าจะแสดงมันออกมาให้คนอื่นเห็นได้อย่างไร   อีกอย่างหนึ่งก็คือ  เว็บบอร์ดเป็นที่ที่ให้อิสระเกือบเต็มที่   ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกลัวการทดลอง    คงคล้าย ๆ กล้องดิจิตอลที่ทำให้คนถ่ายรูปมากขึ้น  จนถึงเดี๋ยวนี้  ปันก็ยังใช้บอร์ดเป็นที่ทดลองทำอะไรเล่นใหม่ ๆ เพื่อจะดูว่าคนอ่านจะว่าอย่างไรเสมอ  
 
        ปันคิดว่าอินเตอร์เน็ตมีส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดหนังสือโตขึ้น   คงมีคนไม่น้อยบ่นเรื่องตลาดหนังสือทุกวันนี้   แต่ปันคิดว่าเราควรจะมองดี ๆ และมองยาว ๆ   ไม่มีอะไรที่จะหยุดอยู่กับที่ได้   และไม่มีอะไรที่จะอยู่ถาวรตลอดไป   แต่อะไรที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว   ก็แสดงว่ามันคงทนอยู่กับที่ไม่ได้    เมื่อมันคงทนอยู่ที่ไม่ได้   เราก็ควรจะมองมันอย่างฉลาด   มองด้วยความเข้าใจให้ถึงแก่น   ไม่ใช่หวาดกลัวจึงไม่กล้ามอง   มองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งคุกคามต้องติเตียนไว้ก่อน  หรือมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะหน้าอย่างเดียว   ปันเชื่อว่าไม่ว่าเป็นสถานการณ์อะไร  หรืออยู่ที่ไหน   ทุกคนจะได้ผลดีร่วมกันหมด   ถ้าหากเรามองอะไรยาว ๆ
 
ส่วนถามว่าข้อเสียมีอย่างไร  เท่าที่เห็นมา  ก็มีหลายกรณี   ถามใคร ๆ ก็ตอบได้   อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่ว” (chaos) อย่างยิ่งขึ้นมา   เป็นพื้นที่ที่ควบคุมได้ยาก   จนชวนให้คนงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่   และทำให้เกิดพฤติกรรมทั้งดีทั้งเลวขึ้นมาปะปนกันไปหมด    แต่ปันคิดว่า  การให้อิสระก็ดีกว่าการบังคับไว้จนไม่มีอะไรโตเลย  ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย   อินเทอร์เน็ตก็เป็นช่องทางหนึ่งเท่านั้น   การทำให้เกิดดีและเสีย   เป็นเรื่องของคน    การดูแลกันให้ดีหรือไม่ดี   เป็นเรื่องของการดูแลคนที่รากฐาน   ไม่ใช่การจำกัดสิทธิ์หรือออกกฎอย่างเดียวจะแก้ไขได้   
 
กิจกรรมยามว่างของพี่คืออะไรบ้างคะ
 
อ่านหนังสือ  เขียนหนังสือ  วาดรูป  เดิน
 
แนะนำผลงานล่าสุดหน่อยคะ หรือกำลังมีผลงานอะไรต่อไป
 
        เรื่องต่อไปที่จะออกน่าจะเป็นเรื่องผู้เสกทราย  ถ้าให้แนะนำคร่าว ๆ คงต้องบอกว่า  เป็นเรื่องการผจญภัยของเด็กชายพิการคนหนึ่ง   เป็นการพยายามหาคำตอบว่าทำอย่างไรคนเราจะอยู่ร่วมกันได้  แม้จะมีความแตกต่างกันในหลาย ๆ แง่   ระหว่างที่เดินทาง  ตัวเอกของเรื่องก็จะค่อย ๆ พบแง่มุมต่าง ๆ ของความแตกต่าง   ของการแบ่งแยกหรือไม่แบ่งแยก   ของเรื่องที่ใคร ๆ อาจจะบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก   คอขาดบาดตาย   แต่ที่จริงอาจจะไม่ได้สำคัญขนาดนั้นก็ได้   และที่จริงแล้ว   ความแตกต่างอาจจะไม่ได้หมายความว่าต้องเกลียดกัน  หรืออยู่ร่วมกันไม่ได้ก็ได้
 
อยากให้แนะนำน้องๆ ที่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน
 
เคยแนะนำไว้อย่างนี้  ก็จะยืนยันคำแนะนำเดิมค่ะ:
 
เรียนรู้เยอะ ๆ และเป็นตัวของตัวเอง
 
เรียนรู้เยอะ ๆ เพราะการเขียนหนังสือคือการสะท้อนโลกที่เราเห็น ถ้าเห็นแคบ โลกที่สะท้อนออกมาก็แคบและไม่มีมิติ  
 
เป็นตัวของตัวเอง เพราะว่าเราเรียนรู้จากคนอื่น ได้ แต่เราเป็นเขาไม่ได้ ของจริงแท้แน่นอนที่จะเป็นของเราตลอดไปจึงมีแต่สไตล์ของตัวเอง รูปแบบของตัวเอง ประสบการณ์ของตัวเอง ความเข้าใจของตัวเอง
 
และวิธีที่ทำให้การเป็นตัวของตัวเองพัฒนาขึ้นมา ได้ก็คือเรียนรู้เยอะ ๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าให้อ่านหนังสือเยอะ ๆ อย่างเดียว แต่หมายถึงพยายามสังเกตอะไรเยอะ ๆ เรียนจากคนที่รู้เยอะ ๆ และใช้ความคิดเยอะ ๆ ด้วย
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก http://www.praphansarn.com