MACBETH” เงาสะท้อนสังคมในมุมมอง ‘นพมาส แววหงส์’

ปัจจุบันสื่อใหม่ช่วงชิงเวลาในวิถีชีวิตไป แต่ถ้าหากได้สัมผัสละครเวที อาจได้รับทั้งความบันเทิงอันทรงพลัง และได้รู้ว่าสิ่งที่ทำถูกต้องแล้วหรือ
"แมคเบธ" จากบทประพันธ์ของวิลเลียม เชคสเปียร์ ถูกนำมาแปลและถ่ายทอดอีกครั้งโดย รศ.นพมาส แววหงส์ ในโอกาสที่ภาควิชาศิลปะการละครครบรอบ 40 ปีและเปิดโรงละครใหม่ "ศูนย์ศิลปะการละครสดใส พันธุมโกมล" คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โศกนาฏกรรมเรื่องยิ่งใหญ่นี้นอกจากจะสะท้อนให้เห็นว่าการทะเยอทะยานไขว่คว้าอำนาจโดยมิชอบแม้จะได้มา แต่สุดท้าย ต้องรับผลของการกระทำที่ก่อไว้ และยังสะท้อนสังคมไทยได้ดีว่าเราเชื่อโดยที่ไม่ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองมากเกินไปหรือไม่
ทำไมจึงเลือกเอาเรื่องแมคเบธมาทำเป็นละครในครั้งนี้
ความจริงแปลเรื่องนี้ไว้นานแล้ว และอาจารย์สดใส (พันธุมโกมล) สอนตอนที่เรียนอยู่ แล้วสนุกดี หลังจากนั้นทำไปทีละเล็กทีละน้อย แล้วก็ใช้สอนมาตลอด พิมพ์ออกมาขายสอนอยู่ พอมาจะเปิดโรงละคร เปิดศูนย์ศิลปะการละครสดใส พันธุมโกมล ก็คิดว่าจะเอาละครเรื่องอะไรมาเล่นดี คือมีศิษย์เก่า ก็อยากให้เป็นงานที่เป็นความร่วมมือของศิษย์เก่าด้วย ตอนแรกก็ว่าจะทำรีวิวคือทำมาคนละชุด แต่คิดไปคิดมา ถ้าเปิดโรงละครของอาจารย์สดใส เราก็ทำเป็นละครจะดีกว่า ก็เป็นละครที่อาจารย์สดใสหรือครูใหญ่ท่านชอบมาก เป็นเรื่องโปรดเรื่องหนึ่งแล้วก็สอนมาหลายปี ก็รู้สึกว่าเหมาะสมที่จะเอามาทำ แล้วก็แคสใหญ่พอที่จะได้ความร่วมมืออยู่เยอะ
อะไรคือเสน่ห์ของแมคเบธ
จริงๆ แล้วมีหลายอย่าง เรื่องนี้เป็นเรื่องโศกนาฏกรรมที่สั้นที่สุดของเชคสเปียร์ หนึ่งพันกว่าบรรทัดเท่านั้นเอง ในขณะที่เรื่องอื่นยาวมาก พันหก พันแปด แต่ถึงอย่างนั้นพันกว่าบรรทัดก็ยังยาวมาก ถ้าเล่นทั้งหมดสงสัยจะราวสามชั่วโมงครึ่ง ตอนนี้เราตัดออกประมาณหนึ่งในสาม เหลือสองในสาม เพราะเสน่ห์ของเรื่อง หนึ่งคือเรื่องเดินเร็ว คาแรคเตอร์ซับซ้อน พอที่บอกว่าคาแรคเตอร์ซับซ้อนมันดีมากในแง่ของการละคร คือถ้าคาแรคเตอร์ง่ายๆ เข้าใจง่ายซื่อตรงมันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเอามาทำ มันขุดลึกไม่ได้ ถ้าคาแรคเตอร์ซับซ้อนนักแสดงเล่นสนุก เล่นไปแล้วมีการตีความได้หลากหลาย แล้วก็ภาษาสวยงาม คืออะไร ไม่ได้หมายถึงภาษาสูงเป็นภาษากวีอะไรเฉยๆ แต่คือความเปรียบดีมาก ภาษาไทยเรียกอุปลักษณ์ (metaphor) ซึ่งเต็มไปด้วยอุปลักษณ์ของสิ่งต่างๆ ภาษาที่ใช้ในลักษณะความหมายสองนัย ซึ่งสื่อถึงลักษณะสำคัญของเรื่อง "ดีคือเลว ทรามคืองาม ยามการยุทธปราชัยและมีชัย" คือสองสิ่งมันอยู่ด้วยกันจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร ตรงนี้ก็พูดถึงแก่นหลักของเรื่องซึ่ง พูดถึงอะไรที่มันอยู่ด้วยกันมันแยกไม่ออก ความดีความชั่ว สิ่งต่างๆ ที่ตรงกันข้ามด้วยซ้ำไป ของสองอย่างนี่หมายถึงสิ่งที่อยู่คนละข้าง
บทละครที่อาจารย์แปลมาคงเรื่องเดิมไว้ทั้งหมดหรือเปล่า
ก็คงไว้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าพูดว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ในฐานะของการแปลมันไม่มีทางอยู่แล้ว คือเราใช้การถ่ายทอดจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่ง แต่ว่าธรรมดาจะเป็นคนที่ไม่เปลี่ยน คือตั้งไว้เลยว่าอะไรที่มันอยู่ได้ตรงนั้นจะไม่เปลี่ยน นอกเสียจากว่าสื่อความในภาษาไทยไม่ได้ คือไม่ได้เปลี่ยนตามใจ เปลี่ยนน้อยมาก แต่ถ้าแปลออกมาเป็นภาษาไทยแล้วมันโดด มันประหลาด อ่านไม่เข้าใจหรือสื่อความไม่ได้ก็อาจจะมีบ้าง แต่ว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์บอกไม่ได้ ชั่งตวงวัดไม่ได้ขนาดนั้น
ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษมีรากแตกต่างกันเยอะ ไม่เหมือนอังกฤษกับฝรั่งเศสซึ่งคล้ายๆ กัน แต่นี่มันยากมาก รูปประโยคก็ต่างกันมาก ถ้าเข้าใจเรื่องการแปลจะรู้ว่าการแปลมันร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ถ้าร้อยเปอร์เซ็นต์คือถ้าแปลตรงตัวก็ไม่รู้เรื่องไปเลย การเรียบเรียงความคิดมันก็ไม่เหมือนกัน ภาษาไทยเป็นภาษาที่ง่ายกว่าเยอะ พูดง่ายๆ ไม่ต้องพูดสรรพนามก็รู้เรื่องด้วยกันหมด ฉันไปไหนทำอะไร ชัดเจน แต่ภาษาไทยไม่ค่อยจะมี passive voice หรือ กรรมวาจก คือการสลับถ้ามีก็จะมีกลิ่นนมเนยขึ้นมาทันที ฉันถูกกระทำ ฉันถูกเขาสรรเสริญ ซึ่งมันไม่เป็นภาษาไทย เดี๋ยวนี้เขาก็พูดกันจนกระทั่งไม่เป็นภาษาไทยกันไปหมดแล้ว แต่ว่าตัวเองเป็นคนไทยรุ่นเก่าแล้วก็รู้ว่า รสชาติภาษาไทยมันมีของตัวเองเพราะฉะนั้นบางครั้งจำเป็นต้องเปลี่ยน ก็คือสลับรูปประโยคบ้าง ไม่รู้จะเหมือนที่เดี๋ยวนี้บอกว่าแปลตามร้อยเปอร์เซ็นต์หรือเปล่าเพราะว่าไม่ได้แปลตรงตัว
แมคเบธของอาจารย์ก็เป็นแมคเบธเวอร์ชั่นของคนไทย
ใช่ค่ะ
กลิ่นนมเนยแทบจะไม่มีเลย
ก็ใช่ อย่างเมื่อวานนี้มี รุ่นน้องคนหนึ่งเขามาบอกว่าไม่รู้สึกว่าเป็นงานแปล คือมันเป็นไทย แต่ว่าชื่อฝรั่งอย่างนี้ คือเป็นนักแปลเพราะฉะนั้นอย่างหนึ่งซึ่งรังเกียจและพยายามขจัดให้มากที่สุดคือเมื่อถ่ายทอดมาสู่ภาษาไทยแล้วก็ควรเป็นภาษาของเรา แต่บางครั้งแน่นอน เรื่องความเปรียบอะไรต่างๆ มันมีอยู่ในนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมาก บางครั้งรู้สึกว่าดีกว่าภาษาเดิม บางตอนนะ ไม่เสมอไป เพราะว่า เอ้า มันตรงนี่หว่า มันใช่ บางอย่างมันบังเอิญ แต่บางครั้งก็ขาดหายความหมายที่มีการเล่นคำแล้วมีสองนัย อย่างเชคสเปียร์จะใช้ เขาเรียกว่า พัน (pun) คำเดียวแต่มีความหมายสองอย่าง เช่น อย่างคำว่า heart แปลว่าหัวใจ เขาสะกด hart แปลว่าสัตว์ชนิดหนึ่งคล้ายสมัน อันนี้ตอนที่แปลอีกเรื่องคือหรรษาราตรี ยากมากเลย ตัวละครตัวหนึ่งถามว่า "ไปล่าอะไรดี" อีกตัวละครตอบ "The heart ,my Lord" เอายังไงล่ะ คือ คนพูดหมายความอย่างหนึ่งแต่อีกคนหนึ่งได้ความหมายอีกอย่างไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ยาก
ละครเวทีแมคเบธครั้งนี้ ทำแบบดั้งเดิมเลย คือไม่ได้เน้นเทคนิคพิเศษสมัยใหม่
ไม่ได้เน้นแน่นอน แต่เราก็มีแสงสีเสียงตามที่ควรจะมี พยายามจะไม่ใช้เงินไปในด้านนั้นมาก เพราะว่าจุดเด่นของเราอยู่ที่นักแสดง ความสามารถแล้วก็งานสร้างสรรค์ เทคโนโลยีตอนแรกเราก็คิดจะใช้หลายอย่าง ถ้ามีเงินน่ะทำอะไรก็ทำได้ ทุ่มลงไป แต่ถ้ามีเงินน้อยๆ มันบังคับให้เราคิดมากขึ้น บังคับให้เราใช้ความคิดสร้างสรรค์แล้วมันน่าประทับใจกว่า
เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของแมคเบธด้วยหรือเปล่า
อืม … มันก็แปลก แล้วถ้าดูโปรดักชั่นที่เขาพูดๆ กันมันก็โอเค ออกมาใช้ได้ มีอะไรที่น่าดู เรื่องก็เดินเร็ว คนสมัยใหม่ดูแล้วเขาอาจจะงง ส่วนใหญ่จะอาศัยเวลาปรับอยู่เหมือนกัน มันเป็นละครย้อนยุค ของเก่าสมัยโบราณ ไม่ได้พูดภาษาธรรมดาที่คนสามัญพูดกัน แม้กระทั่งในบทภาษาอังกฤษเชคสเปียร์ก็ไม่เคยเขียนบทที่มีมนุษย์ที่ไหนในยุคสมัยไหนพูด สมมติยกตัวอย่างเปรียบเทียบอย่างไม้เมืองเดิม ขวัญของเรียม ประเภทอย่างนั้น ก็เป็นภาษาที่เป็นกวี
อาจารย์เคยกำกับเรื่องแมคเบธมาก่อนหรือเปล่า
ไม่เคย ครั้งแรกค่ะ แต่บททำไว้นานแล้ว มีคนถามว่าแต่ก่อนทำไมไม่ทำ ก็บอกว่าแต่ก่อนฉันจะไปหาผู้ชายมาจากไหนเยอะแยะขนาดนี้ เด็กคณะอักษรมีแต่ผู้หญิง แล้วเรื่องนี้ผู้ชายเยอะ ทหาร อะไรต่างๆ ที่เป็นผู้หญิงก็น้อยมาก (ลากเสียง) ที่เป็นผู้หญิงน้อยมากเพราะอะไร ประเพณีการแสดงสมัยเชคสเปียร์ เขาไม่ใช้ผู้หญิงแสดงละคร ตัวผู้หญิงเขาก็ใช้ผู้ชาย อย่างดีก็ใช้เด็กผู้ชายที่เสียงยังไม่แตกหนวดเครายังไม่ขึ้น มันเรื่องใหญ่ แล้วจะหาผู้ชายที่ไหน แถมต้องเป็นผู้ชายที่เล่นละครได้ แข็งแรง บทนี้มันซับซ้อนซึ่งยากทีเดียว แต่ตอนนี้เป็นโอกาสเปิดออดิชั่นไปก็มีคนมา มีคนยากเล่นเยอะพอสมควร นี่ขนาดเราไม่จ่ายเงินนะ เราทำเพราะทุกคนอยากมาร่วมงานกันทำอะไรให้ครูใหญ่ อาจารย์สดใสของเรา บางคนที่ไม่ใช่ลูกศิษย์ครูใหญ่โดยตรงก็คงอยากทำอะไรที่ดีๆ แล้วเขาก็คงเชื่อมั่น
ที่สัญญาได้คือจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่สติปัญญาจะทำได้ มันจะดีไม่ดียังไงรับรองไม่ได้ แต่เราก็พยายามจัดการ หาคนเก่งๆ เข้ามาร่วมงานด้วย เด็กๆ ที่มาร่วมงานด้วยก็น่ารักและคิดว่าเขาคงได้เรียนรู้อะไรไปเยอะ
ดูจากรายชื่อมีนักแสดงกิตติมศักดิ์เยอะมาก ทำงานยากขึ้นไหม
ใช่ค่ะ จริงๆ ง่ายนะ เพราะเขาเล่นละครเป็นอยู่แล้ว บอกอะไรก็ปุ๊บๆ เลย แต่ที่ยากที่สุดคือตาราง คิวนี่แหละที่จะว่างพร้อมกันตรงกัน มาซ้อมให้ได้สม่ำเสมอ ตรงนี้แหละเป็นเรื่องที่ยาก
จริงๆ เตรียมงานมาร่วมปี ประมาณสัก 9 เดือน ตั้งแต่ออดิชั่นครั้งแรก รู้สึกจะสิงหาคมปีที่แล้ว แล้วก็มีเฟิร์สท์รีดดิ้งประมาณเดือนตุลา หลังจากนั้นก็ซ้อมมาตลอด แรกๆ ก็อาทิตย์ละสามครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าซ้อมทุกครั้ง เราก็แยกเป็นซีนๆ นอกนั้นที่เป็นทีมใหญ่เราก็ซ้อมเดือนละครั้ง จนกระทั่งสองเดือนสุดท้าย สองเดือนล่วงหน้าก็ซ้อมทุกวัน เว้นเสาร์อาทิตย์ ทุกวันนี่ไม่ได้หมายความว่าทั้งแคสมา ตัวเอกกับผู้กำกับซ้อมทุกวัน เจาะฉากนู้นฉากนี้สลับกันไป เพราะฉากนี่มันมีแคสเพิ่มจนกระทั่งมาถึงเดือนสุดท้ายซ้อมทุกวันไม่เว้นเสาร์อาทิตย์เลย แล้วที่จะลองเล่นจริง คือทั้งเรื่องเลย ทุกคนต้องมาก็คือสองอาทิตย์ก่อนหน้า
เรื่องนี้ใช้ดับเบิลแคสคือนักแสดงสองชุดอาจารย์ต้องทำงานหนักขึ้นไหม
หนักขึ้น เหนื่อยขึ้นเพราะต้องทำสองเท่า มีคนอยากเล่นเยอะแล้วเขาก็เป็นลูกศิษย์ครูใหญ่ซึ่งเป็นคนโปรดเป็นนักแสดงเก่าทั้งนั้นก็น่าจะได้เล่น แล้วอีกอย่างคือบทมันหนัก ถ้าเผื่อเล่นติดๆ กันอย่างตอนนี้เล่นวันเสาร์สองรอบ ตัวละครอื่นๆ คงไม่เท่าไร แต่บทหลักๆ เวลาที่เล่นมันเหนื่อย ไม่ใช่แค่เหนื่อยกายแต่เหนื่อยใจด้วย เรื่องอารมณ์อะไรต่างๆ ถ้าให้เล่นต่อกันสองรอบก็ลำบาก ตอนนี้วันเสาร์ก็เล่นสลับกัน วันอื่นๆ ก็เล่นแล้วก็พักหนึ่งวัน
แมคเบธสะท้อนอะไรแก่สังคมปัจจุบัน
มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจ การพยายามไขว่คว้าก้าวไปถึง ความทะเยอทะยานที่จะไปถึงจุดสูงสุดโดยไม่กลัวบาป แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ไม่รู้ว่าผิด ลักษณะเด่นของละครเรื่องนี้ที่เชคสเปียร์เขียนจะมีกลวิธีที่เรียกว่า "บทรำพึง" หรือบทพูดป้อง ซึ่งทำให้เรารู้เข้าไปในจิตใจเขา อย่างเวลาที่เราอ่านนิยายก็จะมีคนโน้นพูดอย่างนี้คนนี้คิดอย่างนั้น เขาช่างหล่อเหลือเกิน กางเกงตัวนี้ใส่ซ้ำแล้วเมื่อวานอะไรต่างๆ เหล่านี้เป็นเหมือนฟุตโน้ต แต่ว่าถ้าเป็นละครโดยทั่วๆ ไปถ้าไม่มีกลวิธีนี้เราจะไม่สามารถรู้ว่าตัวละครคิดอะไร ในเรื่องนี้ตามประเพณีการแสดงถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ละครก็คือละคร มันไม่ใช่ละครเรียลลิสติกเหมือนสมัยปัจจุบัน พูดอย่างนี้อะไรวะ เป็นละค้อนละคร ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นที่ยอมรับ แล้วเวลาที่นักแสดงเล่นด้วยการเข้าถึงการแสดงละคร เขาพูดอย่างที่ต้องการจะพูดจริงๆ เพื่อมาเล่นละครให้เราดูแล้วก็มีความกลมกลืนอยู่ด้วยตรงนั้น
ตัวแมคเบธซึ่งเป็นตัวหลักในการดำเนินเรื่อง เราดูไปพร้อมๆ กันว่าตั้งแต่เขายังไม่ตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำ จากการได้รับการกระตุ้นให้แรงทะยานมักใหญ่ใฝ่สูงพุ่งขึ้นมาโดยคำทักของแม่มด "ขอคารวะผู้จะเป็นราชานับแต่นี้" แม่มดสามคนทัก แมคเบธบอก "อะไร รู้จักฉันได้ไงว่าเป็นแห่งเธนแห่งกลามิส แต่คอดอ เฮ้ย เป็นคนอื่น สุดยอดที่สุดยอด ตำแหน่งราชาไม่ใช่แน่นอน" แต่ยังไม่ทันไรเลยก็มีคนนำข่าวจากพระราชามาบอก ว่าคอดอทรยศจึงถูกประหารแล้วตำแหน่งจึงตกแก่แมคเบธ เป็นรางวัลในฐานะที่เป็นแม่ทัพไปรบได้ชัยชนะ คำทักหนึ่งเป็นจริง สองเป็นจริง แมคเบธก็เริ่มเชื่อ
ถามว่ามันบอกอะไรกับสังคมไทยปัจจุบันไหม บอกมาก คือเราเชื่อหมอดูเกินไปหรือเปล่า หมอดูบางทีพูดสุ่มไป อะไรก็เข้าเค้าทั้งนั้น บางทีเราเลือกที่จะ อืม…เขาพูดถูกตรงนี้อย่างอื่นก็ต้องถูกด้วยสิ เอ๊ะ แม่นนี่ แต่จริงๆ เชื่อเถอะ หมอดูแม่นยังไงก็ตามผิดได้ทั้งนั้น เหมือนอ่านในหนังสือเรายังเข้าใจผิดได้ มันเป็นเพราะว่าเราทำเอง เราอยากเชื่อ แมคเบธก็เหมือนกัน อยากเชื่ออยู่แล้วในเมื่อใครจะไม่อยากก้าวไปตำแหน่งที่สูงกว่า เมื่อหนึ่งคุณรู้จักฉันได้ยังไง สอง เฮ้ย พูดสองอย่างจริงละ อันที่สาม ทำไมมันจะไม่จริง แต่จะจริงหรือไม่จริงจะทำอย่างไรต่อ คือว่าถ้า เอ้า ปล่อยไป จะเป็นก็เป็น ตอนไหนก็คงได้เป็นไม่ต้องทำอะไร แต่แมคเบธไม่ปล่อย พยายามทำ ฆ่าเพื่อที่จะได้มาซึ่งตำแหน่ง
แม่มดก็พูดเป็น "วาจาสองนัย" พอทำนายแบงโควก็ "ต่ำต้อยกว่าแมคเบธ หากสูงยิ่งกว่า" พูดอีกก็ถูกอีก "มิสุขเท่าหากสุขยิ่งกว่า" พูดอีกก็ถูกอีก "ท่านจะมีทายาทเป็นราชาแม้มิได้เป็นเอง" พูดอย่างนี้แมคเบธก็ร้อนรนจากที่เคยเป็นเพื่อนกันก็ระแวง ฉันทำชั่วไปเพื่ออะไร แล้วไม่มีลูกหลานที่จะสืบทอด ทำชั่วไปเพื่อให้ไอ้นี่เหรอ ก็เลยต้องฆ่าต่อ
ที่น่าคิดที่สุดก็คือนอกจากความทะเยอทะยานไขว่คว้าหาอำนาจโดยไม่ชอบธรรม แต่บางทีเราก็เลือกเชื่อหมอดูเกินไป ทำไมเชื้อ…เชื่อ คือโศกนาฏกรรมเป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวกับการกระทำของตัวเอก คือตัวเอกทำเอง ในที่สุดเมื่อทำอะไรไปแล้ว เราปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ โดยโทษว่าคนนั้นบอกให้ฉันทำ โชคชะตากลั่นแกล้งฉันเหลือเกิน ถ้าตัวเอกไม่ได้รับผิดชอบเองมันไม่เป็นโศกนาฏกรรม ทั้งหลายทั้งปวงมนุษย์เป็นคนกระทำ ลงมือและเมื่อทำไปแล้วก็ต้องรับผลที่ตามมา ที่สวยมากคือจะมีบทอยู่ตอนหนึ่งเป็นบทรำพึงรำพันหลังจากที่แมคเบธผ่านอะไรทั้งหลายทั้งปวงแล้ว "เดินลุยเลือดมาไกลจนแม้ไม่ยอมเดินหน้า การหันหลังกลับก็น่าเหนื่อยหน่ายพอกับการลุยข้าม" เหมือนกับเดินไปกลางตรงนั้นแล้ว จะถอยก็ถอยไม่ได้ เปื้อนเลือดก็เปื้อนหมดทั้งตัวแล้ว อย่างเดียวก็คือว่าเดินลุยเลือดต่อไปข้างหน้าจนกว่าจะสิ้นสุด ในที่สุดแมคเบธได้มาถึงบทที่สำคัญมาก เขาเหนื่อยหน่ายจนกระทั่งว่าเมื่อไหร่มันจะจบสิ้นสักที คิดถึงกาลเวลาที่มันไม่รู้จักจบสิ้น
"พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ และพรุ่งนี้ คืบคลานเข้าไปทีละวัน จวบจนปัจฉิมกาล และวันวานส่องแสงให้คนโง่เห็นทางสู่ความตายเป็นภัสมธุลี ดับไปสิดับเสียเทียนแสนสั้น ชีวิตเป็นเพียงรูปเงาโลดแล่นเป็นนักแสดงด้อยฝีมือที่เดินวางมาดอย่างกลัดกลุ้ม ใช้เวลาให้หมดไปบนเวทีและแล้วก็เดินลับตาอันตรธานไปไม่มีใครได้ยินเสียงอีก เป็นนิทานที่เล่าโดยคนโง่บัดซบ ดีแต่ส่งเสียงและโกรธเกรี้ยวไร้ความสลักสำคัญ"
โอ มันเป็นอะไรที่ทำให้เรื่องนี้ลอยขึ้นมา เชคสเปียร์เปรียบโลกนี้เป็นโรงละครใหญ่ ในที่สุดแล้วแมคเบธมองตัวเองว่า นะ เราก็เหมือนตัวละครที่เล่นบทบาทใดบทบาทหนึ่งมาถึงตรงนี้อยากให้มันจบลงไปสักทีเพราะว่าที่ทำได้ก็คือเดินวางมาดและกลัดกลุ้มใช้เวลาทั้งหมดไปบนเวทีแล้วก็หายไป มันว่างเปล่า แถมเป็นนักแสดงที่เล่นบทไม่เก่ง ถ้านักแสดงเก่งๆ คงพาตัวเองไปสู่ศักดิ์ศรี เกียรติยศได้ แต่นี่ เล่นก็เล่นไม่เก่ง ได้แต่เดินกลัดกลุ้มแล้วก็รอว่าเมื่อไหร่มันจะจบๆ ไป
ใช้เป็นอุทาหรณ์ได้ดีในเรื่องของอำนาจ
ค่ะ มันทำให้ตั้งคำถามว่าทำอะไรกันหนักหนาประเภทฆ่าฟันอะไรต่างๆ ก็ตายเหมือนกัน แล้วมันสำคัญตรงไหน แมคเบธก็บอกว่า "เป็นนิทานที่เล่าโดยคนโง่บัดซบ" คนโง่บัดซบคือคนที่เล่าเรื่องของตัวเอง "ดีแต่ส่งเสียงและโกรธเกรี้ยว ไร้ความสลักสำคัญ" จริงๆ แล้วมันเพื่ออะไร แมคเบธเห็นชีวิตตัวเองว่าทำมาแล้วมีแต่คำก่นด่า ในบั้นปลายชีวิตแทนที่จะได้เกียรติศักดิ์ มิตรภาพ ที่เคยได้สุดท้ายกลับกลายเป็นว่างเปล่า
ความสำเร็จของแมคเบธจะต่อยอดให้มีเรื่องต่อๆ ไปไหม
ยังไม่ได้สำเร็จเลย (หัวเราะ) ก็ยังไม่รู้ นี่ก็เกษียณแล้ว อายุ 60 แล้ว ถ้ามีโอกาสก็คงทำ คือหนึ่งก็คือว่าไม่ได้ทำเป็นการเลี้ยงชีพ ที่ทำเป็นงานเพราะอยากทำเฉยๆ แล้วคนอื่นเขาก็มาร่วมมือกัน งานละครทำเลี้ยงชีพก็ไม่ได้ด้วย มันไม่ได้มีผลตอบแทนมากมาย คือส่วนใหญ่ที่ทำละครเวทีอยู่ทำเพราะรักทั้งนั้น ถ้าไม่รักก็คงไปทำอย่างอื่น ไม่เหมือนหนัง ทีวี ที่มีผลตอบแทนอยู่
แล้วแต่โอกาส ถ้ามีเหตุมีปัจจัย ก็อาจจะได้ทำ แต่ตอนนี้ไม่ได้คิดในระยะสั้น คือคิดแต่ว่าทำให้เรื่องนี้มันแล้วรอดไป แล้วก็ไปพักเหนื่อยสักหน่อย เพราะมีอะไรที่จะต้องทำอีกเยอะเลย ไปเยี่ยมลูกที่เมืองนอก เป็นต้น แล้วก็มีชีวิตส่วนตัว ตอนนี้ก็มีงานที่ทำอยู่เป็นหุ่นกระบอกเรื่องตะเลงพ่ายของอาจารย์จักรพันธุ์ (โปษยกฤต) ก็ทำอยู่เป็นงานประจำ
เสียงตอบรับจากที่แสดงไปหลายรอบแล้วเป็นอย่างไรบ้าง
คือไม่ได้ฟังจากทั่วๆ ไม่ทราบ แต่ดี คิดว่าดี ในเฟชบุ๊คในอะไร เขาก็ลงเป็นกระแสทีเดียว เพราะว่าถ้าคนไม่รู้สึกว่าดีหรือสมควรจะดูบัตรก็คงไม่ขายเกือบหมดเพราะตอนแรกบัตรอืดมาก ไปนิดๆ แต่พอหลังจากเล่นไปสองสามวันอาทิตย์หนึ่งนี่ บัตรวิ่งเลย เพราะฉะนั้นก็คิดว่าเสียงตอบรับน่าจะดี
มีเพิ่มรอบไหม
ยากมากเลยค่ะ เพราะว่านักแสดงเราไม่ได้จ่ายเงิน เพิ่มไปปุ๊บเขามีคิวแล้ว ทุกอย่างมันก็มีเลิกรา ถ้าเผื่อว่าเขาเล่นกันได้ก็คงเพิ่มแต่ 48 คนนี่คงยาก พอไม่ครบมันก็ไม่ใช่อยู่แล้วใช่ไหม คือความจริงจะเล่นแค่สองอาทิตย์แต่เราก็เพิ่มเป็นสามอาทิตย์แล้ว
ในความคิดของอาจารย์ใครควรจะมาดูละครเรื่องนี้เป็นพิเศษ
ท่านผู้ที่สนใจก็ดูได้หมด คนที่อยากจะมองสะท้อนเรื่องอะไรต่างๆ ละครที่ทำของเชคสเปียร์ไม่ได้ว่างเปล่า มันมีข้อคิดดีๆ ที่นำไปใช้ได้ ที่ทำให้เราเกิดสว่างวาบขึ้นมาว่าเราใช้ชีวิตของเราถูกต้องแล้วหรือยัง นั่นเป็นชีวิตที่เราเลือกใช้หรือเปล่า
ละครดีๆ ที่มีสาระไม่ได้หมายถึงละครที่หนักจนดูไม่รู้เรื่อง ในที่สุดแล้ว มันก็เป็นอมตะ คนยังหยิบกลับมาเล่นอยู่เสมอ เพราะมันไม่เคยตาย ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน สถานที่ใด กาลเวลาซึ่งต่างกันไกล คนละซีกโลก แต่ความเป็นมนุษย์ก็ยังเหมือนๆ กัน เราไม่ได้ทำละครให้ง่ายขนาดเคี้ยวๆ กลืน เพราะมันมีมากเกินไปแล้ว คนที่มาดูก็บอกว่าไม่ได้ยาก เข้าใจได้ดีด้วย มันเป็นทางเลือก ของดีๆ ซึ่งเป็นงานคลาสสิกเราก็ควรจะได้สำเหนียกเอาไว้ เพื่อจะให้โลกเราไม่แคบจนเกินไป ทำไมคนอื่นเข้าถึงได้ว่าอันนี้ดี ทำไมมันยืนยงคงกระพันอยู่มาถึงบัดนี้
Life Style : Read & Write
วันที่ 13 มิถุนายน 2554
By : bangkokbiznews.com

