Happy Reading โดย มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน

Gish Jen : นักเขียนสองโลก

 

 
นวนิยายเล่มแรก ถ่ายทอดชีวิตผู้อพยพ Typical Americanได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง National Book Critics’ Circle Award นักวิจารณ์ยกย่องสมศักดิ์ศรี
 
ผลงานของ กิช  เจน  (Gish Jen)  นักเขียนหญิงชาวจีน-อเมริกัน  บทความของเธอมีปรากฏอยู่ใน  The New Yorker, The Atlantic Monthly, The New Republic และ The New York Times  รวมถึงงานเขียนใน  The Best American Short Stories of the Century  ร่วมกับนักเขียนชาวอเมริกาอีกหลายคน
 
 
นวนิยายเล่มแรก  ถ่ายทอดชีวิตของผู้อพยพ  Typical American  ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง  National Book Critics’ Circle Award  นักวิจารณ์ยกย่อง  ว่าผลงานเล่มนี้ทำให้เธอแจ้งเกิดในวงการวรรณกรรมอเมริกาอย่างสมศักดิ์ศรี  โดยเปิดตนเองสู่โลกวรรณกรรมด้วยงานเขียนที่เข้มข้นและเป็นประเด็นที่หนักหน่วง,  The Love Wife-ความย้อนแย้งของหลายครอบครัวที่มีความฝันแบบอเมริกา  ขณะเดียวกันก็ติดกับดักอยู่กับเชื้อชาติและอัตลักษณ์ของตน  ตัวละครในเล่มนี้จับใจผู้อ่าน  เหมือนมีชีวิตอยู่จริงในโลกจริง,  Who’s Irish?  ยังให้ภาพของการเป็นคนอื่นในดินแดนที่ไม่ใช่แผ่นดินแม่ของตนเอง, 
 
Mona in the Promised Land นักวิจารณ์พูดถึงเล่มนี้ว่า ผู้เขียนทำเรื่องน่าขายหน้าให้เป็นเรื่องน่าขบขันและจริงจังไปในตัว  และผลงานนวนิยายเล่มล่าสุด  World and Town  เป็นเรื่องของชาวจีนคนหนึ่งในอเมริกาที่โอกาสประเหมาะให้ได้ไปรู้จักกับชาวเขมรอพยพในอเมริกา  และเรื่องราวด้านลึกของทั้งสองก็ผ่องถ่ายสู่กันและกัน  ด้วยหัวอกหัวใจเดียวกัน    และทั้งสอง
 
 
จากที่กล่าวมาทั้งหมด  สังเกตได้ว่านวนิยายที่เจนเขียนออกมา  เชื่อมร้อยอยู่กับเรื่องราวของผู้อพยพที่ต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน และไปดำรงสถานภาพผู้ลี้ภัยทางการเมือง ผู้อพยพ และผู้ลักลอบอยู่ในประเทศอื่น  โดยเฉพาะในประเทศโลกที่หนึ่งอย่างอเมริกา  ที่ผู้คนมองว่าเป็นขุมทรัพย์ที่หลายคนพร้อมจะโดนดูดกลืนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนนี้
 
 
เจนเคยให้สัมภาษณ์  ว่าถ้าเธอไม่ใช่คนจีนที่มีพ่อและแม่อพยพไปอยู่ในอเมริกา  บางทีเธอก็อาจจะไม่ได้เป็นนักเขียนเหมือนดังเช่นทุกวันนี้  การได้เป็นคนจีนที่เกิดในอเมริกา  ทำให้ได้ประสบการณ์และความต่างของสองโลกที่ทาบเกี่ยวอยู่ในตัวเธอ  ทำให้อดที่จะถ่ายทอดเรื่องราวออกมาในงานไม่ได้  การเป็นคนอื่นหรือการเป็นคนนอกคือแรงบันดาลใจที่ทำให้นวนิยายทุกเรื่องของเจน  ไม่เคยหนีพ้นจากความรู้สึกลึกๆ ด้านในของการเป็นคนนอก 
 
แรกเริ่มเดิมที  พ่อและแม่ของเธอเดินทางมาอเมริกา  เพื่อศึกษาเล่าเรียน  โดยพ่อมาเรียนด้านวิศวกรรม  ส่วนแม่เป็นลูกสาวชาวจีนผู้มีอันจะกิน ซึ่งสมัยนั้นนิยมส่งลูกสาวมาเรียนต่างประเทศ ไม่ใช่เพื่ออะไรนอกจากเพื่อจะได้เป็นหน้าเป็นตาว่ามีลูกสาวเรียนอยู่ต่างประเทศ  ไม่เกี่ยวกับความก้าวหน้าทางการศึกษาเสียทีเดียว  ทั้งพ่อและแม่ของเธอเกิดและเติบโตที่เซี่ยงไฮ้  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่  2 พ่อถูกเรียกตัวกลับประเทศ  เพราะทางการจีนต้องการวิศวกรเพื่อไปทำงานที่ท่าเรือในเมืองเซี่ยงไฮ้  แต่กว่าพ่อจะเดินทางถึงเซี่ยงไฮ้  สงครามก็ยุติลงพอดี เพราะในขณะนั้นมหาสมุทรแปซิฟิกไม่มีความปลอดภัยในการเดินทาง  จึงต้องเดินทางอ้อม  
 
 
จากนั้นพ่อก็กลับมาเรียนต่อที่อเมริกา  ทั้งพ่อและแม่ไม่ได้คิดว่าจะตั้งหลักปักฐานที่นี่  พวกเขาคิดว่านี่เป็นโอกาสในการหาประสบการณ์ในต่างแดน  หลังสงครามโลกครั้งที่  2  มีเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมืองเกิดขึ้นในจีน  ทั้งลัทธิคอมมิวนิสต์ และจักรวรรดินิยมอเมริกาเองไม่ได้ปลื้มระบอบคอมมิวนิสต์  ช่วงเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองในจีน  พ่อและแม่อยากเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน เพราะครอบครัวและทุกคนต่างอยู่ในเซี่ยงไฮ้ แต่อเมริกาไม่อนุญาตให้เดินทางกลับ ด้วยเกรงว่าจะกลับไปช่วยงานคอมมิวนิสต์ 
 
พ่อของเธอเป็นวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญและมีทักษะที่ทำให้ชาวอเมริกันทึ่ง  เมื่อไม่สามารถกลับบ้านเกิดได้เขาจึงทำงานในอเมริกาหลังจากเรียนจบ  และทางอเมริกาได้มอบสิทธิ์ในการอยู่ของนักเรียนจีนช่วงนั้น  ในฐานะผู้ลี้ภัย  ซึ่งสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับพ่อมาก  เขารู้สึกเหมือนถูกอเมริกาดูถูก  พ่อจึงปฏิเสธการเป็นพลเมืองอเมริกา  ดังนั้นหลายปีที่อยู่ในอเมริกาเขาจึงไม่ได้มีสถานะในการเป็นพลเมืองของประเทศใดๆ  และไม่ตกเป็นพลเมืองของโลกใดๆ  
 
 
ขณะเดียวกัน  เจนซึ่งเป็นลูกสาวต้องเติบโตมาท่ามกลางโลกสองวัฒนธรรม  กินข้าวที่บ้านด้วยตะเกียบ  แต่โลกด้านนอกรอบตัวเธอ  ใช้ส้อมสำหรับกินอาหาร  อีกโลกจะทำอะไรทีก็ดูเหมือนเสรีภาพถูกจำกัด  พอก้าวพ้นโลกนี้กลับไปพบอีกโลกที่มากไปด้วยเสรีภาพ  พ่อและแม่พาครอบครัวและลูกๆ มาอยู่ที่ชานเมืองทางภาคเหนือของนิวยอร์กซิตี้  เป็นครอบครัวจีนเพียงครอบครัวเดียวในละแวกนั้น  และพวกเขาต้องพบกับเพื่อนบ้านซึ่งไม่เป็นมิตร  เวลาออกไปข้างนอก เดินตามท้องถนน  จะมีคนเอาก้อนหินเขวี้ยงพวกเขา  พี่ชายของเจนถูกปาหินบ่อยมาก  จนแม่ต้องส่งลูกชายไปเรียนยูโด  เพื่อป้องกันตนเอง  สำหรับเจนแล้ว ไม่ได้รู้สึกขำกับการเอาตัวรอดของครอบครัว ถ้าจะขำก็คงขำขื่นมากกว่า  ที่โดนเพื่อนบ้านซึ่งถ้าจัดกลุ่มก็เป็นกลุ่มคนใช้แรงงาน 
 
 “ตอนนั้น ฉันยังเด็กค่ะ อายุสัก 4 หรือ 5 ขวบนี่แหละ  ตอนนั้นพวกเราโกรธมากที่โดนกระทำแบบนั้น  ว่าทำไมพวกเขาจึงมาตอกย้ำเหมือนว่าครอบครัวฉันทำอะไรผิดที่เป็นคนจีน  พ่อและแม่ของฉันเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีนะ  พวกท่านไม่ได้ตอบรับความการุญจากใครง่ายๆ จริงอยู่ก็มีหลายคนที่ดีกับพวกเรา  หลังจากนั้นครอบครัวเราได้ย้ายมาอยู่ในชุมชนชาวยิว  มีชาวยิวกว่า 40%  และมันทำให้พวกเรารู้สึกดีกว่าที่แรกซึ่งเคยอยู่มาก่อนหน้า  ที่ใหม่ให้ความรู้สึกของการเป็นชนกลุ่มน้อยเหมือนกัน  เพื่อนบ้านอยากรู้ว่าชาวจีนมีขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างไร  ทั้งๆ ที่ฉันเองก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้พวกเขาฟัง 
 
แต่ที่ดีที่สุดคือพวกเราปลอดภัยจากการถูกปาหิน  พ่อและแม่เลี้ยงพวกฉันแบบชาวอเมริกัน  พวกท่านพูดภาษาจีน  และแน่นอนฉันและพี่น้องพูดภาษาอังกฤษสำเนียงยิว  เพื่อนๆ มักพูดกันสนุกๆ ว่า  ถ้าทุกคนปิดตาแล้วฟังเจนพูด  พวกเธอคิดว่าเจนเป็นใคร  เพื่อนๆ พร้อมใจกันตอบว่า  เจนเป็นยิว-อเมริกัน  ประสบการณ์โดนปาหิน  ทำให้ฉันต้องคอยพร่ำสอนลูก  ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนเขวี้ยงก้อนหิมะกลมๆ  ใส่  ให้พึงระวังไว้ด้วย  ว่าในนั้นมีก้อนหินเป็นของแถม” 
 
ครอบครัวชาวจีนในอเมริกาหลายครอบครัวยังเลี้ยงลูกตามขนบเดิมแบบจีน  นั่นคือให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว  สำหรับเจนแล้วการได้เติบโตในอเมริกา  โดยเฉพาะในนิวยอร์กที่มีบรรยากาศด้านขีดๆ เขียนๆ  ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะหยิบปากกามาเขียนหนังสือ  ตามวัฒนธรรมกระแสหลักของมหานครแห่งนี้  ที่คลาคล่ำไปด้วยวัฒนธรรมการเขียนและการอ่าน  ซึ่งเธอมองว่าเป็นสิ่งที่วิเศษอย่างหนึ่งของชีวิต 
 
จริงๆ แล้วเจนไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรเลยก็ได้จากการเป็นคนจีน หรือรับรู้เรื่องบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง  แต่ถ้าเมื่อใดก็ตาม  ที่พ่อกับแม่ไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว  มันจะทำให้รู้สึกแย่เหมือนกันที่ไม่รู้จักความเป็นมาของครอบครัวและรากเหง้า  และการรักษารากเหง้าวิธีง่ายๆ คือการพูดภาษาพ่อภาษาแม่ของตนเอง  และฝึกฝนภาษาจีนด้วยตนเอง  เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อไม่มีพ่อและแม่เป็นล่ามให้แล้ว  เธอจะสามารถเข้าใจได้  เพราะแม้เธอจะยอมรับ  ว่าเป็นนักเขียนขึ้นมาได้ก็ด้วยวิถีแบบอเมริกันชน แต่ลึกๆ ในใจนั้น  เธอมีมรดกล้ำค่าคือการเป็นชาวจีนโดยสายเลือด  และมันจะเป็นสิ่งที่น่าอายยิ่งนัก  หากไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับจีน  เมื่อนานาชาติรู้ ว่าเป็นนักเขียนเชื้อชาติจีน  เธอมักต้องถูกคาดหวัง  ว่าต้องมีความรู้เรื่องจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
 
“แม้จะถูกคาดหวัง  ว่าฉันต้องรู้ทุกซอกทุกมุมที่เป็นจีน  แต่ตอนนี้ฉันก็เขียนเรื่องชาวยิวด้วย  ฉันมองว่าการคิดแบบนี้มันก็ไม่ใช่เสมอไป  กับการถูกคาดหวังจากสังคมและผู้คน  ว่าต้องรู้เรื่องจีนดีขนาดนั้น  ในฐานะนักเขียน  ฉันว่ามันจำเป็นที่ต้องรู้สิ่งต่างๆ อย่างผู้รู้จริง”
 
วัฒนธรรมและประสบการณ์ของสองโลกที่หล่อหลอม  กิช  เจน  ขึ้นมา  ได้ให้โอกาสที่ดีที่สุด  นั่นคือการได้แสดงความคิดออกมาในฐานะนักเขียน  และการทำงานเขียนของเธอก็ชัดเจน 
 
ว่าด้วยประเด็นความรู้สึกด้านลึกของคนชายขอบ  คนกลุ่มเล็กๆ  ในเมืองใหญ่ของอเมริกา  ควบคู่ไปกับบริบทของสังคม  การเมือง และวัฒนธรรม
 
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ