มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน | Reading Culture Promotion Foundation

Eastern Corner มุมมองศิลปะภาพถ่าย ‘เสกสรรค์ ประเสริฐกุล’

 

 
"ศิลปะอย่างแท้จริง" และทุกคนสามารถเข้าถึงความหมายได้หลากหลายมิติ อย่างที่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้ถ่ายทอดไว้ในหนังสือภาพชื่อ Eastern Corner 
 
 
ศิลปะเป็นภาษาสากลที่ชักจูงผู้คนให้ทำการสื่อสารกัน ภาพถ่าย เป็นงานศิลปะอีกแบบหนึ่ง ที่สามารถสื่อสารให้ความหมายอันลึกซึ้ง สามารถสื่อความประทับใจ ความสุข ความเศร้า ความเหงา ออกมาได้ด้วยตัวของมันเอง 
 
ภาพถ่ายที่ไร้คำอธิบาย แต่สามารถทำให้เราเข้าใจความหมายของภาพ และรู้สึกได้ตามนั้น คือภาพถ่ายที่เรียกว่าเป็น "ศิลปะอย่างแท้จริง" และทุกคนสามารถเข้าถึงความหมายได้หลากหลายมิติ อย่างที่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้ถ่ายทอดไว้ในหนังสือภาพชื่อ "Eastern Corner" 
 
สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ร่วมกับ ร้านเฮมล็อค จัดงานเปิดตัวหนังสือ Eastern Corner ซึ่งเป็นหนังสือรวมภาพถ่ายเล่มใหม่ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล พร้อมการเสวนากันในหัวข้อ "มุมมองศิลปะภาพถ่ายของเสกสรรค์ ตามประสาเพื่อนพ้องน้องพี่" โดยมี มานิต ศรีวานิชภูมิ, กำธร เภาวัฒนสุข และ แทนไท ประเสริฐกุล มาร่วมพูดคุยร่วมกับ นาตยา แวววรีคุปต์ ดำเนินรายการ ซึ่งทุกคนต่างมาร่วมสร้างสีสันให้กับงานโดยแท้ 
 
เริ่มต้นจาก มานิต ศรีวานิชภูมิ กล่าวถึงผลงานของเสกสรรค์ในเล่มนี้ว่า "ความจริงแล้วมีคนมากมายที่สามารถถ่ายภาพได้ แต่ทำไมผมต้องมาตื่นเต้นเป็นพิเศษกับเสกสรรค์ ประเสริฐกุล นั่นเพราะความเป็นเสกสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติชีวิต ความคิดความอ่านที่หลายๆ คนก็คงรู้ดี แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือการนำความคิดมาจับเป็นภาพถ่าย คนที่เป็นนักคิดคนที่ผ่านอะไรมามากมาย โดยเฉพาะคนที่เป็นนักเขียนที่มีความคิดที่เป็นระบบ ผมเองก็เฝ้าติดตามอยู่ห่างๆ ดีใจที่วันนี้ได้เห็นผลงานของเสกสรรค์ได้รับการคัดสรรและรวมเป็นเล่ม ถือว่าเป็นผลงานที่น่าสนใจมาก 
 
 
สามารถแบ่งภาพในผลงานชุดนี้ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.เป็นภาพถ่ายบันทึกเชิงสารคดี คือเป็นภาพประกอบการเดินทางของเสกสรรค์ ในตัวภาพเองทำหน้าที่เล่าเรื่องที่เสกสรรค์ไม่ได้พูดเป็นตัวหนังสือ 2.เรื่องของสิ่งที่ปัจจุบันเสกสรรค์ศึกษาอย่างเอาเป็นเอาตาย นั่นคือความคิดแนวพุทธปรัชญา โดยเฉพาะแนวคิดของเซน กิ่งนิกายหนึ่งของสายมหายาน ในผลงานกลุ่มนี้จะเห็นว่าเสกสรรค์ถ่ายภาพด้วยแนวความคิดในเชิงปรัชญาและแนวคิดเซน และ 3.ในงานนี้เราจะเห็นผลงานที่มีการกัด จิก วิพากษ์เล็กๆ ผมมองว่าการแสดงความคิดเห็นทางสังคมไม่ควรไปขมวดปลาย และเขาทำอย่างนั้นเช่นกัน เขาปล่อยให้ภาพทำหน้าที่ของมัน แล้วคนดูก็ตีความหมายตามความคิดของเขาเอง" 
 
เขาเล่าอีกว่า "ยกตัวอย่างภาพผู้หญิงสวมหมวกนาซีอุ้มลูกและหอบดอกไม้ นัยของความหมายต่างๆ การที่มนุษย์เราอยู่โดยไม่รู้อะไร และไม่จำเป็นต้องรู้ว่ามันคืออะไร เป็นวิถีชีวิตที่อยู่อย่างผสมปนเป การที่ผู้หญิงสวมหมวกนาซีโดยที่เธอเองไม่ได้รู้สึกอะไร ความหมายที่มีอยู่ต่างๆ อาจจะมีความหมายในประเทศหนึ่ง แต่พอมาอยู่ในประเทศที่สามก็อาจไม่มีความหมายอะไรเลย หรือความหมายต่างๆ อาจเปลี่ยนไป ขณะเดียวกันก็มีวิถีชีวิตแบบเดิมๆ อยู่ เช่น การอุ้มลูก ผู้หญิงที่หอบดอกไม้ อะไรที่เป็นชาวบ้าน วิถีชีวิตอะไรที่เป็นแบบนี้จะมีความน่าสนใจมาก ซึ่งได้จัดพิมพ์เป็นสองภาษาเพราะถึงแม้คนไทยไม่ซื้อ แต่ก็ยังมีคนต่างชาติที่ชอบรูปภาพศิลปะซื้อ ผมได้ทราบว่าคนแรกที่มาซื้อหนังสือเล่มนี้ คือหญิงชาวเยอรมันและเธอพูดว่า 'ฉันชอบภาพขาว-ดำ' 
 
นั่นคือ จุดน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคืองานชุดนี้เป็นภาพขาว-ดำ หากเราลองมองภาพแรกที่เป็นภาพสี แล้วมองภาพที่สองเป็นภาพขาว-ดำ จะรู้สึกแตกต่างกันมาก ถึงแม้ว่าภาพอาจเหมือนกัน ที่สำคัญคือการที่เป็นภาพขาว-ดำเป็นการพรากเอาสีออกจากวัตถุ ดึงเอาสิ่งที่ฉาบฉวยเรื่องของสีเรื่องของสิ่งล่อตาออกไป จุดเด่นของภาพขาว-ดำคือเราสามารถเข้าไปถึงสิ่งที่ผู้ถ่ายต้องการสื่อ content ได้เลย โดยไม่ต้องมานั่งติว่าชอบสีนั้นไม่ชอบสีนั้น ขณะเดียวกันความที่เป็นภาพขาวดำอีกด้านหนึ่งมันเป็นความโหยหา มีความเป็นคลาสสิก และในตัวของมันเองก็เผยสุนทรียภาพที่สะสมมาเป็นร้อยปีของภาพขาว-ดำ" 
 
หากถามว่าคนไทยเสพภาพถ่ายต่างกันกับต่างชาติไหม ต้องยอมรับว่าต่างกันอยู่ เมื่อคนไทยดูภาพแล้วไม่ชอบ ไม่เข้าใจ หรืออยากดูอะไรที่ง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ต้องการดูวิวทิวทัศน์พื้นๆ 
 
 
"ผมว่าเป็นเรื่องของคนทำงานศิลปะที่ต้องทำหน้าที่เชื่อม ทำหน้าที่สร้างความรู้ความเข้าใจ เพราะภาพถ่ายศิลปะนี้เป็นภาษาสากล คนต่างชาติดูไม่รู้จักหรอกนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล แต่เมื่อเห็นภาพถ่ายก็รู้ว่านี่เป็นภาพถ่ายของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล มันจะก้าวข้ามกำแพงที่มีภาษาเป็นตัวกั้น ผมคิดว่ามันได้เปรียบตรงนี้ ผมคงไม่สามารถไปแสดงงานทั่วโลกงานที่ใหญ่ระดับระหว่างประเทศได้ ถ้าผมไม่ทำภาพถ่าย ถ้าผมเขียนวรรณกรรมไทยชีวิตผมคงอยู่แถวๆ นี้ เพราะฉะนั้นมันมีข้อจำกัดในทางภาษาในการสื่อถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น ผมเชื่อว่าเสกสรรค์ตระหนักถึงข้อจำกัดด้านภาษา จึงมุ่งทำงานตรงนี้มากกว่าทศวรรษ มันจะก้าวข้ามกำแพงภาษาและเกิดการเข้าใจผสานการแลกเปลี่ยนระหว่างวัฒนธรรมไปอีกขั้นอย่างสบาย" มานิต กล่าว 
 
ด้าน แทนไท ประเสริฐกุล ลูกชายคนโตของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้แสดงความคิดเห็นถึงภาพถ่ายของพ่อว่า "รูปของพ่อมีอยู่หลายแบบ หลายแนวทั้งภาพสะท้อนถึงความปวดร้าวของสัตว์ที่ถูกกักขัง หรือเป็นแบบความยากจนแร้นแค้นของผู้คนหรือว่าห้วงยามที่มีพลังความสงบนิ่งของจิตใจ ผมจะไม่พูดถึงภาพเหล่านั้น เพราะอยากอธิบายเพียงแค่รูปที่โดนใจผม และคิดว่ามันตลก เป็นภาพที่มีอารมณ์ขัน อย่างภาพผู้หญิงสวมหมวกนาซีนี้ คือหญิงคนนี้เขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยอย่างที่พี่มานิตได้กล่าวไว้ เอาหมวกนาซีมาใส่เดินไปไหนมาไหนคนก็มอง แต่ว่าจริงๆ ถ้ามองอีกแบบหนึ่งคือ 'คนที่ดูภาพแล้วรู้สึกตลก คนนั่นแหละคือคนตลก' คือหมายถึงตัวเราเองไปยึดติดกับสัญลักษณ์พวกนั้นว่ามันต้องมีความหมาย แต่จริงๆ แล้วหมวกมันก็คือหมวก ที่เอาไว้ใส่กันลมกันแดดเท่านั้นเอง 
 
อีกภาพที่เป็นภาพขันคือ ภาพสามคนพ่อแม่ลูกที่นั่งมอเตอร์ไซค์ ตอนแรกที่ผมมองภาพนี้ยังไม่ทันสังเกต มองเพียงว่าชีวิตคนในกรุงเทพฯ นี่มันลำบากจริงๆ พอสังเกตดีๆ จะเห็นภาพโปสเตอร์ครอบครัวพ่อหมีแม่หมีและลูกหมีสุขสันต์ที่มีสามตัว ในขณะที่สามคนพ่อแม่ลูกถูกรถเมล์เบียด ถูกรถกระบะเบียด ซึ่งมันให้อารมณ์ที่เป็นภาพเสียดสีสะทกสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกมาก หรือภาพที่คุณแม่หาบลูกซึ่งอีกข้างจะเป็นฟืนไม้ที่เก็บมาได้ ตลกตรงที่ว่าหาบที่คุณแม่แบกมาทั้งสองข้างราวกับเธอต้องกะน้ำหนักให้เท่ากัน แต่ถ้าหากวันไหนเก็บฟืนไม้มากหนักกว่าฝั่งกะเตงลูก ข้างที่ลูกนั่งก็จะลอย วันไหนเก็บได้น้อย ข้างที่ลูกนั่งจะอยู่ในเข่งระหว่างหาบจะถ่วงลงต่ำ นี่ผมคิดแบบวิทยาศาสตร์ มันก็ชวนคิดถึงการจัดการชีวิตประจำวันของคุณคนนั้น มุมอื่นๆ ก็แล้วแต่คนจะมอง" 
 
 
ขณะที่ กำธร เภาวัฒนสุข ผู้ทำหน้าที่จัดพิมพ์ภาพในหนังสือเล่มนี้ เล่าว่า ภาพที่ถ่ายมาบางภาพเป็นภาพสีมาก่อน ถ่ายด้วยฟิล์ม negative ด้วยซ้ำ บางภาพก็เป็น digital สีบ้าง บางภาพก็ใช้ฟิล์มขาว-ดำ 
"ในฐานะที่ได้มีโอกาสเห็นผลงานภาพถ่ายของเสกสรรค์มามากพอสมควร ผลงานในช่วงแรกๆ จะเห็นว่าส่วนใหญ่เน้นบันทึกภาพแบบเล่าเรื่องว่าใครทำอะไรอยู่ที่ไหน ใครเป็นยังไง แต่ช่วงหลังๆ เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในแนวความคิด ตัวอย่างเช่น รูปที่เป็นใบไม้ เราจะสังเกตเห็นว่าอาจารย์เริ่มมองในจุดที่เป็นความละเอียดมากขึ้น ความผุพัง ความเสื่อมสลาย ตามแนวพุทธปรัชญาที่อาจารย์ได้ศึกษามา และผลงานในช่วงหลังก็เป็นแนวความคิดเกี่ยวกับเซนที่ถ่ายต้นไม้ต้นเดียว ต้นไม้ที่โดดเดี่ยว เก้าอี้ที่เดียวดาย ผมคิดว่าช่วงนั้นอาจารย์เน้นเรื่องความรู้สึกเป็นหลัก 
 
อีกหนึ่งกลุ่มเป็นแนวความรู้สึกต่อภาพชีวิตสัตว์ป่าในสวนสัตว์ที่ถูกกักขังซึ่งมีทั้งความเซ็ง ความเบื่อของมันที่อาจารย์ได้ถ่ายทอดความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมโลก จะสังเกตเห็นว่าเมื่ออาจารย์ปล่อยวางมากขึ้น อาจารย์ก็เห็นมากขึ้น เริ่มมีมุมมองแบบผู้สังเกตโลก มองโลกที่เป็นอยู่ด้วยสายตาผ่านเลนส์อย่างเข้าใจ ผมตั้งใจติดตามผลงานของเสกสรรค์ต่อไปอย่างต่อเนื่อง และอยากเห็นถึงแนวคิดผลงานว่าในพัฒนาการแต่ละช่วงจะเป็นอย่างไร และมันจะมีจุดเปลี่ยนที่เกี่ยวข้องกับงานเขียนด้วย อย่างเช่น งานที่เป็นภาพสะพานข้ามลำน้ำเชี่ยวที่เชื่อมยาวไปสู่จุดสูงของขุนเขา มันสะท้อนให้เห็นว่าเสกสรรค์ได้ก้าวผ่านลำน้ำนี้ไป โดยได้รับรู้ผ่านงานเขียนในช่วงยุคนั้นมาก่อน 
 
ช่วงนั้นเขียนเรื่องโยงสะพานข้ามน้ำและสะท้อนความรันทดในใจ ณ ช่วงเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย พอมาในงานช่วงหลังจากการค้นหาที่ต่อเนื่องและเริ่มสัมผัสถึงความสงบภายใน เสกสรรค์เริ่มปล่อยวางแล้ว จะเห็นได้ว่าเริ่มมองโลกอย่างสนุก ขณะเดียวกันก็เห็นได้ว่ามีการเสียดสี เยาะเย้ยถากถาง โดยที่ไม่แยแสว่าผู้เสพงานจะตีความต่างกันไปในทิศทางใด เนื่องเพราะประสบการณ์ด้านในที่แตกต่างกัน" 
 
ท้ายที่สุด เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ออกมาเปิดใจหลังจากฟังมุมมองหนังสือรวมภาพถ่ายศิลปะของตนเองว่า "รู้สึกดีใจที่มีเพื่อนพ้องน้องพี่และบุตรหลานให้ความสนใจ แต่ที่สำคัญที่สุดคือผมรู้สึกทึ่งที่แต่ละท่านมีมุมมองเกี่ยวกับผลงานภาพถ่ายของผมและมีคำอธิบายและหลายๆ อย่างซึ่งตอนที่ผมกดชัตเตอร์ถ่ายภาพเหล่านี้ ผมไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้นเลย เวลาถ่ายภาพผมใช้ความรู้สึกเฉพาะหน้าเป็นตัวกำหนดมากกว่า ถ้าในความรู้สึกมันใช่ก็กดชัตเตอร์ทันที อย่างที่ แทนไท ทักว่าทำไมพ่อมือไว คือความรู้สึกมันบอกว่าเป็นภาพที่ใช่ เราก็บันทึกไว้ พอได้มาฟังการวิจารณ์จากคนอื่นว่าเขารู้สึกอย่างไรต่อผลงานของเรา จึงพบว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก 
 
คำวิจารณ์ทุกภาพที่พูดมาผมเห็นด้วยทั้งหมด เพียงแต่อยากจะอธิบายให้ฟังว่าเวลาทำงานจริงๆ ผมไม่ได้กางตำราหรือยึดหลักทฤษฎีอะไร มันเหมือนกับว่าถ้าผมจะกระโดดไปช่วยใครสักคนที่กำลังจมน้ำ คงใช้เวลาตัดสินใจแค่เสี้ยววินาที โดยไม่ได้นึกถึงเรื่องคุณงามความดีของตนหรือคิดคำนวณว่าสังคมจะมอบรางวัลให้หรือไม่ ทั้งหมดมันถูกผลักมาจากความรู้สึกข้างใน ผลักให้เรา ณ เวลานั้นห้วงยามนั้น ต้องทำสิ่งไหน 
 
ความรู้สึกคล้ายๆ กันนี้มันเกิดขึ้นเวลาที่เราถือกล้องเดินไปตามถนน บ่อยครั้งมีหลายสิ่งหลายอย่างเคลื่อนไหวต่อหน้าเรา เราไม่สนใจ แต่มันมีภาพบางอย่างที่พอเห็นแล้วกลับรู้สึกทันทีว่าใช่ ความรู้สึกแบบนั้นถ้าจะให้มาอธิบายย้อนหลังคงพูดยากเหมือนกัน ในแง่ของคนถ่ายภาพมันไม่มีเวลามานั่งวิเคราะห์ว่าทำไมถึงถ่ายภาพนี้ ความรู้สึกมันบอกเองซึ่งก็เป็นความรู้สึกของใครของมันไม่เหมือนกัน" 
 
เจ้าของภาพถ่ายเล่าอีกว่า "ผมถ่ายรูปเพราะผมอยากถ่าย ไม่มีการวางแผนจัดประเภทมาแสดงหรือรับงานจากคนอื่น มันคือผลที่ตามมาจากจิตวิญญาณด้านใน จะเห็นได้จากรูปที่ผมนำมารวมเล่ม จะระบุระยะเวลาห่างกันมากทีเดียว เพราะเดิมเป็นภาพที่ถ่ายเก็บไว้ดูเท่านั้น จริงๆ ผมถ่ายภาพมานานแล้วแต่ไม่ได้เอาออกมาให้ใครดูหรือจัดแสดงแบบนี้ อาจมีบ้างที่ตั้งใจให้เป็นภาพประกอบงานเขียนสารคดี บทความ แต่ส่วนใหญ่แค่เก็บไว้ดูเอง 
 
ถามว่าทำไมผมจึงไม่ใช้ถ้อยคำบรรยายภาพ ในฐานะที่ผมเป็นนักเขียน ผมเห็นจุดอ่อนของภาษาเพราะภาษาที่เราพูดกัน ณ ห้วงเวลานี้ หรือบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร มันเป็นแค่ความจริงเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งหมายถึงการย่อความจริงเอามาไว้ในเส้นสายที่เราตกลงกันว่าอันนี้แปลว่าสิ่งนี้ อันนี้แปลว่าสิ่งนั้น มันไม่ใช่ความจริงโดยตัวของมันเอง เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เราใช้ภาษา จึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะทำความจริงตกหายไปบางส่วน คนเขียนหนังสืออาจจะรู้ว่าความจริงทั้งหมดคืออะไร แต่คนอ่านจะไม่ได้ส่วนนั้น 
 
 
แน่นอน เราจำเป็นจะต้องใช้ภาษาสื่อสารกัน ไม่ใช้ก็ไม่ได้ แต่ต้องตระหนักว่ามันทำให้ความจริงตกหายไปบางส่วน เมื่อความจริงตกหายไปบางส่วน มันย่อมไม่สามารถอธิบายภาพแต่ละภาพได้ทั้งหมด ที่สำคัญภาพก็เป็นภาษาชนิดหนึ่งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้คำอธิบายเป็นลายลักษณ์อักษร นอกจากนี้ภาพถ่ายนิ่งๆ ในฐานะภาพสองมิติมันก็สะท้อนความจริงได้ไม่หมดอยู่แล้ว ถ้าเรายังจะเอาคำพูดมากำกับอีก ก็จะยิ่งปิดบังส่วนที่ภาพควรสะท้อนได้เอง นอกจากนี้การลื่นไหลของอารมณ์หรือการถ่ายทอดมันอาจจะสะดุดได้ ถ้าบรรยายมากเกินไป ยกเว้นคำที่เอามาประกอบภาพนั้นไม่ใช่นำมาบรรยายแต่เป็นการเสริมซึ่งกันและกัน อย่างเช่น เราอาจจะเอารูปกับบทกวีมาไว้ด้วยกัน คล้ายศิลปินสองท่านนำเครื่องดนตรีสองชิ้นที่ต่างกันมาเล่นเพลงเดียวกัน" 
 
หลายคนอาจเกิดคำถามว่าถ่ายภาพไปทำไม? อ.เสกสรรค์ ตอบว่า "ความจริงทุกวันนี้ผมไม่มีความคาดหวังอะไร ไม่ว่าเรื่องถ่ายภาพหรือเรื่องอื่น ผมคิดว่าอยู่อย่างมีความสุขน่าจะดีกว่าอยู่อย่างมีความหวัง กล่าวสำหรับการถ่ายภาพนอกจากผมจะมีความสุขตอนทำงานแล้ว ยังคิดว่าภาพพวกนี้บอกอะไรบางอย่างตอนที่ผมเห็นมัน ส่วนเมื่อผ่านสายตาของผู้ชมแล้วท่านจะเข้าใจตรงกับผมหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ผมไม่มีความคาดหวังหรืออยากคาดคั้นผู้ชมแบบว่า 'จงดูภาพนี้แล้วคุณจะบรรลุ และเดี๋ยวคุณจะรักเพื่อนมนุษย์มากกว่าเดิม' ผมไม่มีความคาดหวังแบบนั้นเลย เพราะความเข้าใจของแต่ละท่านย่อมอยู่เหนือการควบคุมใดๆ 
 
ผมรักงานถ่ายภาพเพราะมันเป็นความต้องการจากข้างใน บางทีมันอาจเป็นสิ่งชดเชยความใฝ่ฝันในวัยเยาว์ ที่เคยปรารถนาจะเป็นจิตรกร แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้เป็น" 
 
 
โดย : ขนนกนิรนาม : รายงาน 
Life Style : Read & Write 
วันที่ 8 มีนาคม 2553