Arabella Weir : ของขวัญล้ำค่าจากน้ำหนักตัว

นักเขียนชาวอังกฤษ ผู้ผ่านวิกฤติมายาคติของน้ำหนักมาได้อย่างอยู่รอดปลอดภัย เล่าเรื่องราวสภาวะผู้หญิงซึ่งถูกคาดหวังจากสังคม คนรอบข้าง ไว้ในงาน
ผู้หญิงโดยส่วนมากมักมีปัญหากับตัวเลขของน้ำหนัก หลายคนถึงขั้นเครียดและวิตกกังวลเป็นอย่างมาก กับขีดหรือตัวเลขที่ปรากฏหราเวลาขึ้นตาชั่ง และสำหรับ อราเบลลา เวียร์ (Arabella Weir) นักเขียนชาวอังกฤษ ผู้ผ่านวิกฤติมายาคติของน้ำหนักมาได้อย่างอยู่รอดปลอดภัย ได้บอกเล่าเรื่องราวสภาวะผู้หญิงซึ่งถูกคาดหวังจากสังคมและคนรอบข้างว่าต้องผอม รูปร่างดี เอาไว้ในงานเขียนประเภทสารคดี The Real Me Is Thin (ก่อนหน้านี้ เธอมีผลงานประเภทนวนิยายเรื่อง Does My Bum Look Big in This?, Onwards and Upwards, Stupid Cupid Mobile, Is It Just ME?)
อราเบลลาก็อยากผอม แต่ยังทำไม่ได้ดั่งใจ พอเริ่มโตเป็นสาวเธอจึงเข้าใจว่าความอ้วนเป็นภาวะของสภาพร่างกายที่ไม่พึงปรารถนา คนผอมเป็นที่หมายปองและมีคนตั้งตารอ แต่ความอ้วนเป็นสิ่งติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิด โดยมีน้ำหนักแรกเกิด 11 ปอนด์ครึ่ง (5.2 กิโลกรัม) หลังจากที่พ่อและแม่ได้ลูกชายมาเชยชมแล้ว 2 คน การได้ลูกสาวอย่างอราเบลลามาเป็นดอกไม้ของบ้าน ย่อมทำให้พ่อและแม่คาดหวังกับลูกสาวและไม่อยากให้มีรูปร่างตุ้ยนุ้ย แต่ด้วยน้ำหนักแรกเกิดขนาดนั้น พ่อและแม่ก็เริ่มทำใจแล้วว่าลูกสาวคงโตขึ้นพร้อมกับน้ำหนักที่เกินมาตรฐานเด็กผู้หญิงทั่วไป พออายุได้ 9 ขวบ รูปร่างของเธอก็เข้าข่ายคนเจ้าเนื้อ
"ฉันจำไม่ได้หรอกว่าตอนนั้นฉันกินมากหรือว่าออกกำลังกายน้อยไป ฉันหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้กับร่างกายที่เพิ่มขนาดขึ้น แต่ฉันรู้ว่าตัวเองเจ้าเนื้อกว่าเพื่อนและพี่น้อง และความเจ้าเนื้อทำให้พ่อแม่ของฉันเป็นห่วงมาก ฉันเคยบ่นกับพ่อว่าต้นขาของฉันเสียดสีกันจนเจ็บและแดง แล้วพ่อตอบกลับอย่างอ้อมๆ ว่า 'ก็อยู่ให้ห่างจากโต๊ะอาหารบ้างสิลูก' ตอนนั้นฉันยังเด็ก พอพ่อพูดแบบนี้ ฉันก็พาลซื่อและทำตามที่พ่อบอก"
เด็กหญิงอวบผู้นี้ยังมีประสบการณ์บนโต๊ะอาหารกับครอบครัวอยู่เป็นระยะ วันหนึ่งซึ่งเป็นเวลาอาหารเย็น ทำให้ได้รู้ว่าเหตุการณ์ของวันนั้น เป็นผลมาจากเรื่องน้ำหนักตัวของเธอ สมาชิกในบ้านพร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะอาหาร (ปกติแล้วครอบครัวของเธอแทบจะไม่รับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน ช่วงทศวรรษที่ 1960 ผู้ใหญ่จะแยกตัวรับประทานอาหาร ไม่ทานร่วมกับเด็ก อาหารต่างจากของเด็กและแน่นอนอาหารก็ต้องดีกว่าของเด็ก) อาหารเย็นวันนั้นเป็นมันฝรั่งบด ก่อนเริ่มรับประทานอาหาร พ่อของเธอลุกขึ้น และมองลูกสาวด้วยสายตาไม่ค่อยพอใจนัก พ่อพูดเสียงชัดเจนว่า "อราเบลลาไม่ต้องกินมันฝรั่งบด เพราะเธออ้วน"
วินาทีนั้น เด็กหญิงอราเบลลาเต็มไปด้วยความโกรธ ความโกรธเคืองที่เธอไม่เข้าใจว่าทำไมต้องถูกทำโทษกับการที่เธอควบคุมน้ำหนักไม่ได้ เพราะเธอก็รับประทานทุกอย่างอย่างที่พี่น้องของเธอได้รับ และมันไม่ใช่ความผิดที่รูปร่างต่างไปจากคนอื่น น้ำหนักที่มากเกินขนาดความไม่พึงพอใจของพ่อและแม่ เป็นสิ่งที่ลูกสาวคนนี้ไม่ได้ตั้งใจทำให้มันเกิดขึ้น ในขณะที่พี่ชายของอราเบลลาถือว่าเข้าขั้นอวบเหมือนเธอ แต่พ่อกลับบอกว่าสำหรับเด็กผู้ชายแล้ว มันไม่เหมือนกัน และไม่ใช่ปัญหา
พ่อและแม่ของอราเบลลามีการศึกษา (สูง) เป็นพวกหัวก้าวหน้า และแสดงความเห็นให้ลูกๆ ได้รับรู้ถึงค่านิยมในสังคม และแม่ของเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่มีอารมณ์ร่วมกับการเป็นแม่บ้าน ส่วนพ่อก็เป็นคนจัดการทุกอย่างในบ้าน โดยไม่ได้คาดหวังว่าผู้เป็นภรรยาต้องมาเติมเต็มในเรื่องนี้ ทั้งพ่อและแม่พูดเสียงดังฟังชัดว่า "เด็กผู้หญิงห้ามอ้วน เด็กผู้ชายไม่เป็นไร"
เมื่อลูกสาวร่างกายขยายใหญ่ผิดมาตรฐาน พ่อและแม่เลยต้องลงมือควบคุมอาหารและสอนเรื่องการลดน้ำหนัก รวมถึงการให้ลูกสาวออกกำลังกายมากขึ้น เพื่อไม่ให้พ่อและแม่ต้องหัวเสียและลูกสาวก็อยากให้พ่อและแม่เอ็นดู อราเบลลาจึงจำเป็นต้องลดน้ำหนัก แต่วิธีการต่างๆ ก็ไม่เป็นผล ต่อหน้าลูกสาวจะทำเป็นไม่หิว ไม่รับประทานอาหาร แต่เธอกลับไปแอบทานอาหาร การแสดงออกของทั้งสองปฏิกิริยาเป็นคู่ขนานที่ไปสอดรับกับสิ่งที่เธอรับประทานและความสามารถที่ทำให้ตัวเองเป็นคนโปรดของพ่อและแม่ เพราะตราบใดที่ต่อหน้า ลูกสาวเลี่ยงที่จะไม่รับประทานพุดดิ้ง มันฝรั่ง และบิสกิต พ่อและแม่ก็จะปลื้มและยินดีที่ลูกสาวปฏิบัติตาม และทำให้เธอรู้สึกว่าพ่อและแม่รักเธอมากขึ้นกว่าเดิม
แต่ถ้าเมื่อใดที่เธอแม้แต่จะหือและกล้าที่จะรับประทานของต้องห้ามต่อหน้าพ่อและแม่ สิ่งที่จะตามมาคือเสียงถอนหายใจ การทำตาประหลับประเหลือกหรือไม่ก็เสียงอันดัง พร้อมถ้อยคำว่า "ลูกตั้งใจกวนประสาทพ่อกับแม่ใช่ไหม?" หรือ "คิดบ้างไหมว่ามันทำให้อ้วนขึ้น?" ส่วนประโยคเด็ดของแม่ที่มักพูดกับลูกสาวหัวดื้อคือ "เห็นลูกกินแบบนี้ มันไม่ต่างจากมีมีดร้อนๆ ทิ่มเข้าไปในลูกตาของแม่!" ชีวิตของอราเบลลาและน้ำหนักตัวจึงเป็นเหมือนขั้วตรงข้ามของปฏิกิริยาที่จะได้รับ-การเป็นที่รักและการบังคับใจตัวเอง หรือในโลกแห่งความเป็นจริง ความผอมเป็นสิ่งที่ถูกแบ่งแยกออกมาอย่างชัดเจน
สิ่งที่อราเบลลาประสบในวัยเด็ก มีผลสะท้อนให้เห็นชัดเจนมากขึ้นในยุคนี้ สังคมให้รางวัลกับเด็กสาวที่ผอมมากกว่าสิ่งใดๆ ทั้งที่พวกเธอควรจะถูกพาไปรับประทานอาหาร ความกดดันในใจและกับดักที่พ่อและแม่ของเธอตกหลุมพราง (อราเบลลารู้ดีว่าพ่อและแม่รักเธอไม่ว่าจะน้ำหนักเท่าใดก็ตาม) ดังนั้น พอเธอมีลูกเอง จึงเลี่ยงที่จะไปจำกัดจำเขี่ยการรับประทานอาหารของลูกๆ และการทำแบบนี้ ทำให้ได้รู้ว่าการตามใจปากลูกแบบนั้นเป็นการวางทุ่นระเบิด และการควบคุมน้ำหนักหรืออาหารกับลูก ยากกว่าการเป็นพ่อและแม่ และจะยากเข้าไปอีกเมื่อครอบครัวนั้นมีลูกสาว และยากอย่างที่สุดเมื่อต้องวางแผนเพื่อเลี้ยงดูลูกไม่ให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน ต้องมีการทำตาราง การรับประทานของลูก หรือกังวลกับพฤติกรรมการกินของลูกเมื่อเขาอยู่นอกบ้าน อราเบลลาจึงเลือกให้ลูกรับประทานอาหารจำพวกผักในปริมาณที่มากกว่าอาหารที่จะไปสร้างน้ำหนักตัวให้กับลูก เพราะทุกวันนี้ประชากรโลกหลายล้านคนกำลังเผชิญปัญหากับโรคอ้วน
ดังนั้น การทานอย่างไรให้ถูกวิธี จึงเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติแต่ปฏิบัติตามได้ยาก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกอยากรับประทานช็อกโกแลตหรือบิสกิต ควรจะต้องมีการจำกัดปริมาณ ไม่ใช่ห้ามไม่ให้ทาน แต่อาจให้ทานได้ชิ้นหรือสองชิ้นไม่ใช่ทั้งกล่อง และผู้ปกครองควรปลูกฝังลูกๆ ว่าการผอมแบบหนังหุ้มกระดูกไม่มีเสน่ห์เท่าการเป็นคนที่มีสุขภาพดี ซึ่งเป็นสิ่งที่อราเบลลาต้องการปลูกฝังให้เกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่และรุ่นต่อๆ ไป เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้เข้าใจว่าความเสมอภาคของมนุษย์ไม่ได้วัดกันที่ขนาดของร่างกายและเพศที่เป็นอยู่
"ฉันมีลูกชายและลูกสาว เด็กผู้ชายกินเยอะกว่าเด็กผู้หญิง แต่พวกเค้าก็ยังไม่อ้วน ลูกชายวัย 11 ขวบของฉันไม่ได้คิดว่าการกินจะส่งผลต่อน้ำหนัก ถ้าเขาอยากกินอะไร เขาก็จะกิน อาหารจึงไม่ได้มีคุณค่าทางความรู้สึกกับเขา ส่วนลูกสาววัย 12 เอาแต่คิดเรื่องแฟชั่นเหมือนกับเด็กสาวรุ่นเดียวกัน เธอกินอาหารที่ดีและสุขภาพดี อาหารก็กินแบบที่น้องชายกิน แต่เธอจะกินน้อยกว่า ฉันและสามีไม่เคยปริปากบอกลูกว่าไม่ให้กินไอศกรีม ช็อกโกแลต บิสกิต เค้ก ถ้าพวกเขาอยากกินก็กินได้ แต่ทุกอย่างต้องกินอย่างพอดี ทุกอย่างต้องมีการจำกัดปริมาณ ยิ่งรู้จักกินก็ยิ่งดี
แต่ถ้าวันหนึ่งลูกของฉันเกิดน้ำหนักตัวมากเกินขนาดขึ้นมา อันดับแรกเลย ฉันต้องย้อนมองดูประสบการณ์ของฉันก่อนจะทำการรับมือกับปัญหาน้ำหนักตัวของลูกๆ ในเมื่อการกินอาหารที่บ้านอยู่ในสายตาฉันตลอด ถ้าอย่างนั้นเป็นไปได้ที่ลูกๆ มีพฤติกรรมการกินอาหารนอกบ้านที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ลูกๆ อาจทานมันฝรั่งกับเพื่อนๆ ระหว่างเดินทางจากโรงเรียนกลับบ้าน พ่อและแม่ที่รักลูกไม่ควรจะใส่อารมณ์กับอาหารที่ลูกกิน เราควรปล่อยให้ลูกได้ลองและทำผิดบ้าง เพื่อให้พวกเขาได้เรียนรู้ แต่ฉันก็ไม่ได้บอกว่าวิธีนี้ถูกต้องนะ ฉันไม่อยากให้พ่อและแม่รู้สึกกับฉันว่าการเอ็นดูลูกขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว มันก็ไม่ง่ายเลยนะ ที่ฉันต้องทนดูลูกกินจนเผละ แต่ฉันก็เชื่อมั่นว่าลูกจะหาวิธีรับมือจัดการกับการเป็นคนที่มีน้ำหนักปกติและสุขภาพแข็งแรง
เมื่ออยู่ต่อหน้าอาหารอย่าไปคิดว่าอาหารจะพอกินไหม และไม่ต้องไปกังวล ถ้าใครจะตัดสินในสิ่งที่คุณกินและปริมาณที่คุณกินเข้าไป ทำตัวให้สนุกและมีความสุขกับการกิน และปล่อยตัวเองให้ได้กินในสิ่งที่อยาก เพราะการทำแบบนี้เป็นของขวัญที่สุดวิเศษ และสำหรับของขวัญอันล้ำค่านั้น อันดับแรกเลย ใครสักคนต้องเป็นคนหยิบยื่นของขวัญชิ้นนั้นให้กับคุณ"
ณ วันนี้ อราเบลลา เวียร์ คงรู้แล้วว่าของขวัญบนโต๊ะอาหารที่พ่อและแม่หยิบยื่นให้กับเธอเป็นประสบการณ์ทั้งรักและไม่น่าเอ็นดู คือ ของขวัญล้ำค่าชิ้นแรกที่ได้รับมา และกลายเป็นผลงานเขียนเล่มล่าสุดของเธอ 0
ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก http://www.bangkokbiznews.com

