Alexandra Harris เจ้าของ Guardian First Book Awards 2010

อาจารย์สอนด้านวรรณกรรม ประจำมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล วัย 29 ปี เป็นผู้ได้รับ Guardian First Book Award
Guardian First Book Award ซึ่งเพิ่งมีการใช้ชื่อรางวัลเช่นนี้เมื่อปี 1999 ก่อนหน้านั้นมีการใช้ชื่อรางวัลว่า Guardian Fiction Prize หรือ Guardian Fiction Award ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 1965 เพื่อมอบรางวัลเป็นเกียรติแก่นักเขียนที่มีผลงานประเภทนวนิยายและสารคดี โดยผลงานที่จะส่งเข้าร่วมชิงชัยต้องเป็นงานเขียนของนักเขียนอังกฤษหรือนักเขียนที่พำนักอยู่ในประเทศเครือจักรภพ ซึ่งมีผลงานตีพิมพ์ในสหราชอาณาจักร ทุกปีจะมีการประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบสุดท้ายในเดือนพฤศจิกายน และผู้ได้รับรางวัลประกาศในเดือนธันวาคม และเงินรางวัลสำหรับนักเขียนที่ผลงานชนะเลิศ จำนวน 10,000 ปอนด์
นักเขียนคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้คือ Clive Barry จากผลงานเรื่อง Crumb Borne สำหรับในปี 2010 นักเขียนที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายประกอบไปด้วย Nadifa Mohamed ผลงานเรื่อง Black Mamba Boy (นวนิยาย), Ned Beauman ผลงานเรื่อง Boxer, Beetle (นวนิยาย), Maile Chapman ผลงานเรื่อง Your Presence is Requested at Suvanto (นวนิยาย), Kathryn Schulz ผลงานเรื่อง In Being Wrong : Adventures in the Margin of Error (สารคดี) และ Alexandra Harris ผลงานเรื่อง Romantic Moderns : English Writers, Artists and the Imagination from Virginia Woolf to John Piper (สารคดี)
ปี 2010 อเล็กซานดรา แฮร์ริส (Alexandra Harris) อาจารย์สอนด้านวรรณกรรม ประจำมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล วัย 29 ปี เป็นผู้ได้รับ Guardian First Book Award จากผลงานเรื่อง Romantic Moderns : English Writers, Artists and the Imagination from Virginia Woolf to John Piper ที่ว่าด้วยเรื่องความเป็นอังกฤษและศิลปะในช่วงกลางศตวรรษที่ 20
กรรมการตัดสินรางวัลพูดถึงงานเขียนสารคดีเล่มนี้ว่า “งานเขียนเล่มนี้ทำให้เห็นว่าการศึกษาในระดับสูงมีผลต่อวรรณกรรมและวัฒนธรรม และยังทำให้นักคิดหนุ่มสาวทั้งหลาย ได้มีเวลาและพื้นที่ในการคิดค้น พัฒนางานเขียนในรูปแบบนี้ งานเขียนสารคดีชิ้นนี้ หยิบเรื่องวัฒนธรรม สังคม วรรณกรรม และศิลปะมารองรับกัน ผสานอย่างลงตัว”
อเล็กซานดราเกิดเมื่อปี 1981 เติบโตมาใน West Sussex สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีภาษาอังกฤษที่ Christ Church, Oxford จากนั้นย้ายมาอยู่ในลอนดอน ทำงานฝ่ายศิลป์ให้กับ British Art Department ที่ Christie’s ทำให้รู้จักวิธีการต่อรองขายภาพวาดศิลปะ และสนใจด้านศิลปะอย่างเป็นจริงเป็นจัง จากนั้นจึงมาศึกษาปริญญาโทด้านศิลปะยุโรปสมัยใหม่ ที่ Courtauld Institute ทำให้เธอมีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปในเยอรมนี อิตาลี สเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส เลือกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับอังกฤษ เป็นจุดที่ทำให้สนใจความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะอังกฤษยุคโรแมนติก และนวนิยายยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเขียนของเวอร์จิเนีย วูลฟ์ ที่เป็นงานเขียนที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก และผลงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกที่เขียนชื่อ Romantic Moderns
0 ทำไมคุณถึงตัดสินใจเขียนเรื่องนี้?
อันดับแรกเลยเพราะฉันชอบเวอร์จิเนีย วูลฟ์ ฉันเขียนบทความที่ดูบ้าบอเกี่ยวกับตัวเธอ ตอนอยู่มหาวิทยาลัย อีกเรื่องฉันเสพติดการวาดภาพมาก จึงต่อปริญญาโทด้านศิลปะยุโรปยุคใหม่ มีงานนิทรรศการชิ้นเยี่ยมมากมายจัดแสดงเป็นชุดในลอนดอน ที่เกี่ยวกับการทำงานของศิลปินชาวอังกฤษ อย่าง จอห์น ไปเปอร์ (John Piper), พอล นาช (Paul Nash) และ อีริค ราวิเลียส (Eric Ravilious) ซึ่งฉันมารู้ว่าเป็นช่วงหลังจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดสัจจะในงานศิลปะของอังกฤษ
0 ความพยายามแรกของคุณในการเขียนหนังสือเป็นอย่างไร?
มันไม่หมูเลยค่ะ หนักหนาสาหัสเลยทีเดียว แต่ฉันก็ผ่านมันไปได้ ด้วยการพยายามทำให้เรื่องที่เขียนออกมา ลดสั้นลงไปเรื่อยๆ ฉันเขียนบทความเกี่ยวกับการฟื้นฟูของสมัยใหม่ จากมุมมองของจอห์น เซลล์ คอทแมน จบไปแล้ว และอีกบทความเป็นเรื่องรสนิยมของสมัยวิคตอเรีย และฉันยังเป็นบรรณาธิการร่วมในหนังสือชุดรวมบทความที่ชื่อว่า Modernism on Sea จากประสบการณ์ตรงนี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมายที่เกี่ยวโยงกัน น่าเสียดายก็ตรงที่ไม่มีนำเสนอผลงานจาก Tudor Trilogy แม้แต่ผลงานเดียว เรื่องนี้ฉันเขียนตอนเรียนอยู่มัธยมต้นเลยนะ
0 อันไหนที่มาก่อนใครเพื่อน?
ฉันต้องทำวิทยานิพนธ์สำหรับปริญญาเอกไงหล่ะ! หมายความว่าฉันต้องทำการวิพากษ์เรื่องราวของเวอร์จิเนีย วูลฟ์ และเมื่อคิดประเด็นเรื่องนี้ มันก็แตกแขนงเป็นงานชิ้นใหญ่โตมหึมาขึ้นเรื่อยๆ ฉันจึงต้องมานั่งคิด ทำการเปรียบเทียบกับตัวงานของ John Betjeman หลายเล่ม, ม้าของ Evelyn Waugh และความนอกรีตของ Edith Sitwell และงานของ EM Forster ฉันหยุดไม่ได้ และต้องทำการเขียนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้มันออกมาเป็นหนังสือที่อ่านรู้เรื่อง
0 แล้วอะไรที่ยากที่สุด?
ทุกเรื่องที่ฉันอยากจะพูดถึง ดูเหมือนว่ามันมีการทำและเขียนไปแล้ว ฉันเปลี่ยนประเด็นที่จะเขียนไปมา ไม่หยุดไม่หย่อน เพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกมีความสัมพันธ์กัน
0 คุณทำอย่างไรในการค้นคว้าเพื่อเขียนหนังสือ?
ตอนที่ฉันเคยเป็นนักเรียน ฉันมีความสามารถในการอ่าน 10-12 ชั่วโมงต่อวัน แล้วจากนั้นก็จะนำเรื่องที่ได้อ่านนั้น มาพูดในตอนเย็น (ฉันพูดถึงเรื่องนี้เหมือนคนรำลึกถึงความหลัง เพราะฉันรู้ว่าฉันทำแบบนั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว และไม่มีนักเรียนคนไหนทำแบบนี้ได้) และแน่นอนค่ะ ถ้าคุณปรารถนาสิ่งใด แล้วเอาแต่นั่งนิ่ง สวดขอพร จะมีหนังสือสักเล่มจากปลายปากกาของคุณพิมพ์ออกมาไหม
เมื่อตอนที่ฉันเจ็บตา ฉันก็ยังไม่หยุดแสวงหาความสวยงาม ด้วยการออกเดินทางไปวิจัย โดยการเดินด้วยเท้าไปตามเส้นทางที่เวอร์จิเนีย วูลฟ์ เคยไปมาก่อน แต่ฉันไม่จำเป็นต้องเดินไปไกลขนาดนั้น ทุกสิ่งที่อยู่รายล้อมตัวฉัน ดูเหมือนว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันกับสิ่งที่ฉันคิด มันไปด้วยกันได้ ถนนทุกสาย โบสถ์ทุกโบสถ์ ตัวอักษรตามป้าย ทุกสิ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่ฉันเขียน
0 อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกปลื้ม?
ก็เรื่องที่ฉันทำวิทยานิพนธ์นี่แหละค่ะ และเมื่อเขียนออกมาเป็นงานวิชาการ แล้วก็มีคนต้องการอยากจะอ่าน ถ้าฉันประสบความสำเร็จกับสิ่งที่ฉันต้องการสื่อออกไปในประเด็นที่ฉันทำอยู่ เท่านี้ ถือว่าเต็มตื้นสำหรับฉันแล้วค่ะ
0 แล้วสิ่งต่อไปที่คุณจะทำต่างไปหรือดีกว่าครั้งนี้ คุณอยากทำอะไร?
โอ้ มากมายเหลือเกินค่ะ ฉันคิดว่าหนังสือมันอ่านยากไปหน่อยนะ อาจสร้างความสับสน แต่ทุกสิ่งที่อยู่ในหนังสือ ฉันเขียนออกมา ถ่ายทอดออกมา ต่างก็มีเหตุและผล ที่มาที่ไป (และฉันต้องตัดคำออกไปตั้งหลายพันคำ) แต่เพราะฉันอยู่ใกล้กับสิ่งที่ต้องเขียน และพยายามตอบรับกับทุกรูปแบบการวิพากษ์วิจารณ์ บางความคิดมันจึงไถลไปสุดขีด แต่รับประกันนะคะ ว่าหนังสือเล่มหน้าต้องไม่มีที่ติ
0 ใครคือต้นแบบงานเขียนของคุณ?
ฉันก็เป็นต้นแบบของตัวฉันเอง และฉันยังมีอีกหลายร้อยคนที่ฉันชื่นชอบ เพราะฉันเป็นพวกเปิดรับอิทธิพลจากทุกรูปแบบ มันจำเป็นที่ต้องเปิดรับ เพราะมันจะทำให้ฉันมีวิธีการทำงานที่หลากหลายและแตกต่าง มีหนังสืออยู่ 4 เล่มค่ะ ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานเสมอ ในเวลาที่ฉันเขียนหนังสือ ทั้ง 4 เล่มที่ว่าคือ Modern Times, Modern Places ของ Peter Conrad, Virginia Woolf ของ Hermione Lee, Landscape & Memory ของ Simon Schama และ Hogarth ของ Jenny Uglow หนังสือเหล่านี้เป็นครูที่บ่มสอนฉัน ว่าสารคดีทำอะไรได้บ้าง ฉันยังอ่านหนังสือของเพื่อนๆ ด้วยความภาคภูมิใจและตื่นเต้น เพราะผลงานของเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน ทำให้ฉันรู้จัก ว่างานเขียนร่วมสมัยเป็นเช่นไร และช่วยให้ฉันรู้ว่างานชิ้นต่อไปต้องเขียนสารคดีนะ
และฉันดีใจที่นักเรียนของฉันที่มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ต่างก็มีความใฝ่ฝันไม่ต่างจากฉันในการทำงานเขียน 0
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ