Happy Reading โดย มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน

หนังสือทำมือก็ควรมีบรรณาธิการ

 

 
                    พิณประภา ขันธวุธ เป็นชื่อ-สกุลจริงของนักเขียนสาวที่มีอีกนามปากกาว่า สายลมอิสระ  อาจจะเป็นนามปากกาสองนามปากกาที่คุ้นหูมากที่สุดของเธอ   พิณประภา ขันธวุธ เป็นนักเขียนที่มุ่งมั่นอยู่กับตัวหนังสือมาหลายปี  ความตั้งใจของเธอคือการได้เผยแพร่และทำในสิ่งที่ตนเองรัก   หากนับรวมถึงหนังสือทำมือด้วยแล้วเธอมีผลงานที่เผยแพร่แล้วกว่า 10 เล่ม
ก่อนหน้าที่บันฑิตสาว คณะมนุษยศาสตร์ เอก ภาษาไทย จากรั้วพ่อขุนอย่าง พิณประภา ขันธวุธ จะหันมาสนใจหนังสือนั้นเธอเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยที่ร่าเริงสดใสตามวัยหาได้ไม่อะไรบ่งชี้ได้ไหมว่าในอนาคตเธอจะมาจมอยู่ในบ่อน้ำหมึก   ทุกวันนี้ พิณประภา ยังคงสานฝันของเธอต่อไปอย่างเงียบๆ  ในงานเขียนหลากแนวในหลายๆนามปากกา   และปัจจุบันเธอเป็นหนึ่งในกองบรรณาธิการนิตยสารไอน้ำ  นิตยสารวัยรุ่นที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้
 
                “ก่อนที่จะหันมาเขียนหนังสือก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงอายุสิบสองขวบที่แก่แดดแก่ลม (หัวเราะ)ไม่คิดสิ่งเหล่านั้นมันเป็นจุดเริ่มต้นเขียนหนังสือในทุกวันนี้…ไม่มีอะไรเป็นพิเศษค่ะ
          แต่ยอมรับว่าชีวิตในช่วงวัยเด็ก มีผลอย่างมากในการที่ทำให้หันมาสู่การเขียน พูดได้แบบไม่อายว่าครอบครัวไม่ได้สมบูรณ์อะไร พ่อแม่ทำงานโรงงาน หาเช้ากินค่ำ ตอนเด็กๆ จำได้ว่า ป.4 ก็ช่วยที่บ้านหาเงินแล้ว  ถ้าถามว่าลำบากไหม? ก็บอกไม่ถูกนะ อาจเพราะเป็นเด็ก เราไม่ค่อยรู้เรื่องราวของผู้ใหญ่เท่าไหร่   ตอน ป.5 เริ่มอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นตาหวาน พอดีที่รร.เขาจะจัดเวรให้ทำความสะอาดห้องสมุด  เราก็ชอบเพราะไม่ต้องเข้าแถวหน้าเสาธงตอนเช้า (หัวเราะ) แต่พอพลิกอ่านพวกหนังสือภาพสวยๆ แล้วก็ชอบก็เลยเริ่มอ่านหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือเรียน  ตอนนั้นติดการ์ตูนญี่ปุ่นไง  พออ่านมากๆเข้า เราก็เริ่มคิดไม่เหมือนกับในหนังสือ เราอยากให้ตอนจบเป็นอีกแบบหนึ่งหรืออยากให้พระเอกทำอย่างนั้น นางเอกทำอย่างนี้ ก็เลยเขียนเองเลย 
คือ…เริ่มแรกเนี้ย…อยากวาดการ์ตูนญี่ปุ่นมากกว่า…แต่พยายามแล้ว วาดยังไงก็ไม่เหมือนกันเลย   หน้าตามือไม้ไม่ได้เลย  ก็เลยมาเขียนเป็นเรื่องแทน  เขียนใส่สมุดด้วยลายมือ แล้วก็ให้เพื่อนที่ห้องอ่าน  เราก็เอาชื่อเพื่อนหรือดาราที่เราปลื้มมาเขียนเป็นพระเอก แล้วเราก็เป็นนางเอกเสียเอง  บอกแล้วไง…ว่ามันออกแนวแก่แดดแก่ลมตั้งแต่เด็ก  คนอื่นอาจจะเริ่มจากนิทานของเราเริ่มจากเรื่องรักหวานแหววเลย”
 
–   เป้าหมายของการเขียนหนังสือของพิณประภา ขันธวุธ
ไม่รู้เรียกว่าเป้าหมายของการเขียนหนังสือหรือเปล่า  แต่ที่เริ่มเขียนหนังสือจริงๆจังๆ ตอนนั้น…จบม.3แล้วไม่ได้เรียนต่อเพราะที่บ้านมีปัญหา ต้องออกมาทำงานช่วยครอบครัว แต่ช่วงนั้นมันเหมือน…เรากำลังหาอะไรสักอย่างเป็นตัวยึด  แล้วก็บังเอิญว่าความอยากเป็นนักวาดการ์ตูนแต่วาดรูปไม่เป็นมันยังคงมีอยู่ แล้วช่วงนั้น แม่เริ่มบ่นเรื่องเราอ่านการ์ตูนเยอะมาก เป็นพันๆเล่ม พอแม่ไม่ให้อ่านการ์ตูน  ก็ไม่รู้จะอ่านอะไร  แม่เลยเอาขวัญเรือนมาให้ คงคิดว่าตัวหนังสือเยอะดีกว่าการ์ตูนเพราะแม่อ่านหนังสือไม่ออก พออ่านดูมีคอลัมน์เรื่องสั้น อะไรพวกนี้ อ่านๆดูก็คิดในใจว่า เฮ้ย!แค่นี้เราก็เขียนได้  ก็เลยเขียนส่งมั้ง ปรากฏว่าไม่ผ่านคะ  มันก็เลยเป็นแรงกระตุ้นให้เขียนอีกๆ อยากผ่าน  แล้วช่วงนั้นก็เริ่มอ่านหนังสือนิยายเล่มอื่นแล้ว เริ่มจากประภัสสร เสวิกุล  อ่านที่เป็นรวมเรื่องสั้นเวลาที่ดูท้ายเรื่อง ว่าเรื่องสั้นเรื่องนี่เคยลงที่นิตยสารเล่มไหน  เราก็จะไปสืบเสาะมาดู ว่าเขามีสนามเรื่องสั้นหรือเปล่า   เราก็เขียนใส่กระดาษติดฝาผนังห้องไว้  เหมือนตั้งเป้าไว้ว่า  “ฉันจะต้องผ่านที่นี่ให้ได้”อาจเป็นเพราะเราไม่ได้เรียนหนังสือ ในโรงเรียน เพราะต่อมาเรียน กศน.  เลยรู้สึกว่า…การส่งเรื่องสั้นแต่ละครั้งแต่ละสนามเรากำลังทำการบ้าน  แล้วบก.แต่ละท่านก็เป็นเหมือนครู-อาจารย์ที่จะให้เราพัฒนาตัวเองไปด้วย  เวลาที่เขียนงานแต่ละชิ้นจะมีวัตถุประสงค์ในการเขียนต่างกันไป  พยายามทำให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้นะค่ะ  
 
–  มีนามปากกากี่นามปากกาแต่ละนามปากกาใช้แตกต่างกันไหม
ก็…หลายนามปากกาอยู่ แต่ละนามแฝงก็ใช้แต่ละงานเขียนแยกประเภทกันไป    มันเหมือนเป็นเสื้อผ้าที่เราสวมใส่แสดงคาเรตเตอร์ของมันออกมา  คนอื่นเขาเรียกสวมหมวกหลายใบ  การใช้นามปากกาหนึ่งกับงานเขียนประเภทหนึ่งทำให้งานเขียนออกมาค่อนข้างชัดเจนและไม่หลงทิศหลงทาง   ตอนนี้ที่เห็นชัดก็สองนามปากกา ชื่อแรกเป็นชื่อจริง พิณประภา  ขันธวุธ ที่ใช้ในงานเขียนวรรณกรรม  ส่วนอีกชื่อหนึ่งสายลมอิสระเป็นงานเขียนแนววัยรุ่นคะ
 
–  เคยได้รางวัลอะไรมาบ้าง
  เรื่องงานประกวดเป็นอิทธิพล ตอนที่เริ่มเขียนหนังสือจริงจังใหม่ๆ คือช่วงที่ไม่ได้เรียนในโรงเรียน แล้วรู้สึกน้อยใจว่าทำไมเวลาส่งงานประกวด เราต้องส่งประเภทประชาชนทั่วไปทั้งๆที่อายุเราก็เด็กมัธยม(หัวเราะ) ก็เลยตะบี้ตะบันส่ง ได้บ้างไม่ได้บ้าง ถือว่าหาประสบการณ์    รางวัลแรกก็ ๒๕๓๙     รางวัลนิทานมูลนิธิเด็ก “เด็กชายบนรถเข็นกับพู่กันของภูตสีเขียว”  ล่าสุดก็ “ เจ็บให้เข้าใจ”  รางวัลชมเชยประเภทวรรณกรรมเยาชนIndy Bookครั้งที่ 4 (หนังสือทำมือ) 
 
–  เริ่มมาทำหนังสือทำมือได้อย่างไร
เริ่มทำหนังสือทำมือเมื่อประมาณกลางปีพ.ศ.2544 เป็นช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตกสำนักพิมพ์ไม่สามารถตีพิมพ์งานของนักเขียนใหม่ๆได้  จึงได้นำเอาต้นฉบับมาทำเป็นหนังสือทำมือเพื่อเผยแพร่ผลงาน   หนังสือทำมือเล่มแรก “เธอคือลมหายใจของความรัก” รวมบทกลอน (กันยายน2544)    เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
 
–  ทิศทางของหนังสือทำมือ
ตอบยากจัง…(ยิ้ม)  เริ่มมองไม่เห็นทั้งทิศทั้งทาง (หัวเราะ)   มันเหมือนมันถึงจุดอิ่มตัวของหนังสือทำมือแล้ว และทุกวันนี้สนพ.ก็มากขึ้น แต่ในทางตรงข้าม ต้นฉบับที่สนพ.ต้องการเป็นงานตลาด   ต้นฉบับประเภทวรรณกรรมสร้างสรรค์(เพื่อชีวิต) ที่ทางของมันกลับลดน้อยลง  หนังสือทำมือยังเป็นทางเลือกหนึ่งของนักเขียนที่ต้องการเผื่อแพร่งานเพียงแต่รูปแบบการผลิตอาจเปลี่ยนไป  จากที่เคยถ่ายเอกสารทำเอง  ก็มีร้านที่รับทำหนังสือจำนวนน้อย ทำปกเข้าเล่มได้สวยเหมือนออกมาจากโรงพิมพ์ มันกำลังเข้าสู่ยุค  PRINT ON  DEMAND แทนหนังสือทำมือแบบเดิม
 
–  ปัจจุบันนี้เขียนอะไรอยู่บ้าง
เขียนตามใจค่ะ กับเขียนตามสั่งค่ะ  ก็มันต้องทำเพื่อปากท้องนี่ค่ะ
 
–  ถนัดเขียนงานแนวไหนเป็นพิเศษไหมครับ
ไม่มีค่ะ รู้สึกว่าตัวเองยังเขียนไม่มากเท่าไหร่  และยังมีอีกหลายแนวที่ยังไม่ได้ลองเขียนเลยไม่รู้ว่าตัวเองถนัดแนวไหน  แต่เท่าที่เขียนมา ก็ไม่เห็นมีแนวไหนง่ายเลย แหะๆ
 
–  การทำงานประจำมีผลกระทบต่อการเขียนของตัวเองไหม
มีค่ะ…แต่อาจเป็นผลกระทบในแง่ดีมากกว่า  เพราะที่ผ่านมา  เราเขียนหนังสือได้เพราะแรงกระทบจากสังคม จากสิ่งรอบข้าง  อาจเป็นเพราะเราทำงานโรงงาน จึงได้เห็นวิถีชีวิตจริงๆ สิ่งทีเป็นไปในสังคมหลายระดับแล้วมันเกิดแรงกดดันภายในจนกลายเป็นงานเขียนได้   เคยคิดเหมือนกันว่า…ถ้าเราตื่นเช้ามาแล้วนั่งหน้าคอมพ์เขียนหนังสือเลย จะเขียนออกไหม  เพราะทุกวันนี้ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวในสังคมที่มากระทบความรู้สึกจนกลั่นเป็นงานเขียนหนึ่งชิ้นค่ะ
 
–  หนังสือทำมือบางคนทำเพราะอยากเขียนอยากระบายความรู้สึกออกมา เราเองทำออกมาเพื่อคนเขียนหรือคนอ่าน  แล้วคิดว่าคนอ่านจะได้อะไรกลับมาบ้างเมื่อได้อ่านหนังสือทำมือของเรา
ครั้งแรกที่ทำหนังสือทำมือ-ทำเพราะต้องการตอบสนองตัวเองมากกว่า  ต้องการนำเสนอ  แต่ทุกวันนี้เรายังรู้สึกอยู่ว่า การตลาดมันยังมีผลต่อตัวหนังสืออยู่  สิ่งที่เราทำก็เพียงเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งให้คนอ่าน  ถามว่าหนังสือทำมือยังต้องพึ่งเรื่องการตลาดเพื่อให้มันอยู่รอดไหม  คำตอบมันก็คือ ใช่  แต่มันก็เหมือนกับว่า…ถ้าเปรียบมันเป็นขนม เราก็อยากเสนอขนมอีกรสชาติหนึ่งที่ห่อมันอาจไม่สวยเท่าไหร่  แต่คุณภาพเราก็เชื่อว่ามันไม่ด้อยกว่าเจ้าอื่น  (หัวเราะ)  แค่คนอ่านได้ลองชิมรสชาติที่แตกต่างบางก็พอแล้วคะ
 
–  มองมาตรฐานของหนังสือทำมือในปัจจุบันเป็นอย่างไร และแตกต่างกับยุคแรกๆ ไหม
รูปเล่มการจัดทำสวยขึ้นอาจเพราะมีระบบคอมพิวเตอร์หรือร้านถ่ายเอกสารเข้ามาช่วยตรงนี้ได้เยอะมาก  แต่คุณภาพงานเขียนและความรับผิดชอบมันต่างกันมาก  ยุคแรกๆที่นักเขียนทำเพื่อนำเสนอ มันเหมือนเกิดจากภาวะกดดันของแวดวงในช่วงนั้นที่การตลาดมันบีบให้ที่ทางของหนังสือวรรณกรรมสร้างสรรค์(เพื่อชีวิต)ลดน้อยลง   แต่ปัจจุบัน หนังสือทำมือมันเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของนักอยากเขียน  เขาอาจเริ่มจากจุดนี้เพื่อค้นหาตัวเองก่อนที่จะก้าวต่อไปในทิศทางที่ตัวเองมั่นใจ  มันเป็นเรื่องของคนที่อยากทำก็ทำ…เขาอาจจะไม่ได้คิดถึงสังคมอะไรมากมายนัก  อารมณ์พวก ปัจเจกชนทั้งหลาย   อันนี้เราอาจคิดผิดไปคนเดียวก็ได้
 
–  การทำมือกับระบบบรรณาธิการ
เราเป็นคนที่เคารพระบบบรรณาธิการมาตลอด  ไม่ใช่ทำหนังสือทำมือเพราะแอนตี้ระบบบรรณาธิการ เพราะอย่างที่บอกว่าเราเริ่มเขียนเขียนหนังสือครั้งแรก บก.ก็เปรียบเสมือนครู-อาจารย์ที่สั่งสอนเรา  อาจเป็นเพราะว่า…ช่วงที่เริ่มเขียนหนังสือนั้น  เวลาส่งต้นฉบับไป ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่บก.จะคอมเมนท์งานให้ตลอด  ทำให้รู้สึกดีๆ   ต่อให้เป็นแค่หนังสือทำมือก็ควรมีบรรณาธิการ มันก็เหมือนเราทำกับข้าวทำกินเองไม่รู้หรอกว่าอร่อยไหม ต้องมีคนช่วยชิมช่วยติ เพื่อพัฒนาต่อไป
 
–   มีผลงานรวมเล่มแล้วอะไรบ้าง
ตั้งแต่เริ่มเขียนหนังสือมาเลยนะค่ะ  มีรวมเล่มเดี่ยวๆอยู่สี่เล่ม เป็นงานแนววัยรุ่นในนามปากกาสายลมอิสระ ล่าสุดรวมเรื่องสั้น รักเทคเดียวไม่มีคัท โดยมีบรรณาธิการใจดีของสำนักพิมพ์นกฮูกให้โอกาส ปั้นตัวหนังสือเป็นรูปเล่มแล้วก็ สตาร์ทรักที่หัวใจ สำนักพิมพ์ บงกช ที่ออกไป ก็มี หนังสือทำมือนี่ประมาณสิบเล่มได้ (หัวเราะ)  ส่วนงานวรรณกรรมหนักๆก็ยังหาที่พิมพ์อยู่  ถ้าหาไม่ได้คงเอาเงินจากค่าต้นฉบับวัยรุ่นมาพิมพ์เองแล้วค่ะ (ยิ้ม)
 
–  คิดว่านักเขียนใหม่กับการเผยแพร่ผลงานทางหน้านิตยสารจำเป็นแค่ไหน
ถ้าเอาประสบการณ์ตัวเองมาตอบก็ต้องบอกว่าใช่  มันเป็นสนามที่มีไว้ทดสอบตัวเอง ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ระยะเวลา การรอคอย การพลาดหวัง การสมหวัง มันไม่ใช่แค่การส่งต้นฉบับไปให้พิจารณา มันมีอะไรมากมายในขณะที่ส่งงาน  การที่นักเขียนได้เผชิญความรู้สึกช่วงเวลาเช่นนี้มันน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับคำว่า “นักเขียน” จริงๆก็ได้นะ
 
–  อินเตอร์เนตกับหนังสือทำมือมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ถ้าในแง่ของการเผยแพร่ มันก็เหมือนเป็นช่องทางหนึ่งในการนำเสนองาน ซึ่งไม่ต่างกัน  เพียงแต่หนังสือทำมือมันต้องลงทุนทำเป็นเล่ม ไปเร่ขาย(ฝัน) ซึ่งความเจ็บปวดมันมีมากกว่า  มันอาจจะขายไม่ได้เลย  ไม่มีคนหยิบเลย ซึ่งมันเหมือนเป็นด่านทดสอบใจนักเขียนอย่างหนึ่ง ในขณะเดียวกัน อินเตอร์เนทเองก็อาจไม่มีคนเข้ามาคอมเม้นท์เลยก็ได้   แต่การได้เผยแพร่งานทางอินเตอร์เนท คนอ่านได้เยอะกว่า…ลงทุนน้อยกว่า  แต่การใช้ภาษาที่เหมาะสมกับงานเขียน หรือการนำเสนอ  ถ้าเอาเข้าจริงๆรูปแบบหนังสือทำมือมันจะได้เปรียบกว่าในเรื่องนี้
 
–  ประเด็นเรื่องการลอกเลียนผลงานมีความเห็นกับตรงนี้อย่างไร
เรากำลังเบี่ยงแบนประเด็นหรือตีความหมายกันผิดมากขึ้น เหมือนกับตีความเข้าข้างตัวเอง ทั้งที่ความหมายของคำว่าลอก,ลอกเลียน ,ดัดแปลง,และแรงบันดาลใจ  มันต่างกันลิบลับ เคยเจอเด็กคนหนึ่งพูดประมาณว่า…งานเขียนก็เป็นการลอกเลียนอย่างหนึ่ง  เรื่องที่เขาเขียนมันลอกเลียนการดำเนินชีวิตจริงของคนทั่วไป  คือ…จะบอกเขาว่า…สิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้องนั้นมันผิดเพราะว่า สิ่งที่เขาคิดอยู่มันคือ แรงบันดาลใจ  เขาตีความหมายมันผิดแม้จะ “ใช่”ที่ลอกเลียนชีวิตจริง  แต่ในความหมายที่เขานำเสนอมันเรียกว่าแรงบันดาลใจ   ตัวเราเองเริ่มเขียนหนังสือครั้งแรกสมัยเด็กๆ(ประถม) ก็ลอกการ์ตูนญี่ปุ่นมาเปลี่ยนชื่อไทยเฉยๆ  แต่เราก็พัฒนามาเป็นตัวของตัวเองได้   เดี๋ยวนี้นักเขียนใหม่เกิดง่ายโดยเฉพาะนักเขียนที่เกิดตามเวบไซด์ต่างๆ  เขาอาจจะประทับใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากจนเอามาเขียนในงานนิยายของตัวเองแบบไม่รู้ตัว  แล้วพอคนที่เข้ามาอ่านไม่มีวิจารณญาณมากพอ มาชื่นชม มากๆ แต่ขาดการติ-ติงก็คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นถูกต้องแล้ว   มันจะกลายเป็นโรคระบาดในกลุ่มนักเขียนเลือดใหม่เข้าไปแล้ว
 
–  ฝากถึงคนที่อยากเป็นนักเขียน
 
อยากเป็นนักเขียนก็ต้องลงมือเขียน  นั่งคิดนอนฝันเฉยๆไม่ได้เป็นแน่  ต้องลงมือ และรักมันจริงๆจังๆค่ะ
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆ : http://www.praphansarn.com