ร้านประตูสีฟ้า

เพื่อนจ้ะ
จำได้ไหม? เราเคยนัดกัน ณ ร้านที่ติดภาพบนผนังมากที่สุด ร้านที่มี (กรอบ)ประตูสีฟ้า…
ก่อนจะเดินเข้าไปในร้าน จะเห็นเวิ้งร่มรื่นที่เป็นอาคารเก่าสองชั้นโอบล้อม ต้นก้ามปูใหญ่อายุหลายสิบปี เด่นตระหง่านอยู่ตรงกลาง ฟอร์มมันสวยและมีเสน่ห์จริงๆ ซึ่งถ้าเข้ามานั่งในร้านมองออกไปผ่านกระจกใสก็จะเห็นต้นไม้ต้นนี้พอดี ยามเย็นแดดสวยๆ งามเหมือนภาพวาดทีเดียว
ร้านรวงอื่นๆ รวมทั้งออฟฟิศเพื่อนบ้านในเวิ้งนี้ก็อยู่กันมายาวนานเป็น10 ปี แต่ละร้านมีความผูกพันกับสถานที่ไม่น้อย และด้วยสไตล์ตัวตึกเอง ทำให้เวิ้งมีอารมณ์ย้อนอดีตเล็กๆ เหมือนชุมชนเพื่อนบ้านสมัยตอนเป็นเด็ก เก่าๆ เชยๆ แต่อบอุ่น
อยากเล่าเรื่องร้านประตูสีฟ้านี่ให้เธอฟังจัง…
…………………………………..
ก่อนเป็นร้านประตูสีฟ้า
ย้อนเวลาไป ตรงที่ร้านประตูสีฟ้าตั้งอยู่ เคยเป็นร้านขายข้าวซอยกับร้านถ่ายรูปด้านหลัง เป็นออฟฟิศของหนุ่มสาวนักสร้างสรรค์ที่รักการอ่าน อยากเห็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับสังคมคนกรุง และอาจจะมีความบ้า-กล้าลองผสมอยู่ด้วย
และเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ห้องที่เคยเป็นร้านข้าวซอย จึงถูกแปลงร่างให้เป็นร้านประตูสีฟ้า ร้านมีแค่ห้องเดียวแคบๆ ขายแค่หนังสือกับกาแฟ ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคนมากเท่าไหร่ มีแต่ลูกค้าที่หลงเข้ามามากกว่า
“ ชื่อร้านนี่ มาหลังจากทาสีประตูร้านแล้ว ตอนแรกก็เถียงกันอยู่นานว่าจะเอาชื่ออะไรดี เพราะเราไม่อยากจำกัดว่ามันจะต้องเป็นร้านหนังสือ หรือร้านเหล้า หรือร้านอาหาร พวกเรามองว่ามันเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้ใครหน้าไหนก็ได้เข้ามา “ปล่อยของ” กัน จะเรียกว่าเป็นความพยายามที่จะสร้าง “ชุมชน” ก็ได้ เป็นชุมชนทางเลือกของคนที่มีเวลาและหัวใจให้กับสิ่งสวยงามเล็กๆ ในชีวิต ก็เลยมาลงตัวกันที่ชื่อปัจจุบัน อารมณ์ประมาณว่า ลองเข้ามาดูกันเองว่ามีอะไรอยู่หลังประตูสีฟ้าบานนี้…”
“คุณแหวน” (กิติยา โสภณพนิช) เจ้าของร้าน เล่าให้ฟังว่า พอร้านเปิดได้สักปีสองปี ก็ค่อยๆ ขยาย เพิ่มอาหารและเครื่องดื่มเข้ามา ร้านถ่ายรูปก็เลยกลายมาเป็นห้องกินข้าว และห้องประชุมของออฟฟิศก็กลายมาเป็นห้องหนังสือ จริงๆ คุณแหวนเองก็เป็นลูกค้าของร้านมาก่อน รู้จักกับพี่ๆ เจ้าของร้าน ไปๆ มาๆ เลยกลายเป็นเจ้าของไปด้วยเลย เธอมักอธิบายต่อผู้ผ่านไปมาว่า เป็นรุ่นที่สอง (second generation) ที่เข้ามาดูแลมรดกชิ้นนี้ไว้
พื้นที่ปล่อยของ
“ บรรยากาศร้านประตีฟ้า ก็แบบบ้านๆ แบบตามใจคนอยู่ ชอบอะไรก็เอามาผสมผสานกัน ทำเอง แต่งเอง ก็โชคดีว่าพี่แป๊ะ ที่เป็นเจ้าของรุ่นบุกเบิก แกมีหัวทางด้านนี้ ตัวโครงสร้างร้านเองก็เอาแบบง่ายๆ ใช้งานสะดวก แข็งแรงทนทาน ทำเองได้ยิ่งดีใหญ่
อย่างสายไฟในห้องกินข้าวก็เอาดินสอวาดให้ช่างไฟเดินสายตาม ประตูกระจกก็ทำเป็นบานเฟี้ยมทั้งหมดเผื่อเวลามีงาน อากาศดี ก็เปิดต่อออกไปด้านนอกได้
ส่วนเฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็นของสะสมบ้าง เป็นของชอบบ้าง อย่างรูปบนผนังนี่ก็ของสะสมของหลายๆ คนรวมกัน เมื่อเราใส่ความเป็นตัวเราเข้าไปเท่าไหร่ คนที่มาก็คงรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกับเรามากเท่านั้น
บรรยากาศร้านมันเลยเป็นเหมือนบ้านเพื่อน มาร้านนี่ก็เหมือนมาเยี่ยมเพื่อนที่บ้าน อาหารเราก็ง่ายๆ อย่างพวกข้าวผัดปลาทู ไข่เจียว อะไรที่ทำกินเองที่บ้านกัน ลูกค้ามาหลายครั้งเข้าก็กลายเป็นเพื่อนบ้าน บางคนก็กลายเป็นเพื่อนสนิท ร้านมีคำขวัญอยู่ว่า There are no customers, only good friends.”
หนังสือหลังประตูสีฟ้า
“ หนังสือของร้านประตูสีฟ้า จะเป็นแนวสังคม ปรัชญา ประวัติศาสตร์ ศาสนา วรรณกรรมไทยและแปล แต่จะออกแนวสังคมอีกเช่นกัน วรรณกรรมเยาวชนของผีเสื้อ กวีนิพนธ์ ไม่มีหนังสือ How To ถ้าเค้าส่งมาให้ก็จะเอาไปซ่อน (หัวเราะ) ไม่มีนิยายรักหวานแหว๋ววัยรุ่น ไม่มีหนังสือดารา ดูดวง ฯลฯ ที่ร้านหนังสือทั่วไปขายดีติดอับดับ
“ บางคนก็เรียกร้านเราว่าเป็นร้านหนังสือทางเลือก คือเลือกมาเฉพาะแต่ที่ร้านอื่นเค้าขายไม่ดี แต่ที่นี่ขายดี เป็นหนังสือเฉพาะกลุ่ม สำหรับคนชอบอ่านจริงๆ “
สำหรับอาหารที่ร้าน เป็นอาหารไทยเหมือนแม่ทำให้กินที่บ้าน แต่จะมีเมนูประจำวันที่เปลี่ยนทุกวันตามใจแม่ครัว วันไหนลูกค้าโชคดีก็จะดีกินอาหารโบราณหายากอย่าง “แสร้งว่า” (เป็นเครื่องจิ้มของภาคกลาง) ต้มส้มปลาทูสด แกงฮังเล แต่ที่มีประจำเมนูทุกวันก็ต้องเป็น”ข้าวซอย” แน่นอน เพราะแม่ครัวเป็นเจ้าของร้านข้าวซอยเก่าตรงที่ร้านตั้งอยู่นี่เอง”
เรื่องเล่าร้านหนังสือ
“ วันก่อนไปเดินเล่นที่งานสัปดาห์หนังสือมา อู้หู คนเยอะมากแบบแทบจะไม่เห็นพื้นเวลาเดิน ก็แอบคิดในใจว่า ถ้าฝรั่งมาเห็นคงคิดว่าคนไทยนี่อ่านหนังสือกันเยอะจริงๆ แต่อย่างที่เรารู้ๆ กันคนไทยไม่ได้อ่านหนังสือเยอะขนาดนั้น เมื่อเทียบกับฝรั่งหรือคนจีน แหวนมองว่าวัฒนธรรมเราเป็นวัฒนธรรมการเล่า เล่าเรื่อง ร้องเล่น รำ หนังสือมันเลยดูไม่ค่อยเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเราสักเท่าไหร่
แต่ร้านหนังสือโดยทั่วไปก็รุ่งเรืองทำกำไร ขยายสาขาอยู่เรื่อยๆ คนก็อ่านหนังสือมากขึ้นจริงๆ แต่ก็เป็นหนังสือประเภทหนึ่งเท่านั้น อย่างร้านแบบร้านประตูสีฟ้า ก็มีเป็นหย่อมๆ ตามมุมเมืองต่างๆ เดี๋ยวนี้ก็แพร่หลายไปถึงต่างจังหวัด แต่ก็ยังนับนิ้วได้ คือมีมากขึ้นนะ แต่ก็น้อยอยู่ดีเมื่อเทียบกับร้านใหญ่ๆ ตามห้างต่างๆ”
ร้านในความสุข
“ ทำร้านหนังสือเป็นงานจุกจิก เพราะว่าเราคัดเลือกหนังสือเอง ไม่ได้เอาหนังสือตามที่ตลาดเค้าฮิตๆ กัน มันต้องใจรักเท่านั้นถึงจะอยู่ได้ แต่ร้านเรามีอาหารกับเครื่องดื่มที่เข้ามาช่วยในส่วนของค่าใช้จ่าย… ร้านเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ขาดทุนนี่ ก็ถือเป็นรางวัลชั้นเลิศแล้วของคนทำร้านหนังสือเล็กๆ
“ ความสุขจริงๆ มาจากเวลาเราเห็นลูกค้าซื้อหนังสือที่เราอุตส่าห์ไปเสาะแสวงหามา เป็นหนังสือที่เราชอบ หรือเป็นหนังสือที่เราคิดว่าคนน่าจะสนใจ น่าจะโดนใจคนช่วงนี้ รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งเวลาเช็คสต็อกแล้วหนังสือที่เราสั่งมาเองหมด
มันเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งนะ แล้วก็เวลาที่เราตามหาหนังสือที่ลูกค้าสั่งเจอ หนังสือที่หาที่ไหนก็ไม่มีแล้ว แต่เราหาเจอจนได้ คล้ายๆ เล่นเกมส์หาสมบัติแล้วแจ็คพอตรางวัลที่หนึ่งเลยทีเดียว
ส่วนอนาคตนั้น มีหลายคนมาถามว่าไม่ขยายสาขาเหรอ? ถ้าถามตัวเองคงบอกว่า “ไม่” ตอนมาทำร้านนี้ต่อจากพี่ๆ แหวนคุยกับแฟนว่าจะทำเอาไว้ให้ลูกสาวให้เป็นร้านของเค้า เราเพียงแค่ดูแลให้ชั่วคราว พอถึงวัยที่เราต้องไปทำอย่างอื่น มีภาระหน้าที่อย่างอื่น เราก็ส่งไม้ต่อให้คนรุ่นหลังที่เค้าไฟแรงมาทำต่อไป
“ ร้านหนังสือหรือร้านกาแฟเล็กๆ
เป็นความฝันของคนหลายๆ คน
ที่ได้มาทำตรงนี้และประสบความสำเร็จ
ก็ถือว่าเราได้ทำฝันของเราให้เป็นจริงแล้ว”
…………………………………………………………………….
ร้านประตูสีฟ้า : ซอยเจริญมิตร (เอกมัย 10) ถนนสุขุมวิท 63 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม Tel: 02 726 9779
ขอบคุณเรื่ีองราวดีๆจาก http://www.praphansarn.com/

