มองอนาคตสิ่งพิมพ์ ที่เห็นและกำลังเป็นไป

ผมว่า พวกเขาก็เป็นเถ้าแก่สำนักพิมพ์ที่ทำงานเพื่อส่วนรวม…อย่างมืออาชีพนะครับ
แต่ละคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ จนตอนนี้ อุตสาหกรรมสำนักพิมพ์มีตัวเลขมูลค่าการตลาดสูงพอสมควร อย่างในปี 2553 มีมูลค่ามากกว่า 20,000 ล้านบาท ผมว่าคงจะทำให้คนที่อยู่วงการหนังสือหันมาจับตาซึ่งกันและกันมากขึ้นว่า เม็ดเงินนั้นงอกเงยขึ้นมาจากส่วนไหนกันบ้าง เพราะการเติบโตขึ้นมามีตัวเลขมูลค่าการตลาดมากขนาดนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเติบโตจากเมื่อปี 2552 ซึ่งมีมูลค่าการตลาดมากถึง 19,200 ล้านบาท
แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมสำนักพิมพ์ได้รับผลโดยตรงจากนโยบายทั้ง "ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง" และ "ทศวรรษแห่งการอ่านแห่งชาติ" มีการเปิดไฟเขียวเทงบประมาณให้หน่วยงานต่างๆ หาซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดได้ตามใจปรารถนา ไม่ต้องรอส่วนกลางจัดสรรหนังสือลงไปให้
ส่วนสำนักพิมพ์จะได้เค้กก้อนนี้ไปรับประทานเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมก็ไม่อาจทราบได้เพราะไม่ได้เข้าไปสำรวจตามห้องสมุดโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ แถมในช่วงระหว่าง ปี 2552-2561 นี้ทางรัฐบาลกำหนดให้เป็น "ทศวรรษแห่งการอ่านของชาติ"และใน ปี 2553 คณะรัฐมนตรี อนุมัติมาตรการทางภาษีที่เกี่ยวกับการลดหย่อนค่าใช้จ่ายจากการบริจาคหนังสือเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการอ่าน ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ในกลางปี 2554 ส่วนใน ปี 2555 ได้มีการกำหนดเป้าหมายเพิ่มค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือของคนไทยเป็นเท่าตัวจากค่าเฉลี่ยในปี 2552 นอกเหนือจากมาตรการที่รัฐเป็นผู้ลงมาดำเนินการโดยตรงแล้วยังมีมาตรการทางอ้อมด้านภาษีที่ช่วยกระตุ้นนโยบายข้างต้นและมีทีท่าว่าจะได้ผลมากในวงกว้าง
โดยการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการซื้อหนังสือเพื่ออ่านเอง หรือบริจาค
รัฐบาลให้เหตุผลว่าเป็นการสร้างจิตสาธารณะ และยังแบ่งเบาภาระของภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณเพื่อซื้อหนังสือกระจายเข้าสู่แหล่งเรียนรู้และห้องสมุดด้วย และจากแนวคิดหลากหลายรวมไปถึงนโยบายหลายหลากเหล่านี้ ทำให้…ริสรวล อร่ามเจริญ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เคยออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นผลของมาตรการทางภาษีเอาไว้ว่า
“ในฐานะนายกสมาคมฯก็มองว่า มาตรการทางภาษีนี้ อาจจะส่งผลทางบวกต่อแหล่งเรียนรู้หรือห้องสมุดที่จะมีหนังสือมากขึ้น แม้จะมีข้อคิดเห็นในความห่วงใยว่า การส่งเสริมนโยบายบริจาคจะทำให้มีหนังสือที่ไม่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบห้องสมุด ซึ่งเป็นการมองโลกในแง่ร้ายเกินไปปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าองค์กรธุรกิจภาคเอกชนจำนวนมากได้เข้าไปมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม และจำนวนไม่น้อยที่ส่งเสริมการศึกษาในรูปแบบต่างๆ เช่น การบริจาคเงินเพื่อจัดสร้างห้องสมุด บริจาคหนังสือ และสื่อการเรียนการสอนอันเป็นการช่วยให้โรงเรียนหรือแหล่งเรียนรู้ที่ขาดศักยภาพมีความสามารถสูงขึ้นในการให้บริการต่อชุมชน แน่นอน ก็อาจมีบุคคลบางกลุ่มหรือบางองค์กรที่อาศัยนโยบายบริจาคเพื่อประโยชน์ส่วนตน ในเรื่องประโยชน์ของมาตรการทางภาษีจึงควรมองที่วัตถุประสงค์และเป้าหมายรวม และผู้รับต้องสร้างหลักการหรือหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบหนังสือบริจาคที่ได้รับบริจาค โดยให้ข้อมูลหนังสือที่ต้องการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน และเมื่อชุมชนได้ประโยชน์สามารถพัฒนาตนเองจากการอ่านหนังสือในห้องสมุด ก็จะมาอ่านมากขึ้นใช้ห้องสมุดบ่อยขึ้นค่ะ”
แต่บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ อย่าง มกุฎ อรฤดี ซึ่งถือว่า เป็นตัวจริงเสียงจริงของคนทำหนังสือมืออาชีพ กลับออกมาแสดงความวิตกกังวลในเรื่องนี้เอาไว้ในงานชุมนุมช่างวรรณกรรม ประจำปี 2553 ว่า
"…เรากำลังอยู่ท่ามกลางหายนะ ขอให้เชื่อผมว่าในอีกสิบปีข้างหน้า หลังจากนี้เมื่อนโยบายนี้ นโยบายบริจาคหนังสือเสรีของรัฐบาลใช้อย่างเป็นผล หลังจากกฤษฎีกาประกาศใช้ ขณะนี้ยังเป็นร่างมติ เรายังมีโอกาสแก้ไขได้ ด้วยการล้มกฤษฎีกานี้ แต่ถ้าเมื่อใดกฤษฎีกานี้ประกาศใช้ หายนะ
จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ทำไม เพราะว่าเมื่อถึงเวลานั้น หนังสือต่างๆ จะประเดประดังไปยังห้องสมุดโรงเรียนต่างๆ โดยที่ไม่มีใครคัดเลือก ถ้าบริจาคหนังสือเสรี แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น
ฉิบหาย ! คือคำตอบประเทศนี้จะฉิบหายในเวลาไม่เกินสิบปี เพราะนักการเมืองย่อมพิมพ์หนังสือแจกไปตามโรงเรียนต่างๆ เพื่อหาเสียงให้แก่คนของตน โดยที่ไม่ต้องเสียอะไรเลย เพราะนักการเมืองว่าจ้างโรงพิมพ์พิมพ์หนังสือจำนวนสิบบาท ญาติของนักการเมืองมีสิทธิ์ที่จะไปเบิกจากภาษีที่บริจาคไป โดยไม่มีชื่อของนักการเมืองเลย แต่หนังสือเหล่านั้นจะไปถึงมือเด็ก และเป็นเครื่องมือหาเสียงดีที่สุด นี่แค่เฉพาะนักการเมืองอย่างเดียว แล้วสินค้าทั้งหลายล่ะ สินค้าทั้งหลายจะส่งหนังสือไปตามโรงเรียนต่างๆ ตามห้องสมุดด้วยโครงการบริจาค สินค้าในหนังสือที่ไปบริจาคนั้นเต็มไปหมด แล้วเด็กจะได้รับอะไร เด็กก็จะได้รับขยะจากการส่งไป ด้วยการบริจาค ด้วยความรู้สึกว่าได้รับของฟรี รัฐบาลต้องการอย่างนั้นผมได้ไปเห็นหนังสือ เรียกว่าสมุดบันทึกการอ่านซึ่งสำนักพิมพ์แจกไปยังโรงเรียนสำหรับเด็กเล็กๆ ชั้นประถม ในนั้นเต็มไปด้วยโฆษณา ทั้งโฆษณาของสำนักพิมพ์เอง
ผมเริ่มเข้าไปทำงานให้รัฐบาล พ.ศ. 2515-2516 รัฐบาลทำอะไรได้มาก รัฐบาลมีเงินนับพันล้าน เพื่อที่จะเปิดห้องห้องสมุดในห้างสรรพสินค้าหนึ่งแห่ง แต่รัฐบาลไม่คิดว่า จะทำอย่างไรที่ให้ระบบกลไกนี่เป็นเอกภาพ หอสมุดแห่งชาติง่อย มีงบประมาณน้อยกว่างบประมาณของห้องสมุดหนึ่งแห่งในห้างสรรพสินค้า หนังสือบางเล่มในห้องสมุดแห่งชาติ ที่เป็นหนังสือราคาแพง หอสมุดแห่งชาติไม่มี ระบบการค้นคว้า หอสมุดแห่งชาติไม่มี ระบบการยืมออก หอสมุดแห่งชาติไม่มี ทุกสิ่งทุกอย่างหอสมุดแห่งชาติไม่มีหมด ตามมาตรฐานหอสมุดแห่งชาติอื่นๆ ในโลก แม้แต่ประเทศเขมรและลาว เรานิ่งเฉยไม่ได้นะ เด็กของเรากำลังเดินตามหลังเรามา แต่ระหว่างทางนั้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อ เต็มไปด้วยขวากหนาม เต็มไปด้วยกับดักของนักการเมือง ทุกยุคทุกสมัยเหมือนกันหมด นักการเมืองเห็นแก่ตัว นักการเมืองเห็นแก่ได้ นักการเมืองเห็นแก่หาเสียง…"
ครับ-เรื่องนั้นก็ค่อยว่ากันไปคุยกันไปเถียงกันไปก็แล้วกัน แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงธุรกิจหนังสือส่วนหนึ่งมองว่า ถึงแม้อุตสาหกรรมหนังสือจะเติบโตขึ้น แต่ถ้าหากพิจารณารายละเอียด จะพบว่า เป็นการโตแบบกระจุกตัว
เพราะสำนักพิมพ์ที่เป็นผู้นำอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือกลุ่มผู้นำการตลาด (มีทั้งหมด 8 ราย) เป็นกลุ่มที่มีการขยายตัวของรายได้สูงสุด คือ 17.44% รองลงมาคือ กลุ่มสำนักพิมพ์ขนาดกลาง (มีทั้งหมด 45 ราย) และขนาดใหญ่ (25 ราย) ที่มีอัตราการขยายตัว 4.7% และ 4.21% ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก มีมากถึง 320 ราย อัตราการขยายตัวลดลง 20.88% และเป็นการขยายตัวลดลงต่อเนื่องจากปี 2551 ซึ่งมีอัตราขยายตัวลดลง 15%
จากตัวเลขข้างต้นนี้ส่งสัญญาณบางอย่างว่าสำนักพิมพ์ขนาดเล็กโดยรวมขาดศักยภาพในการแข่งขันโดยเฉพาะความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด และจากการสำรวจของสมาคมฯ ครั้งล่าสุดพบว่าสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก 208 แห่งจาก 320 แห่งมีการขยายตัวลดลง ซึ่งปัญหาหลักของกลุ่มนี้อาจเกิดจากขนาดของกิจการและปริมาณเงินทุน เพราะมีความจำเป็นในการบริหารเพื่อแข่งขันทางการตลาด แต่อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการครอบครองตลาดเฉลี่ยต่อราย เริ่มมีแนวโน้มลดลงมาอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มสำนักพิมพ์
สำหรับทิศทางของธุรกิจสำนักพิมพ์ในปี 2554 ผมเชื่อว่ายังเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเพราะแรงหนุนที่สำคัญในการเติบโตของอุตสาหกรรมหนังสือ คือ
1.การคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ สำหรับปี 2554 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 4.5%
2.การกำหนดเป้าหมาย การเพิ่มค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือของคนไทยจาก 5 เล่มต่อปีเป็น 10 เล่มต่อปี ในปี 2555 อันเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดให้ปี 2552-2561 ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็น "ทศวรรษแห่งการอ่านของชาติ"
3.หลังจากในปี 2553 คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการทางภาษีเกี่ยวกับการลดหย่อนค่าใช้จ่ายจากการบริจาคหนังสือเพื่อส่งเสริมการอ่าน ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2554 ทำให้คาดว่าในปี 2554 อุตสาหกรรมสำนักพิมพ์จะมีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 หรือมีมูลค่าตลาดระหว่าง 21,000-22,000 ล้านบาท
ส่วนแนวโน้มการเติบโตขึ้นของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ (e-Book) ทางนายกฯ ริสรวล อร่ามเจริญ มองว่า
"ในงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ผ่านมาเรามีการสำรวจจากผู้ร่วมงาน พบว่ามี 3% จากพันกว่าคน ที่ชอบอ่านหนังสือประเภท e-Book ดิฉันก็เพิ่งไปซื้อเครื่องอ่านมา มันเป็นสิ่งที่คิดว่าต่อไปคนส่วนใหญ่ต้องมี มันมีครบทุกอย่าง ถ้ามองไม่เห็นก็ซูมเข้าซูมออกได้ แต่ถ้าถามว่าคนจะทิ้งหนังสือเล่มๆ ไหม ก็คงไม่ทิ้ง อยากจะบอกเพื่อนๆ สำนักพิมพ์ทั้งหลายว่า อย่าไปวิตกจนไม่กล้าทำอะไร "
และถึงแม้ว่าในประเทศไทย e-Book จะมีโอกาสสูงที่จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ส่งผลให้การเข้าถึงสื่อโดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
สังเกตได้จากจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต และจำนวนเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีมากขึ้น ดังนั้น การเข้าถึง e-Book ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจึงได้รับความสนใจจากคนทุกระดับ ทุกอาชีพ ด้วยสิ่งที่ e-Book แซงหน้าหนังสือเล่มไปอย่างไม่เห็นฝุ่น เช่น ไม่ต้องใช้กระดาษ สร้างภาพเคลื่อนไหว ใส่เสียงประกอบได้ แก้ไขปรับปรุงข้อมูลได้ง่าย สร้างจุดเชื่อมไปยังข้อมูลภายนอกได้ มีต้นทุนต่ำ ไม่มีข้อจำกัดในการพิมพ์ ทำสำเนาได้ง่าย อ่านพร้อมกันได้จำนวนมากผ่านอินเทอร์เน็ต พกพาได้ครั้งละมากๆ และสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา
“แม้จะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ทัศนคติของผู้อ่านไทยจะให้ความสนใจ e-Book มากขึ้นเพียงใด ผู้ผลิตเนื้อหา สำนักพิมพ์ ผู้จัดจำหน่าย และผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหนังสือและอุตสาหกรรมสำนักพิมพ์ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ โดยต้องหาทางออกให้กับประเด็นที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เช่น การละเมิดลิขสิทธิ์ มาตรฐานการผลิต ไปจนถึงการกำหนดราคาที่เหมาะสม
เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงหนังสือที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น และเป็นการเพิ่มจำนวนผู้อ่านหนังสือให้มากขึ้นในอนาคต” นายกสมาคมฯกล่าวทิ้งท้าย
ครับ—-ทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นการแนะแนวทางได้ว่า วงการหนังสือและธุรกิจหนังสือในปีนี้ น่าจะยังมีอนาคตไปได้อีกไกล!!
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก : กรุงเทพธุรกิจ เขียนโดย : Mr.QC

