บทสนทนาระหว่างตะวันออก-ตะวันตก รพินทรนาถ ฐากูล กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

รพินทรนาถ ฐากูล ได้ติดต่อสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศิลปิน,นักคิด และปัญญาชนคนสำคัญๆร่วมสมัยกับเขา ทั้งในอินเดียเองและในที่ต่างประเทศ ระหว่างเดินทางท่องยุโรปในปี ๑๙๓0 ฐากูร มีโอกาสได้พบปะสนนทนากับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ โดยการนัดหมายของ ดร.เมลเดลซึ่งเป็นเพื่อนของคนทั้งสอง ฐากูร ไปเยือน ไอน์สไตน์ ยังที่พำนักในกาพุธ อันเป็นตำบลนอกเมืองเบอร์ลินประเทศเยอรมัน เมื่อวันที่๑๔ กรกฎาคม ๑๙๓0 และไอน์สไตน์ก็ได้ไปเยือนฐากูลเป็นการตอบแทนที่บ้านของ ดร.เมลเดล บทสนทนาทั้งสองครั้งได้รับการบันทึกเสียงไว้คังนี้
ฐากูล : วันนี้ผมกับดร.เมลเดสได้พูดคุยกันเรื่องการค้นพบใหม่ทางคณิตศาสตร์ซึ่งบอกให้เรารู้ว่า ในปริมณฑลของอณุภาคที่เล็กกว่านั้น ความบังเอิญก็ยังแสดงบทบาทของมันได้ ความเป็นไปของชีวิตที่เป็นอยู่ไม่อาจคาดหมายไว้ล่วงหน้าให้ชัดเจนได้อย่างสมบูรณ์
ไอน์สไตน์ :ข้อเท็จจริงที่ทำให้วิทยาศาสตร์มีแนวโน้มไปสู่ทัศนะเช่นนี้นั้นไม่ได้เป็นการบอกเลิกร้างไปจากความมีเหตุมีผล
ฐากูร : อาจจะไม่เป็นการเลิกร้าง แต่ก็ปรากฎให้เห็นว่า ความคิดเกี่ยวกับเรื่องความมีเหตุมีผลไม่ได้อยู่ที่ธาตุต่างๆ พลังอย่างอื่นบางอย่างต่างหากที่ได้สร้างจักรวาลที่เป็นระบบขึ้นจากธาตุต่างๆเหล่านั้น
ไอน์สไตน์ : คนเราพยายามมองอะไรให้เข้าใจในระนาบที่สูงขึ้นมาว่าความเป็นระบบระเบียบนั้นมีอยู่อย่างไร ความเป็นระเบียบก็เลยมาตกอยู่ที่ซึ่งมีวัตถุใหญ่ๆ เป็นองค์ประกอบและชี้ทิศทางความเป็นความตาย แต่ในวัตถุธาตุที่เล็กแสนเล็กนั้น ความเป็นระเบียบเช่นนี้ไม่เป็นที่สังเกตเห็นได้โดยง่าย
ฐากูร : เมื่อเป็นดังนั้น ในก้นบึ้งของความเป็นไปก็ย่อมมีทวิภาวะอยู่นั่นก็คือความขัดแย้งกันระหว่างแรงกระตุ้นที่เป็นอิสระ กับเจตจำนงชี้นำซึ่งคอยกำกับอยู่เหนือแรงกระตุ้นและค่อยๆเปลียนแปลงแบบแผนอันเป็นระเบียบดีแล้วของวัตถุธาตุต่างๆ
ไอน์สไตน์ :นักฟิสิกส์สมัยใหม่จะพูดว่านั่นเป็นความขัดแย้ง หากมองจากที่ไกลๆ จะเห็นเมฆเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ถ้าคุณมองดูใกล้เมฆเหล่านั้นจะแสดงตัวเองให้เห็นเป็นหยดน้ำที่ไร้ระเบียบ
ฐากูร : ในด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับมนุษย์นั้นผมพบว่ามีลักษณะคู่ขนานอยู่อย่างหนึ่ง กิเลสกับความต้องการของเราเป็นสิ่งที่ระงับได้ยาก แต่บุคลิกภาพของเราก็ได้กำราบสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ในโลกทางฟิสิกส์มีอะไรในทำนองนี้เกิดขึ้นบ้างหรือไม่? มีธาตุต่างๆที่แข็งขืน. เปลี่ยนแปลงไปด้วยแรงพลักดันที่เป็นของตัวเองโดยเฉพาะบ้างหรือไม่? กฎเกณฑ์ในโลกทางฟิสิกส์ที่บังคับครอบงำธาตุต่างๆ และทำให้รวมกันเป็นระบบที่เป็นระเบียบนั้นมีอยู่ไม่ใช่หรือ?
ไอน์สไตน์ :ธาตุต่างๆไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเป็นระเบียบในเชิงสถิติ ธาตุเรเดี่ยมจะมีระเบียบที่แน่นอนของมันเสมอ ทั้งในขณะนี้และต่อๆไป เช่นเดียวกับที่มันเคยเป็นตลอดมา ฉนั้นในธาตุต่างๆก็ย่อมมีความเป็นระเบียบในเชิงสถิติ
ฐากูร : หรือถ้าไม่อย่างนั้น ความเป็นไปเกี่ยวกับชีวิตที่เป็นอยู่ก็ไม่เป็นระเบียบเอามากๆ ความกลมกลืนที่ลงตัวอย่างมั่นคงของโอกาสและการตัดสินใจนั่นเองที่ทำให้มันดำเนินอยู่ได้และมีอะไรใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา
ไอน์สไตน์ :ผมเชื่อว่าอะไรก็ตาม ที่เราทำหรือมีชีวิตอยู่เพื่อมันล้วนแต่มีเหตุมีผลที่อธิบายได้ อย่างไรก็ตาม มันดีเหมือนกันนะที่เราไม่สามารถมองทะลุถึงเหตุผลอันนี้ได้
ฐากูร : ในกิจกรรมของมนุษย์ก็มีธาตุแห่งความยืดหยุ่นอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน นั่นหมายถึงเสรีภาพบางอย่างภายใต้ขอบเขตเล็กๆ ซึ่งแสดงออกถึงบุคลิกภาพของเราเอง ดุจเดียวกับระบบดนตรีในอินเดียที่ไม่มีกรอบตายตัวอย่างดนตรีตะวันตก คีตกวีของเราให้เพียงแนวทางหลักๆ ระบบของการเรียบเรียงท่วงทำนองและจังหวะ พร้อมด้วยข้อจำกัดอีกเล็กน้อย ให้นักดนตรีจะด้นไปได้ เขาจะต้องเป็นคนที่กุมกฎเกณฑ์ท่วงทำนองเฉพาะของเพลงนั้นๆไว้ ทั้งสามารถแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติถึงอารมณ์แห่งดนตรีกาลของเขาภายใต้กรอบทั่วไป เราชื่นชมคีตกวีในความเป็นอัจฉริยะทางด้านสร้างสรรค์พื้นฐานและโครงสร้างส่วนบนของท่วงทำนอง แต่สำหรับนักดนตรีเราคาดหมายในทักษะส่วนตัวที่จะเล่นอย่างพลิกผันให้ท่วงทำนองที่ปรากฎออกมาโดดเด่นและไพเราะงดงาม ในการสร้างสรรค์ เราอาศัยกฎสำคัญพื้นฐานของชีวิต แต่แม้นว่าเราไม่ได้ตัดขาดตัวเองจากมัน เราก็ยังมีเสรีภาพมากพอภายใต้ข้อจำกัดของบุคลิกภาพส่วนตัวสำหรับการแสดงตัวตนอย่างเต็มสมบูรณ์
ไอน์สไตน์ : นั่นแหละคือความเป็นไปได้เพียงทางเดียวที่จะมีจารีตทางศิลปการดนตรีที่หนักแน่นอันส่งผลต่อจิตใจผู้คนได้ ดนตรีในยุโรปก้าวย่างห่างไกลไปจากความเป็นศิลปะสมัยนิยมและอารมณ์ความรู้สึกพื้นๆที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ กลายเป็นบางสิ่งเสมือนของทิพย์ มีแบบแผนและจารีตของตัวเองไป
ฐากูร : ท่าทางคุณจะยึดมั่นถือมั่นสุดโต่งเอาเลยกับดนตรีที่ซับซ้อนเหลือเกินอย่างนี้ ในอินเดียนั้นมาตรการที่ใช้วัดเสรีภาพของนักร้องสักคนอยูที่การสร้างสรรค์ส่วนตัวของเขาเอง เขาอาจจะขับร้องเพลงในแบบของคีตกวีคนนั้น หรือไม่ก็ใชพลังสร้างสรรค์โดยถือตัวเองเป็นหลักในการตีความกฎทั่วไปของท่วงทำนองแล้วแสดงออกในแบบของเขาเอง
ไอน์สไตน์ : เป็นความเรียกร้องต้องการมาตรฐานทางศิลปะระดับสูงทีเดียวที่ทำให้แนวคิดอันยิ่งใหญ่ทางด้านดนตรีแบบแผนเป็นความจริงได้เต็มที่ เพื่อที่ใครก็ได้จะสามารถพลิกผันได้กว้างไกลออกไปอีก สำหรับประเทศของเรา การพลิกผันเป็นข้อกำหนดที่พบเห็นบ่อยมาก
ฐากูร : ถึงแม้ในการประพฤติปฎิบัตของเราจะคล้อยตามหลักความดี เราก็ยังมีอิสรภาพที่แท้ในการแสดงตัวตน แนวการปฎิบัติพื้นฐานอยู่ตรงนั้นเอง แต่ผู้ที่จะสวมบทบาททำให้กลายเป็นความจริงได้เป็นรายๆไปนั้น เป็นการสร้างสรรค์ส่วนตัวของเราเอง คนตรีของเราประกอบด้วยทวิลักษณะของเสรีภาพและกำหนดกฎเกณฑ์
ไอน์สไตน์ :แล้วคำร้องของเพลงล่ะมีเสรีภาพด้วยไหม? ผมหมายถึงว่านักร้องมีอิสระที่จะเพิ่มเติมเนื้อร้องเข้าไปได้หรือไม่?
ฐากูร : มี เรามีเพลงแบบหนึ่งในแคว้นเบงกอล เรียกว่า กิรตาน ที่ให้เสรีภาพแก่นักร้องในอันที่จะนำความคิดเห็นมาสอดใส่ลงไปได้เป็นวลีที่ไม่มีอยู่ในเพลงแม่แบบ ภาวะเร่าร้อนอย่างสูงเช่นนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ฟังกำลังเคลิบเคลิ้มดื่มด่ำในความไพเราะอันเกิดจากความเต็มตื้นที่เป็นไปเองจากภายในที่นักร้องสอดใส่ส่งผ่านไปให้
ไอน์สไตน์ : เอามาใช้วัดกันจริงได้ด้วยหรือ?
ฐากูร : ได้ คุณไม่สามารถล้ำหน้าขีดขั้นทางฉันทลักษณ์หรอก นักร้องที่พลิกผันบทเพลงได้ย่อมต้องรักษาจังหวะจะโคนเอาไว้ด้วยซึ่งเป็นของตายตัวอยู่แล้ว ในคนตรียุโรปก็ต้องมีการเปรียบเทียบความเป็นอิสระกับจังหวะจะโคน ไม่ใช่กับท่วงทำนอง
ไอน์สไตน์ :แล้วเพลงอินเดียจะขับร้องโดยปราศจากถ้อยคำได้หรือเปล่า?มีสักคนใหมที่เข้าถึงบทเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง
ฐากูร : ได้ซิ เรามีเพลงตั้งแยะที่ใช้คำร้องที่ไม่มีความหมาย เป็นแค่เสียงที่เป็นตัวเสริมโน้ตดนตรีเท่านั้น ดนตรีอินเดียภาคเหนือเป็นศิลปะที่มีอิสระเสรี ไม่ต้องมีการตีความถ้อยคำเนื้อร้องและความคิดก็เช้นเดียวกับในเบงกอล เป็นดนตรีที่ละเอียดประณีตและแฝงนัยลึกๆเอาไว้มาก และก็เป็นโลกดนตรที่แสนสมบูรณ์ในตัวเองทีเดียว
ไอน์สไตน์ : จะไม่กลายเป็นเสียงหลากหลายที่ผสมผสานกันสับสนไปดอกหรือ?
ฐากูร : เครื่องดนตรีมีไว้ใช้ไม่ใช่เพื่อความประสานกลมกลืนของเสียง หากเพื่อรักษาจังหวะจะโคนและส่งผลไปที่ความดังและความลึก แล้วท่วงทำนองในดนตรีของคุณรองรับการกำหนดเสียงประสานได้ไหม?
ไอน์สไตน์ : บางทีก็มากเอาการ แต่บางทีเสียงประสานก็กลืนเอาทำนองหลักไปด้วยกันเลย
ฐากูร : ทำนองหลักและเสียงประสานก็เฉกเช่นเส้นและสีในภาพเขียนน่ะแหละ ภาพเขียนแบนราบธรรมดาๆอาจดูสวยสมบูรณ์แบบ เพียงด้วยความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสีอาจทำให้ดูมัวซัวและไร้ความหมาย กระนั้นโดยการโยงเส้นสายเข้าด้วยกัน สีก็จะสร้างสรรค์ภาพที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ตราบเท่าที่ไม่ได้ใช้จนเปรอะและทำลายคุณค่าของตัวเองลง
ไอน์สไตน์ : เปรียบเทียบได้สวยงาม เส้นเก่ากว่าสีมากนะ ทำให้ดูเหมือนว่าท่วงทำนองของคุณมีโครงสร้าง ที่หรูหรากว่าของเรา ดนตรีญี่ปุ่นก็เหมือนกัน
ฐากูร : เป็นเรื่องยากอยู่ที่จะวิเคราะห์ผลของดนตรีตะวันออกและตะวันตกที่มีต่อจิตใจของเรา ผมเองได้รับแรงดลใจอย่างลึกซึ้งจากดนตรีตะวันตก รู้สึกว่ามันช่างยิ่งใหญ่ โครงสร้างหรือก็ไพศาล องค์ประกอบก็งดงามภาคภูมิ ส่วนดนตรีของเราเองหยั่งลึกลงไปในใจผมยิ่งกว่าไปอีก ด้วยลักษณะเชิญชวนดูดดึงด้วยเสน่ห์ของโศลกดั้งเดิมที่เป็นรากเหง้าของมัน ดนตรียุโรปมีลักษณะตำนานอันห้าวหาญ มีภูมิหลังกว้างและมีโครงสร้างแบบโกธิค
ไอน์สไตน์ : นี่เป็นปัญหาที่ชาวยุโรปเราไม่อาจตอบได้อย่างแท้จริง เราคุ้นเคยกับดนตรีของเราเองมากเกินไป เราอยากรู้ว่าดนตรีของเราเป็นแบบแผนธรรมเนียมความรู้สึกของมนุษย์หรือเป็นรากเหง้าของความรู้สึกนั้น อยากเข้าถึงว่าธรรมชาตินั้น คือความสอดคล้องและความขัดกัน หรือแบบแผนธรรมเนียมที่เรายอมรับ
ฐากูร : เปียโนทำให้ผมจังงังไปได้อย่างไรไม่รู้ ไวโอลินให้ความรื่นรมย์มากกว่า
ไอน์สไตน์ : คงน่าสนใจดีที่จะได้ศึกษาผลของดนตรียุโรปต่อชาวอินเดียที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนในช่วงเยาว์วัย
ฐากูร : มีอยู่หนหนึ่ง ผมขอร้องให้นักดนตรีชาวอังกฤษวิเคราะห์ดนตรีคลาสสิคให้ฟัง และให้อธิบายว่าลักษณะอย่างไหนที่ทำให้งานชิ้นหนึ่งไพเราะขึ้นมา
ไอน์สไตน์ : ความยุ่งยากก็คือดนตรีที่ดีจริงๆไม่ว่าของตะวันออกหรือตะวันตก ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลได้
ฐากูร : ใช่แล้ว และผลลึกซึ้งอย่างไหนกันที่เกิดขึ้นกับผู้ฟัง
ไอน์สไตน์ : ความไม่แน่นอนทำนองเดียวกันย่อมเกิดขึ้นเสมอกับทุกสิ่งที่สำคัญลึกซึ้งในประสบการณ์ของเรา ในปฎิกิริยาของเราต่อศิลปะไม่ว่าในยุโรปหรือเอเซีย แม้แต่ดอกไม้แดงบนโต๊ะที่อยู่ต่อหน้าต่อตาผม ก็ยังดูไม่เหมือนกันสำหรับคุณและผม
ฐากูร : และแน่นอน ย่อมมีการพัฒนาไปบนกระบวนการรอมชอมกันเสมอ รสนิยมส่วนตัวของปัจเจกชนย่อมเป็นไปตามพื้นฐานสากลอยู่ดีแหละ
นิรันดร์ สุขวัจน์ : แปลและเรียบเรียง
จาก: ถนนหนังสือ ปีที่๔ ฉบับที่ ๑๒
Rabindranath Tagore's
Conversation with Albert Einstein

