Happy Reading โดย มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน

งานวิจัย : การเปรียบเทียบเจตคติต่อการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน จากการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 3 รูปแบบ

สมฤดี แย้มขจร. (2553). นิสิตปริญญาโท สาขาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ได้ทำวิจัยเรื่อง  การเปรียบเทียบเจตคติต่อการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน จากการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบเดิม (กลุ่มทดลอง) รูปแบบที่ 1 (กลุ่มทดลองที่ 1) และรูปแบบที่ 2 (กลุ่มทดลองที่ 3)  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ผลการวิจัย มีดังนี้ 1) เจตคติต่อการอ่านหลังการทดลองของนักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตที่ระดับ .05 2) เจตคติต่อการอ่านหลังการทดลองของนักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 พบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน 3) เปรียบเทียบเจตคติต่อการอ่านหลังการทดลองของนักเรียนชายกับนักเรียนหญิง ทั้ง 3 กลุ่ม ไม่แตกต่างกัน 4) ความคิดเห็นของอาจารย์และนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “วางทุกงานอ่านทุกคน” พบว่ารูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่เหมาะสมที่สุด คือ รูปแบบที่ 2 

สมฤดี แย้มขจร. (2553). การเปรียบเทียบเจตคติต่อการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน จากการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 3 รูปแบบ. สารนิพนธ์ ศศ.ม. (บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์: อาจารย์อรทัย วารีสอาด

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบเจตคติต่อการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน จากการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 3 รูปแบบ คือ รูปแบบเดิม (กลุ่มทดลอง) รูปแบบที่ 1 (กลุ่มทดลองที่ 1) และรูปแบบที่ 2 (กลุ่มทดลองที่ 3) 

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ที่กาลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ห้อง 522 525 และ 52 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดเจตคติต่อการอ่าน และแบบบันทึกหัวข้อสาหรับการสนทนากลุ่ม  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบเจตคติต่อการอ่าน โดยใช้ค่า t-test และ F-test 

ผลการวิจัย มีดังนี้ 

  1. เจตคติต่อการอ่านหลังการทดลองของนักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสาคัญทางสถิตที่ระดับ .05 

  2. เจตคติต่อการอ่านหลังการทดลองของนักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 พบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน 

  3. เปรียบเทียบเจตคติต่อการอ่านหลังการทดลองของนักเรียนชายกับนักเรียนหญิง ทั้ง 3 กลุ่ม ไม่แตกต่างกัน 

  4. ความคิดเห็นของอาจารย์และนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “วางทุกงานอ่านทุกคน” พบว่ารูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่เหมาะสมที่สุด คือ รูปแบบ ที่ 2 (นักเรียนทุกคนส่งบทความเรื่องที่ตนเองสนใจและชอบคนละ 1 บทความให้อาจารย์ประจำชั้น รวมทั้งสิ้นได้ 50 บทความ จากนั้นคณะกรรมการคัดเลือกบทความเหลือเพียง 11 บทความ บทความที่ผ่านการคัดเลือกแล้วครั้งละ 1 บทความไปสาเนา จานวน 52 ชุด ลักษณะการทำกิจกรรม คือนำสำเนาให้อาจารย์ประจำชั้นและนักเรียนอ่านพร้อมกัน เมื่ออาจารย์ประจาชั้นและนักเรียนอ่านจบ อาจารย์ประจำชั้นและนักเรียนช่วยกันสรุปเรื่องที่อ่านด้วยการพูดคุยและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน จากนั้นนักเรียนเขียนสรุปเรื่องที่อ่านลงในสมุดบันทึกการอ่าน แล้วนำสมุดบันทึกการอ่านส่งอาจารย์ประจำชั้นเพื่อตรวจ)