งานวิจัย : การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กับแบบทักษสัมพันธ์
กิ่งกาญจน์ หยีเรืองโรจน์ (2542) นิสิตปริญญาโท คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน สังขะ จังหวัดสุรินทร์ ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กับแบบทักษสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสังขะ จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 77 คน เป็นกลุ่มที่เรียนด้วยการสอนแบบกระบวนการคิด อย่างมีวิจารณญาณ 35 คน กลุ่มที่เรียนด้วยการสอนแบบทักษสัมพันธ์ 42 คน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณและเรียนด้วยวิธีการสอนแบบทักษสัมพันธ์มีผลสัมฤทธิ์ในการอ่านสูงกว่าก่อนเรียนทั้งคู่ แต่ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูงกว่ากลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบทักษสัมพันธ์
กิ่งกาญจน์ หยีเรืองโรจน์. (2542). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนสังขะ จังหวัดสุรินทร์ระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กับแบบทักษสัมพันธ์. วิทยานิพนธ์ กศ.ม.(หลักสูตรและการสอน). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. อาจารย์ที่ปรึกษา:รศ.ศรีสุดา จริยากุล, ศ.ดร.สุจริต เพียรชอบ, รศ.ดร.สุวัฒนา อุทัยรัตน์.
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ใน การอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยวิธี สอนแบบกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ ในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียน ด้วยวิธีสอนแบบทักษะสัมพันธ์ (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ใน การอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วย วิธีการสอนแบบกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณาญาณกับการสอนแบบทักษะสัมพันธ์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 จำนวน 77 คน โดยการสุ่ม แบบเจาะจงเป็นกลุ่มที่เรียนด้วยการสอนแบบกระบวนการคิด อย่างมีวิจารณญาณ 35 คน กลุ่มที่เรียนด้วยการสอนแบบทักษสัมพันธ์ 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแผนการสอน แบบกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แผนการสอนแบบทักษสัมพันธ์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.79 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัยมีดังต่อไปนี้
- ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบกระบวน การคิดอย่างมีวิจารณญาณ มีผลสัมฤทธิ์ในการอ่านสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
-
ผลสัมฤทธิ์ในการอ่าน ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยวิธีการสอน แบบทักษสัมพันธ์มีผลสัมฤทธิ์ในการอ่านสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
-
ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบ กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณสูงกว่ากลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอน แบบทักษสัมพันธ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05