งานวิจัย : การศึกษาความสัมพันธ์ของผลสัมฤทธิ์การอ่านอย่างมีวิจารณญาณและเจตคติ ต่อการอ่าน โดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นสื่อการสอน อ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวังพิกุลพิท
เรวดี เอี่ยมจินตนากิจ (2543)นิสิตปริญญาโท สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้ทำงานวิจัยเรื่อง การศึกษาความสัมพันธ์ของผลสัมฤทธิ์การอ่านอย่างมีวิจารณญาณและเจตคติต่อการอ่าน โดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นสื่อการสอน อ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวังพิกุลพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 50 คน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และคะแนนเจตคติต่อการอ่าน ก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณและคะแนนเจตคติต่อการอ่านหลังเรียน มีค่าสูง กว่า และไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์การอ่านอย่างมีวิจารณญาณและ เจตคติต่อการอ่าน ก่อนเรียน แต่มีความสัมพันธ์กันอย่งมีนัยสำคัญที่ .05 หลังเรียน
เรวดี เอี่ยมจินตนากิจ. (2543). การศึกษาความสัมพันธ์ของผลสัมฤทธิ์การอ่านอย่างมีวิจารณญาณและเจตคติ ต่อการอ่าน โดยใช้วรรณกรรมท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นสื่อการสอน อ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวังพิกุลพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์. วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต ศึกษาศาสตร์ (หลักสูตรและการสอน). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. อาจารย์ที่ปรึกษา :รศ.ธนรัชฏ์ ศิริสวัสดิ์,รศ.ดร.สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์,รศ. ดร. สมคิด พรมจุ้ย.
การวิจัยเรื่องนี้มีจุดประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพัฒนาการในการอ่าน อย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวังพิกุลพิทยาคม (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และเจตคติที่มีต่อการ อ่านของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผล สัมฤทธิ์การอ่านอย่างมีวิจารณญาณและเจตคติต่อการอ่าน ของนักเรียนในระดับชั้นดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2542 โรงเรียนวังพิกุลพิทยาคม อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 50 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย ทดสอบก่อนเรียน โดยใช้แบบทดสอบที่มีเนื้อเรื่องเป็นวรรณกรรมท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบูรณ์ และวัดเจตคติที่มีต่อการอ่าน แล้วจึงสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณ พร้อมทั้งฝึกทักษะการอ่าน จำนวน 18 ครั้ง หลังจากนั้นจึงทำการทดสอบหลังเรียน และวัดเจตคติที่มีต่อการอ่านหลังเรียนโดย ใช้เครื่องมือชุดเดียวกันกับการทดสอบก่อนเรียน
ผลการวิจัยปรากฎว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และคะแนนเจตคติต่อการอ่าน ก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณและคะแนนเจตคติต่อการอ่านหลังเรียน มีค่าสูงกว่า และไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์การอ่านอย่างมีวิจารณญาณและ เจตคติต่อการอ่าน ก่อนเรียน แต่มีความสัมพันธ์กันอย่งมีนัยสำคัญที่ .05 หลังเรียน