งานวิจัย : การวิเคราะห์ลักษณะการอ่านผิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเขตการศึกษา 12
จารุพรรณ ประดับหยิ่ว (2534) นิสิตปริญญาโท คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาประถมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิจัยเรื่องการวิเคราะห์ลักษณะการอ่านผิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ เขตการศึกษา 12 ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะการอ่านผิดที่พบมากที่สุด คือ การอ่านผิดโดยพิจารณาจากการช่วยของผู้ทดสอบ (ร้อยละ 37.19) รองลงมาคือ การอ่านผิดโดยพิจารณาจากความเข้าใจในเรื่องที่อ่าน (ร้อยละ 23.13) ลักษณะการอ่านผิดที่พบน้อยที่สุดคือ การอ่านผิดโดยพิจารณาจากอวัยวะในการอ่านออกเสียงผิดปกติ (ร้อยละ 1.33) จากการสำรวจข้อบกพร่องในการอ่านออกเสียงของนักเรียน พบว่ามีข้อบกพร่องรวม 26 ข้อ ข้อบกพร่องที่ลำดับสูงสุด คือ การใช้นิ้วชี้ตามคำที่อ่าน (ร้อยละ 76.67) ต้องอาศัยผู้อื่นอ่านออกเสียงให้ฟัง (ร้อยละ 62.00) ขาดความรู้ด้านคำศัพท์พื้นฐาน(ร้อยละ 48.67) ตามลำดับ ส่วนข้อบกพร่องอื่น ๆ พบปัญหาไม่มากนักคือ ระหว่างร้อยละ 43.33-2.67 ข้อบกพร่องที่พบน้อยที่สุดคือ สายตามองเห็นไม่ชัดเจน (ร้อยละ 1.33)
จารุพรรณ ประดับหยิ่ว. (2534). การวิเคราะห์ลักษณะการอ่านผิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเขตการศึกษา 12. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (ประถมศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อาจารย์ที่ปรึกษา:ผศ.ประคอง สุทธสาร ผศ.ดร.มณีรัตน์ สุกโชติรัตน์.
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะการอ่านผิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จากหนังสือเรียนภาษาไทยชุดพื้นฐานภาษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2533)
ผลการวิเคราะห์พบว่า ลักษณะการอ่านผิดที่พบมากที่สุด คือ การอ่านผิดโดยพิจารณาจากการช่วยของผู้ทดสอบ คิดเป็นร้อยละ 37.19 รองลงมาคือ การอ่านผิดโดยพิจารณาจากความเข้าใจในเรื่องที่อ่านคิดเป็นร้อยละ 23.13 ลักษณะการอ่านผิดที่พบน้อยที่สุดคือ การอ่านผิดโดยพิจารณาจากอวัยวะในการอ่านออกเสียงผิดปกติคิดเป็นร้อยละ 1.33 จากการสำรวจข้อบกพร่องในการอ่านออกเสียงของนักเรียน พบว่ามีข้อบกพร่องรวม 26 ข้อ ข้อบกพร่องที่ลำดับสูงสุดคือการใช้นิ้วชี้ตามคำที่อ่านคิดเป็นร้อยละ 76.67 ข้อบกพร่องลำดับที่ 2 คือ ต้องอาศัยผู้อื่นอ่านออกเสียงให้ฟัง คิดเป็นร้อยละ 62.00 ข้อบกพร่องลำดับที่ 3 คือ ขาดความรู้ด้านคำศัพท์พื้นฐาน คิดเป็นร้อยละ 48.67 ส่วนข้อบกพร่องอื่น ๆ พบปัญหาไม่มากนักคือระหว่างร้อยละ 43.33-2.67 ข้อบกพร่องที่พบน้อยที่สุดคือ สายตามองเห็นไม่ชัดเจน คิดเป็นร้อยละ 1.33