งานวิจัย : การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
จิราภรณ์ ฉัตรทอง(2545) นิสิตปริญญาโท สาขาหลักสูตรและการนิเทศ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ทำงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐมอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จำนวน 11 คน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการ และครู ต้องการให้พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยนำคำ 1 พยางค์ คำ 2 พยางค์ คำ 3 พยางค์และคำ 4 พยางค์ มาสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย จากคำที่ง่ายไปหาคำที่ยากขึ้นผลที่ได้จากแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนและผู้ปกครองพบว่า แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย มีประโยชน์ ทำให้อ่านออกเขียนได้ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและการสัมภาษณ์ ผู้บริหาร ครูพบว่า ควรนำแบบฝึกไปเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางในการทำแบบฝึกทักษะ สำหรับวิชาอื่นๆ ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05
จิราภรณ์ ฉัตรทอง. (2545). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน.วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต (หลักสูตรและการนิเทศ).กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.อาจารย์ที่ปรึกษา : ดร.ดร.ประเสริฐ มงคล,ดร.วัชรา เล่าเรียนดี, รศ.กาญจนา คุณารักษ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนา แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย (2) พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและ การเขียนภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการ ได้ยิน (3) ทดลองใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย (4) ประเมินและปรับปรุงแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยกลุ่มตัวอย่างคือนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนศึกษาพิเศษนครปฐม (สังกัดสำนักงานสามัญศึกษา จังหวัดนครปฐม) อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ ประเด็นการสนทนากลุ่ม แบบฝึกทักษะ การอ่านและเขียนภาษาไทย แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนภาษาไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ((-,X)) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่า t-test แบบ Dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า
-
นักเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการ และครู ต้องการให้พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยโดยนำคำ 1 พยางค์ คำ 2 พยางค์ คำ 3 พยางค์และคำ 4 พยางค์ มาสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน ภาษาไทย จากคำที่ง่ายไปหาคำที่ยากขึ้นผลที่ได้จากแบบสอบถามความคิดเห็น ของนักเรียน และผู้ปกครองพบว่า แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทย มีประโยชน์ ทำให้อ่านออก เขียนได้ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและการสัมภาษณ์ ผู้บริหาร ครูพบว่า ควรนำแบบฝึกไปเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางในการทำแบบฝึกทักษะ สำหรับวิชาอื่นๆ
-
แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินประกอบด้วย คำนำ วัตถุประสงค์ คำชี้แจง แบบฝึกการอ่านและการเขียน คำ 1 พยางค์ คำ 2 พยางค์ คำ 3 พยางค์และคำ 4 พยางค์ จำนวน 11 ชุด แต่ละชุดประกอบด้วย แบบทดสอบการอ่านและการเขียนคำก่อนเรียน แบบฝึกการอ่าน แบบฝึกการเขียนแบบทดสอบการอ่านและการเขียนหลังเรียน แบบฝึกทักษะดังกล่าวมีประสิทธิภาพ 80.17/81.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่กำหนดไว้ 80/80
-
การทดลองใช้แบบฝึก ใช้เวลาทั้งหมด 6 สัปดาห์ สัปดาห์ที่ 1-5 สอนสัปดาห์ละ 15 คาบ สัปดาห์ที่ 6 ใช้เวลา 6 คาบๆ ละ 20 นาที รวมใช้เวลาทั้งหมด 81 คาบ โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการสอนด้วยตนเอง พบว่านักเรียนให้ความสนใจตั้งใจทำแบบฝึกทักษะสามารถอ่านและเขียนคำได้ถูกต้อง ยิ่งขึ้น แบบฝึกเข้าใจง่ายทำให้นักเรียนมีความเพลิดเพลินในการทำแบบฝึกทักษะ การอ่านและการเขียนภาษาไทย
-
ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนหลังการใช้ แบบฝึกทักษะสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและการเขียนก่อนการใช้ นักเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการและครูมีความคิดเห็น ว่าแบบฝึกมีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนทำให้นักเรียนมีความเข้าใจ ภาษาไทยด้านการอ่านและการเขียน สนใจในการเรียน นักเรียนมีความคิดเห็นว่าแบบฝึกทำให้เกิดความเพลิดเพลินและเข้าใจง่าย