คมสัน นันทจิต สถาปนิก พิธีกร และนักเขียน
.jpg)
พี่คมสัน นันทจิต OSK106 เป็นสถาปนิก และอดีตพิธีกรรายการ 108 มงกุฎ ที่เคยออกอากาศทางช่องเจ็ดสี วันอาทิตย์ เวลา 17.30 น. โดยทำเป็นรายการของตนเอง นอกจากเคยเป็นพิธีกรแล้ว เขายังแอบไปเขียนหนังสือ จนได้ตีพิมพ์เรื่องสั้นในหนังสือ ช่อการะเกด ที่มี สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นบรรณาธิการ นอกจากนั้นยังแปลเรื่องสั้นของ อัลเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ อีกสามเรื่อง เขาเป็นทั้งนักอ่านตัวยง เป็นนักฟังเพลงและชมภาพยนตร์ตามเทศกาลเป็นว่าเล่น สัมภาาษณ์ครั้งนี้ สัมภาษณ์โดยทีมงาน Alternative Writers (AW) และเคยตีพิมพ์ในจุลสารเล่มดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว ทาง osknetwork.com ขออนุญาตนำมาขยายต่อด้วยความภาคภูมิใจ
หมายเหตุ: ในส่วนท้ายของบทความชิ้นนี้พวกเราได้สรรหาสิ่งที่พี่คมสันอยากอ่านแต่อาจจะยังไม่ได้อ่านมารวมไว้ ณ ที่นี่ด้วยครับ
AW : เริ่มเขียนหนังสือเมื่อไหร่
คมสัน : เคยเขียนเรียงความบทหนึ่งตอน ม. 1 เรื่อง งานวัด แล้วครูชม แต่ตอนนั้นยังไม่รู้สึกว่าอยากเขียนจริงจัง ผมเป็นคนที่อ่านหนังสือค่อนข้างมาก ตอนเรียนมัธยมที่สวนกุหลาบ ห้องสมุดของสวนกุหลาบเป็นห้องสมุดที่ใหญ่มาก หนังสือเยอะมีห้องประมาณแปดห้อง ผมแทบจะไม่ได้เล่นเลย เวลาพักผมจะวิ่งไปที่ห้องสมุด ไม่ได้เล่นบอลเหมือนคนอื่น อ่านพันธุ์หมาบ้าก็ที่ห้องสมุด ที่จำได้เพราะต้องรีบกินข้าวเพื่อไปแย่ง"ลลนา"อ่านจากกระเทย ตอนนั้นลงเป็นตอนๆ อ่านทุกวันจนช่วงใกล้ๆเรียนจบผมเห็นหนังสือวางอยู่ผมรู้เลยว่าหนังสืออยู่ตรงชั้นไหน จำได้หมดเลย เพราะผมเดินอ่านสันปกหนังสือตามตู้จนคิดว่าหมดทุกเล่ม อ่านทุกประเภท ท่องเที่ยว สารคดี หนังสืออ้างอิง นิยาย ส่วนช่วงเรียนที่จุฬาจะเป็นช่วงฟังเพลง
AW : แสดงว่าพื้นฐานการอ่านค่อนข้างดี
คมสัน : ใช่ครับฝ่ายพ่อผมจะอ่านเยอะ สมัยเด็กไปอยู่ที่ใต้ เวลาปิดเทอมกลับไปมันไม่มีอะไรทำ ก็จะอ่านหนังสือที่พ่อกับอาๆทิ้งเอาไว้ เริ่มจากการ์ตูนก่อน จะมีพวก เด็กก้าวหน้า เจ้าชายผมทอง จากนั้นก็หนังสือในตู้ที่เป็นแนวกำลังภายในกับแนวอื่นๆไล่อ่านไปจนหมดตู้
AW : ผมว่าโรงเรียนอย่างสวนกุหลาบ เทพศิรินทร์มีส่วนผลักดันให้เราเขียนหนังสือนะ บรรยากาศ ประวัติของนักเขียน
คมสัน : ใช่อย่างเทพศิรินทร์ก็จะมี มจ.อากาศดำเกิง
AW : มีศรีบูรพา
คมสัน : แต่เทพศิรินทร์นักเขียนดังกว่า
AW : แต่รุ่นใหม่ๆสวนกุหลาบก็มีเยอะ
คมสัน : วิทยากร เชียงกูล OSK79? ก็ด้วย แต่ถ้าพูดในแง่โรงเรียน สวนกุหลาบน่าจะเด่นในแง่การเมืองมากกว่า บรรยากาศการเมืองค่อนข้างรุนแรง
AW : จบจากสวนกุหลาบไปเรียนต่อที่…
คมสัน : สถาปัตย์จุฬาครับ ตอนที่ผมเข้าจุฬาใหม่ๆผมจะไม่เรียน เกือบเหมือนคนบ้า แม่นี่กลุ้มใจมาก
AW : ทำกิจกรรม
คมสัน : ไม่ครับผมเบื่อ ไม่รู้เป็นไร ผมเบื่อสังคม ผมเดินไปถึงป้ายรถเมล์แล้วก็เดินกลับบ้านมานั่งร้องไห้ ไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราต้องรีบกันขนาดนั้น ทำไมคนเราต้องแย่งกันขึ้นรถเมล์ อยู่ๆก็เป็นแบบนั้นไม่รู้ทำไม ตอนอยู่สวนกุหลาบเพื่อนๆจะจับกลุ่มทุกคนเป็นเพื่อนกันหมด แต่ที่จุฬาทุกคนจะเรียนเก่ง เวลาทำข้อสอบบางคนบอกไม่ได้อ่านหนังสือมา แต่ทำข้อสอบได้หมด แล้วมีเพื่อนจากสวนกุหลาบคนหนึ่ง ชวนผมลาออกจากจุฬาเถอะ ไปเดินทางรอบโลก ตอนนั้นมีความเชื่อว่าเดินทางรอบโลกได้โดยไม่ต้องใช้เงิน
AW : ผมว่าช่วงนี้ (วัยรุ่น) น่าจะเป็นเหมือนกันหมดนะ ช่วงเข้ามหา'ลัยผมก็ไม่เรียนนะ
คมสัน : จนกระทั่งได้ไปค่ายอาสา ทำให้ผมชอบไปค่ายมาก ที่เรียนจบส่วนหนึ่งเพราะไปค่ายอาสา ค่ายแรกตอนปีหนึ่งเทอมปลาย หลังจากนั้นถ้ารู้สึกทำโปรเจ็คแล้วเหนื่อยจนทนไม่ไหว ก็จะไปค้นเอารูปที่ไปค่ายออกมาติดเต็มข้างฝา เพื่อกระตุ้นว่าทำเสร็จแล้วได้ไปแล้ว
AW : แต่ผมว่า เรียนจบออกมาก็เพื่อให้จบ จริงๆแล้วสิ่งที่เราได้มันอีกอย่าง คุณคมสันจบสถาปัตย์เนี่ยจบออกมาก็ทำอย่างอื่น
คมสัน : แต่ผมเป็นสถาปนิกอยู่สี่ปีกว่านะครับ สี่ปีที่ไม่ได้ย้ายบริษัทเลย ตึกที่ผมออกแบบอยู่ตรงสาธรข้าง รพ.บางรัก ยังสร้างไม่เสร็จเลย ผมเป็นคนไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร อยากทำอะไรก็ไปทำ อย่างอยากเล่นละครก็ไปเล่น
AW : เล่นเรื่องแรกเรื่องอะไรครับ
คมสัน : บางกอกศอกกลับ ของคณะสถาปัตย์ฯนั่นพี่ๆจับไปเล่น แต่ได้ข้ามไปเล่นที่อักษรฯด้วย แล้วโชคดีมากที่ได้เรียนวิชาการละครกับครูใหญ่(อ.สดใส พันธุมโกมล) ดันไปเจอว่าการเรียนละครเหมือนไปเรียนรู้เรื่องชีวิต ก่อนไปเรียนผมก็ไม่รู้นะว่าต้องไปเรียนเรื่องนี้ เขาจะสอนให้เรารู้จักตัวเองก่อน เพราะนักแสดงต้องใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือในการแสดง ชั่วโมงแรกสุดของการเรียนผมจำได้เลยว่าครูบอกเลยว่า "บนเวที นักแสดงมีเพียงตัวเองเป็นอาวุธ" จำได้เลยประทับใจมาก ถ้าเรารู้จักตัวเองเราจะไม่แสดงแบบเราแกล้งทำ ถ้าผมเล่นเป็นคนขายกาแฟ ผมไม่ได้แสดงภาพของคนขายกาแฟ แต่ผมเป็นคนขายกาแฟเอง การได้เจอกับครูใหญ่เป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง จากเคยเล่นไพ่ตอนบ่าย เละเทะมาตลอด ก็เปลี่ยนไป ตอนเรียนสถาปัตย์จุฬาผมจะมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง เอาไว้เขียนบันทึกเรื่องราวสารพัด แต่ก็ยังไม่ได้เขียนเรื่องสั้นอย่างจริงจังนัก อย่างเรื่องอสุภกรรมฐานเนี่ย จำได้ว่าตอนที่เขียนเพราะมีเซลล์มาพรีเซนท์วัสดุก่อสร้างแล้วผมก็เบื่อมาก ไม่รู้จะทำอะไรผมก็นั่งเขียนๆออกมาได้เรื่องนั้นเลยเป็นร่างแรกแบบคร่าวๆ แต่ภาพกลุ่มคนยืนรอรถเมล์นี่มันเป็นภาพที่ผมเห็นมานานมาก
AW : แล้วจับพัดจับผลูมาทำทีวีได้อย่างไร
คมสัน : ก็ไม่ถึงกับจับพัดจับผลู ตอนลาออกจากสถาปนิก ผมไปเล่นละครเวทีอยู่กับครูช่าง (อ.ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง)ได้สักพักหนึ่ง ทศพลก็มาชวนไปทำทีวี เพราะทราบมาว่าคุณวิทวัสมาทำรายการตีสิบ แต่ก่อนจะได้ไปทำตีสิบ ตอนผมลาออกมาจากสถาปนิกใหม่ๆน่ะผมเพิ่งเข้าใจว่าในชีวิตคนเราอยู่เฉยๆไม่ได้ ผมนอนไม่หลับ ในชีวิตผมไม่เคยนอนไม่หลับมาก่อนนี่เป็นครั้งแรก ตอนนั้นก็เลยเริ่มแปลงานของมาร์เกซ (Gabriel García Márquez from Colombia, winner of the 1982 nobel prize in literature) เรื่องแรก The Saint ได้ลงในเทรนดี้แมน เพราะผมชอบมาร์เกซมากอยากรู้ก็เลยแปล จากนั้นก็แปลอีกสองเรื่องได้ลงในจุดประกายฯ คือเรื่อง one of these days กับ light is like water เรื่องหลังเนี่ยเด็กเห็นแสงไฟกลายเป็นน้ำแล้วเอาเรือไปพาย โอโห….ชอบมาก (หัวเราะ) เป็นแบบมาร์เกซมากเลย
AW : ผมก็ชอบมาร์เกซ เพราะตอนได้อ่านครั้งแรก ไม่เคยคิดว่างานวรรณกรรมจะมีทางออก เพราะเราคิดแต่ว่าในโลกนี้มีแต่งานสกุลรัสเซีย สกุลฝรั่งเศส สกุลอเมริกา เหมือนเปิดอีกโลกหนึ่งขึ้นมา
คมสัน : ใช่ครับ ผมอยากอ่านสุนทรพจน์ของมาร์เกซตอนรับรางวัลโนเบลจริงๆ พยายามหามาตลอดแต่ยังหาไม่ได้ คิดว่ามันต้องดีแน่ๆ
AW : ตอนนนั้นรายการ 108 มงกุฎ ค่อนข้างได้รับความนิยม แม้รายการจะมาดึก ผมตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะเราขาดแคลนตลกแบบนี้ไปนาน หลังจากซูโม่สำอางค์ แล้วยุทธการขยับเหงือกก็ปิดตัวไปก็ไม่มีตลกแบบนี้อีก มีส่วนเกี่ยวด้วยหรือเปล่าครับ
คมสัน : ใช่มีส่วนมาก
AW : นอกจากเป็นตลกแล้วยังเป็นนักแสดงด้วย คือแสดงหนังเรื่อง O Negative ได้รางวัลนักแสดงประกอบด้วย คุณคมสันเข้าไปเล่นได้ยังไง
คมสัน : ผมค่อนข้างสนิทกับพี่โย(ภิญโญ รู้ธรรม OSK89 ที่เพิ่งแต่งงานไปหมาดๆ) รู้จักกันมาก่อน เพราะตอนเริ่มทำงานใหม่ๆผมได้กินเหล้ากับพี่โยบ่อย แกคงเห็นผมเป็นคนแบบนี้มั้ง เลยเอาผมไปเล่น หนังเรื่อง O Negative นี่ ผมว่าพี่โยแกปล่อยให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเอง เหมือนเขาจับคาร์แรคเตอร์นักแสดงได้ ตัวที่ผมเล่นนี่ก็เป็นตัวผมนะ แต่จริงๆแล้วมันต้องแสดงด้วย แสดงเป็นตัวเอง
AW : น่าจะง่ายนะ
คมสัน : ก็ไม่ง่ายนักนะครับ คนคิดว่าเล่นเป็นตัวเองก็จะเล่นง่าย ก็ลองไปเล่นเป็นตัวเองดู ตอนที่แสดงผมปล่อยให้สัญชาติญาณนำไป
AW : การแสดงเป็นเรื่องยาก ยิ่งต้องแสดงให้เป็น
คมสัน : เรื่องนั้นมันขึ้นอยู่กับความพอดี ทำยังไงให้พอดี ซึ่งในหนังเรื่องนั้น พี่โยจะคอยดูภาพรวมตลอดว่าแต่ละคนแสดงแค่นี้พอหรือยัง
AW : จาก O Negative แล้ว ยังเล่นหนังสั้นอีก
คมสัน : ใช่ครับ ที่มาเล่นหนังสั้นเพราะอยากรู้ว่าหนังนักศึกษาเป็นยังไง ชอบเล่นหนัง อยากเล่นหนัง สนุก เวลาฟิล์มมันถ่ายเรา ได้ยินเสียงฟิลม์วิ่งดัง…นี่…โห…สนุกมาก
AW : นอกจากเล่นหนังยังชอบดูหนังด้วย
คมสัน : ชอบมาก ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ หมดตัวเพราะสามอย่างนี้แหละ อย่างฟังเพลงนี่ชอบมาก ผมเป็นโรคจิตเลย ดูหนังยังไม่บ้าเท่าชอบซื้อแผ่นซีดี (หัวเราะ)
AW : คงพอๆกับผม เมื่อก่อนยังไม่มีซีดีก็ซื้อเทปเป็นตั้งๆ
คมสัน : สมัยก่อนไงเทปผี 501,พีค็อค ตอนนั้นตลาดเทปผีบูมมาก สังเกตไหมว่าประเทศเราเจริญลงทางด้านวัฒนธรรม ผมเพิ่งสังเกตว่าหนังไทยในยุคครูเนรมิตอย่างเรื่อง เรือนแพ, ละครเร่ หรืออย่างของหนังของคุณรัสต์ เปสตันยี ผมได้ไปดูแล้ว โอโห…เหมือนผมได้ดูหนังของจาง อี้ โหมว มันมีความเป็นไทยแฝงอยู่สูงมาก อย่างเพลงในยุคสุนทราภรณ์นี่ ผมว่าเท่าๆกับเพลงฝรั่งยุคนั้นเลยนะ การเรียบเรียงเสียงประสานมันลงตัวมาก หรือตอนนี้ที่เราไม่ไปไหน อาจจะมีสาเหตุจากที่ยุคนี้โลกกลายเป็นใบเดียวกันหรือเปล่า
AW : ประเทศเราไม่ได้ล้าหลังนะ แต่ไปไล่หลังเขาต่างหาก ตามยังไงก็ตามไม่ทัน
คมสัน : (มีช่วงหนึ่ง)กระแสกำลังกลับมาที่ตะวันออก เห็นฝรั่งชอบ "นางนากแดนซ์" (หัวเราะ)
AW : ความจริงกระแสตะวันออกมาตั้งแต่ยุค '70
คมสัน : ใช่ครับ
AW : อย่างเทปผีนี่ทำให้คนเสพงานค่อนข้างกว้าง
คมสัน : ใช่ๆ อย่างพีคอกช่วงหนึ่ง ซื้อลิขสิทธิ์เพลงแจ๊สของสังกัด OJC มาออกเป็นเทปเลยนะ เช่นงานของไมลส์ เดวิส ทำออกมาตั้งหลายชุด ดีมากเลย
AW : สมัยนี้อย่าว่าแต่ทำเทปออกมา แผ่นซีดียังไม่ยอมสั่งเข้ามาขาย
คมสัน : อย่างตอนนี้ถ้าใครอยากฟังเพลงแปลกๆถ้ามีเงินหน่อยก็สั่งซื้อเอาเอง ที่แปลกอย่างคือในเมืองไทยถ้าไม่มีใครบอกว่าดีคนจะไม่เชื่อ ให้คุณเขียนหนังสือดีให้ตาย ถ้าไม่มีคนบอกว่าดีก็ไม่มีใครกล้าซื้อ เขาจะรอให้คนอื่นบอกก่อน อย่างค่ายเทปหนึ่งออกเทปมาปุ๊บโฆษณาไปก่อนเลยว่าฮิตแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่ฮิต แต่พอโฆษณาว่าฮิตแล้วมันก็ฮิตจริงๆ ต้องคอยชี้นำ
AW : อย่างหนังสือ เวลาเราเขียน เราไม่กล้าบอกว่าของเราดี
คมสัน : ซีไรต์ถึงเวิร์ค
AW : เพราะนักเขียนคงไม่กล้าออกตัวว่างานของตนเป็นงานดี
คมสัน : ถึงบอกอย่างนั้นก็โดนโห่ หาว่าอหังการ์ แต่ก็ไม่ผิดนะว่าเราเขียนหนังสือดี
AW : ในปัจจุบันการทำอะไรทั้งหลายขึ้นอยู่กับการโปรโมต
คมสัน : มาร์เก็ตติ้งนำหน้า
AW : บางคนบอกว่าของดีจริงมันต้องขายได้ด้วยตัวมันเอง
คมสัน : แต่ว่ามันอาจจะขายช้า และได้จำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
AW : ของดีย่อมเป็นทองแท้ไม่กลัวไฟ
คมสัน : ก็โอเค ถ้าเชื่ออย่างนั้นก็ไม่ต้องไปโทษไปว่าคนที่ไม่เชื่อ อย่างหนังเรื่อง Titanic พอหนังมันเป็นกระแสขายได้ทำเงิน คนอีกกลุ่มจะต้องไม่ชอบ ผมเกลียดความคิดแบบนี้ ผมไม่อยากให้คนที่ดูหนังตามสถาบันฯ แล้วบอกว่าฮอลลีวู้ดมันแย่
AW : ถ้าเราไปกั้นก็ผิดแล้วล่ะ
คมสัน : กั้นไม่เท่าไหร่ ถ้ากั้นแล้วอยู่ในกรอบของตัวเอง คนอื่นเขาก็มีกรอบ แต่อย่าไปกระทบกรอบคนอื่น อย่างมียุคหนึ่งผมจำได้คนฟังคาราบาวไปกระทบกระเทียบคนฟังวงคีรีบูน เสร็จแล้วคนฟังคีรีบูนก็เลยกระแทกกระทบคนฟังคาราบาว มันจะไปกระทบกันทำไม มันคนละแบบกัน คีรีบูนหรือคาราบาวไม่ใช่ดีหรือไม่ดี แต่มันไม่ได้อยู่ในรสนิยมของเราต่างหาก
AW : ถ้าเราไม่ได้อยู่ตรงนี้ เราอาจจะไปหลงอยู่กับอะไรก็ได้
คมสัน : หรือบางทีตอนนี้เราอาจจะกำลังหลงอะไรอยู่ก็ได้นะ เป็นอีกบ่วงหนึ่งของมาร ของซาตาน พอดีตอนนี้ผมกำลังอ่านเรื่องวันอามาเกด้อนอยู่เนี่ย เป็นหนังสือตลกเสียดสีเรื่องพวกเนี้ย หรือมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นประเด็นนิยมมากในวงการวรรณกรรม ที่บอกวรรณกรรมรุ่นใหม่ทำไมชอบเขียนเรื่องตัวเอง คนที่ชอบพูดอย่างนี้เคยไปดูสิ่งที่เป็นรุ่นนี้จริงๆหรือเปล่า ผมมาเริ่มสังเกตเรื่องนี้ตอนไปดูหนังเทศกาลกรุงเทพฯครั้งที่ 2 แล้วหนังเกือบทุกเรื่องมันพูดถึงเรื่องตัวเองหมดเลยสังเกตไหม เป็นเรื่องชีวิตของคน การบรรลุในสิ่งที่ตนเองอยากจะรู้ แล้วหนังก็จะซ้ำๆประเด็นนี้ เป็นคนหนุ่มสาวซึ่งมองหาอะไรอยู่ ชีวิตน่าเบื่อ ที่น่าสนใจคือมันคิดแบบนี้ทั้งโลกนะอย่างเรื่อง Winterland (หนังอาร์เจนติน่า) เนี่ยก็เป็น มันเป็นประเด็นของยุคเลย ต่อมาผมไปอ่านหนังสือของนักเขียนญี่ปุ่นเรื่อง Wild Sheep Chase (Novel by Haruki Murakami) เอ๊ะ..ก็เป็นแบบนี้ ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้วนะครับ หรือมันจะเป็นวิธีคิดของยุค ที่คนบอกว่าไม่มีพระเจ้าคล้ายๆแบบเป็นแอบเสิร์ดไปแล้ว (ในความหมายของแอบเสิร์ดแบบละคร เช่นเรื่องคอยโกโดต์) นอกจากคนยุคนี้จะคิดว่าไม่มีพระเจ้าแล้ว แถมมันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันหาอะไรอยู่ อย่างผมอ่านหนังสือหรือดูหนังแนวนี้ผมสัมผัสได้เลยว่านี่เป็นยุคของผม ผมดู Winterlandแล้ว ผมคิดว่าผมเข้าใจว่าทำไมไอ้นี่มันถึงขับรถไปเรื่อยๆ (หัวเราะ) แต่คนอื่นอาจจะคิดว่าไอ้นี่ทำอะไรน่ะ มันจะไปไหนของมัน มันไม่มีเหตุผล มันไม่ได้ให้อะไรกับชีวิต ไม่มีพล็อต แต่ผมกลับชอบ มันเป็นเรื่องของคนที่ศรัทธาอะไรไม่รู้ รู้เพียงว่ามันต้องเป็นแบบนี้
AW : อย่างเรื่องนี้ผมว่าเราถกเถียงกันไม่มีทางจบว่ามันจะเป็นอย่างไร
คมสัน : เราอาจจะต้องทำของเราเอง หาสนามของเราเอง ถ้าสนามอื่นเขาไม่ชอบ ไม่เข้าใจความรู้สึกแบบนี้ หรือสนามอื่นอาจจะไม่ชอบวิม เวนเดอร์ ก็ได้(หัวเราะ) หรือยุคนี้คนกำลังแสวงหาบางอย่างไปเรื่อยๆ วันนี้ผมอาจจะกำลังแสวงหาร้านอาหารอร่อยร้านหนึ่ง ก็แค่นั้นเองไม่มีอะไรมาก แต่ผมดันเห็นว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของผมสำหรับวันนี้ ที่แปลกคือ ทำไมอยู่ๆความคิดแบบนี้มันเกิดขึ้นไปทั่วโลก หรือผมจะหมกมุ่นแต่มันทำให้ผมคิดแบบนี้
AW : ในวงวรรณกรรมบ้านเรามักจะเรียกร้องพล็อตที่มันใหญ่ๆ พล็อตเกี่ยวกับการเมืองที่จะมีผลกระทบกับคนวงกว้าง
คมสัน : ผมว่ามันคนละกลุ่ม คนรุ่นนั้นก็ต้องเข้าใจคนที่เป็นแบบนี้บ้าง คนรุ่นนี้เป็นคนที่ไม่กล้า ไม่กล้าประกาศตัวเองขนาดนั้น เขียนหนังสือเพราะอยากจะบอกรักใครสักคน แต่ให้บอกตรงๆคงไม่กล้าทำ คนยุคนี้เป็นคนที่ไม่กล้าเพราะเขาผิดหวังกับอะไรไม่รู้ ตกงานบ้าง สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปบ้าง เขาไม่กล้าไปถือธงแบบยุคอื่น อย่างยุคหนึ่งวรรณกรรมคือฆ้อนที่จะต้องทุบหัวเรา ผมไม่สามารถเขียนหนังสือแบบนั้นได้ เราอยู่กันเงียบๆ มีงานก็เอ้า..ไปกันโว้ย แต่พอไปถึงก็ไปแอบๆอยู่กัน ผมว่ามันคนระบบกัน
AW : เอาแค่อยากคุยกับคนที่ไม่รู้จักสักคนยังไม่กล้าเลย
คมสัน : อย่างผมยังอายเลย คือมันเป็นเรื่องของคนยุคนี้ ซึ่งเขาจะไม่ต่อสู้ด้วยสิทธิ์อันนี้ ซึ่งไม่ได้เป็นความผิดของเขา เพราะเขาเป็นแบบนี้ เขาเห็นว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องประจำชีวิตของเขา เรื่องที่ไร้สาระ ยุคสมัยไร้สาระ ผมเจอว่ามีคนเหงาอยู่เยอะแยะไปหมด คนนี้ก็เหงา คนโน้นก็เหงา เอ๊ะ..เจอคนนั้นก็ไปดูหนังคนเดียว เจอคนนี้ก็ เอ๊ะ…อ่านหนังสือคนเดียวอีกแล้ว
AW : ผมว่าเขาไม่เข้าใจว่าเรามีชีวิตอยู่อย่างไรมากกว่า
คมสัน : เรายังไม่รู้ว่าศัตรูของเราคือใครเลย ตัวเราเอง พ่อแม่ สังคม รัฐบาล อย่างถ้ายุบสภาจะให้ผมเลือกใครน่ะบอกผมหน่อย
AW : เพราะมันเลวกันหมด
คมสัน : ศัตรูมันเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เด่นชัด
AW : เมื่อก่อนยังง่ายนะมีซ้ายกับขวา แต่ยุคนี้มันยากที่จะอธิบาย มีแต่คำถาม "ทำไม" แล้วก็ไม่มีคำตอบ
คมสัน : อย่างถ้าเขาทำงานประจำ ตอกบัตรเข้าแปดโมงเช้า ตอกบัตรออกห้าโมงเย็น ไม่มีทางอื่นให้เลือกเหลือเลย เสาร์อาทิตย์ไม่รู้จะไปไหนก็ต้องไปห้าง โห ถ้าเบื่อแล้วต้องลาออก นี่เรื่องใหญ่ของเขาเลยนะ ก็เลยต้องเหมือนเดิม ชีวิตเหมือนเดิม มันน่าจะมีการวิเคราะห์กันไปเลยไหมว่าทำไมมีแต่คนเขียนเรื่องเดิมๆ แต่ความจริงปัญหานี้อาจจะไม่ต้องการอะไรเลยก็ได้ เหมือนเขาก็ต้องถาม ใครทำอะไรออกมาก็ต้องถูกถามแบบนี้
AW : อาจจะเป็นคำถามจัดตั้งก็ได้ (หัวเราะ) คุยกันมาค่อนข้างยาว
คมสัน : ครับ แต่สนุกดี
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก : http://www.osknetwork.com