มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน | Reading Culture Promotion Foundation

เสียงบ่นของคนทำหนังสือคนหนึ่ง (1)

 

 
อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ค หรือปู่อาร์เธอร์ผู้ล่วงลับ เคยตั้งข้อสังเกตเมื่อเขียนบทความทำนายอนาคต ตีพิมพ์ในนิตยสารเพลย์บอยราวยี่สิบปีก่อนว่า การทำนายเหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้เช่น 5-10 ปีข้างหน้านั้นยากกว่าการทำนายอนาคตไกลๆ เช่น 100-200 ปีข้างหน้ามากนัก 
 
ข้อสังเกตนี้อาจสวนทางกับสามัญสำนึกของเรา และปู่อาร์เธอร์ก็ไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไม นอกจากจะบอกอย่างมีอารมณ์ขันว่า การทำนายอนาคตไกลๆ ถึงจะห่างจากความจริงหลายโยชน์ ก็ไม่มีใครมีชีวิตอยู่ต่อว่าปู่แก 
 
แต่ข้อสังเกตของปู่อาร์เธอร์ถูกต้อง เวลานี้ใครๆ ก็รู้ว่า การทำนายอนาคตสัก 2-3 ปีข้างหน้าเป็นเรื่องยากยิ่งนัก 
 
ย้อนหลังไปแค่ยี่สิบปี จะมีใครเชื่อว่า วันนี้โลกเราหายใจด้วยระบบอินเทอร์เน็ต ใครจะเชื่อว่าเรามีสิ่งที่เรียกว่า โทรศัพท์มือถือ, อีเมล, ระบบค้นหาข้อมูลเช่น Google, ศูนย์รวมวิดีโอเช่น You Tube ฯลฯ เทคโนโลยีเปลี่ยนไปแทบวันต่อวัน และมันก็เปลี่ยนพฤติกรรมของคนด้วย ไม่มีใครเมื่อยี่สิบปีก่อนเชื่อว่าวันนี้ชาวโลกสามารถหาเรื่องคุยกันได้ตลอด เวลาเช่นเวลานี้
 
อินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของหลายคน ขอบเขตหน้าที่ของมันขยายตัวกว้างออกไปทุกที แทบทุกอย่างเกิดขึ้นในโลกอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่ข่าวไปถึงความบันเทิง หลายๆ กิจกรรมที่เคยจับต้องได้กลายเป็นดิจิตัลในโลกเสมือนจริง ยกตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์บนโต๊ะอาหารเช้าของหลายบ้านก็หายไปแล้ว เมื่อสามารถอ่านมันผ่านคอมพิวเตอร์ ฤทธิ์ดิจิตัลทำให้สำนักหนังสือพิมพ์หลายแห่งในโลกปิดกิจการไป เนื่องจากลูกค้าหดหาย เพราะสามารถเสพข่าวคราว (และข่าวคาว) ผ่านอินเทอร์เน็ตแทบจะฟรี เช่นเดียวกับงานเรียงตัวในโรงพิมพ์แบบเก่า การแต่งรูปถ่ายด้วยมือ มิเพียงแต่หนังสือพิมพ์เท่านั้น นิตยสารหลายฉบับก็ไม่พ้นชะตากรรม รวมไปถึงอีกหลายๆ อาชีพที่สูญพันธุ์ไปแทบข้ามคืน คำถามคือ หนังสือที่พิมพ์ด้วยกระดาษจะสูญพันธุ์หรือไม่? ในเมื่อปัจจุบันการเสพหนังสือสามารถกระทำผ่านอินเทอร์เน็ตและระบบอีบุ๊คที่ แสนจะทันสมัยและอ่านง่ายขึ้นเรื่อยๆ
 
น่าเสียดายที่ปู่อาร์เธอร์ไม่อยู่ให้เราถามแล้ว
 
แม้ปู่เป็นนักเขียนคนแรกๆ ในโลกที่เขียนหนังสือด้วยคอมพิวเตอร์ (แกส่งต้นฉบับ 2010 : Odyssey Two บนแผ่นฟล็อปปี้ ดิสก์ รุ่นแรกๆ) เช่นเดียวกับนักเขียนส่วนใหญ่ในโลก ปู่น่าจะชอบหนังสือกระดาษมากกว่า
 
แต่หากให้ปู่ในสถานะนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์มองไปในอนาคตไกลๆ ปู่ก็คงตอบว่า ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม วันหนึ่งในอนาคต หนังสือกระดาษก็อาจสูญพันธุ์ไปจริงๆ แม้กระทั่งระบบอินเทอร์เน็ตและระบบอื่นๆ ที่ตามหลังเป็นพรวนมา ก็อาจสูญพันธุ์ด้วย เหตุผลเพราะโลกเราหมุนไปข้างหน้า คลื่นลูกใหม่กลืนคลื่นลูกเก่า เทคโนโลยีใหม่มาแทนเทคโนโลยีเก่าด้วยอัตราเร่งเร็วขึ้นทุกที และบางเทคโนโลยีอาจเป็นนวัตกรรมที่ล้มระบบเก่าโดยสิ้นเชิง
 
ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกหากในวันหนึ่งเมื่อเทคโนโลยีของมนุษย์ก้าวไปถึงจุด หนึ่ง อินเทอร์เน็ตก็จะเป็นเช่นศิลาจารึกของคนโบราณ เพราะเราอาจสามารถสร้างเครื่องมือสื่อสารที่ฝังในสมองของคน หรืองอกในสมองของคนโดยธรรมชาติ ผ่านกระบวนการของพันธุวิศวกรรม วันหนึ่งเราไม่เพียงแต่สามารเสพหนังสือทุกเล่มในโลก แต่อาจทำได้ในเวลาระดับวินาที ย่อมมีคนถามว่า แล้วมันมีความสุขตรงไหนในการ 'อ่าน' แบบนั้น? ข้อแย้งของนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์คือ แล้วใครจะบอกว่าเราไม่สามารถสร้างความสุขด้วยการอ่านแบบนั้น? ในเมื่อความสุขของมนุษย์เกิดจากการทำงานประสาทของเรา ใครจะรู้ เทคโนโลยีใหม่นี้อาจทำให้การอ่านแบบใหม่อาจจะสนุกสมใจกว่าการอ่านแบบหนังสือ กระดาษล้านเท่า! อาจจะสนุกกว่าการมีเพศสัมพันธ์ด้วยซ้ำ!
 
และใครจะรู้ เมื่อถึงวันหนึ่ง เราก็อาจไปถึงจุดที่เราไม่ต้องอ่านด้วยซ้ำ ในเมื่อมนุษย์อาจเกิดมาพร้อมความรู้ทั้งปวงแบบฝังมาเสร็จสรรพในวันเกิด
 
นั่นเป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้ 
 
วันนี้ แลรี เพจ กับ เซอร์กี บริน เจ้านายใหญ่ของ Google.com ตั้งเป้าหมายว่า วันหนึ่งจะแปลงหนังสือทั้งหมดในโลกเป็นดิจิตัล หากเป็นเช่นนั้นจริง วันหนึ่งหนังสือในรูปแบบเดิมๆ ที่พิมพ์ด้วยกระดาษ ก็อาจเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะการเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เน็ตง่ายกว่า เร็วกว่า และเกือบฟรี
 
ห้องสมุดในอนาคตอันใกล้ไม่จำเป็นต้องเป็นอาคารใหญ่อีกต่อไป วงการหนังสือตอนนี้ก็แทบเป็นดิจิตัลแทบทั้งหมดแล้ว ดังนั้นหากนักเขียนสามารถค้นหาข้อมูลทั้งหมดในโลกผ่านอินเทอร์เน็ตได้ จะประหยัดเวลามหาศาล 
 
กระนั้นคนส่วนใหญ่ก็ทายว่าหนังสือกระดาษอาจยังไม่หายไปง่ายๆ ในหนึ่งหรือสองทศวรรษนี้
 
เหตุผลหลักคือความรู้สึกผูกพันทางใจกับหนังสือกระดาษ
 
ความผูกพันทางใจนี่เองที่ทำให้แม้ปัจจุบันจะมีร้านสะดวกซื้อแทบทุกหัวมุมถนน แต่ร้านขายของชำก็ยังไม่หายไปไหน มีรถยนต์หรู แต่ก็ยังมีรถสามล้อ มีจักรยานยนต์ แต่จักรยานก็ยังอยู่ดี
 
ความผูกพันกับกระดาษอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หนังสือกระดาษยังดำรงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลหลัก (หรือช้าหรือเร็วมันก็จะไม่ใช่เหตุผลหลัก) สมมุติว่าเราให้เด็กรุ่นใหม่อ่านหนังสือเรื่องแรกจากอีบุ๊ค และคุ้นเคยกับการอ่านวิธีนี้ พวกเขาก็ย่อมไม่มีความผูกพันกับหนังสือกระดาษ เช่นที่เราไม่เคยมีความผูกพันกับวัฒนธรรมการอ่านแบบคัดลอกจากต้นฉบับด้วยตน เองหรืออ่านจากใบลานเช่นคนโบราณ
 
 
 
ผู้ที่เชื่อว่าหนังสือกระดาษจะสูญพันธุ์ในชั่วอายุขัยของเราให้เหตุผลหลาย ข้อ เช่นความสะดวก อีบุ๊คหนึ่งเครื่องเช่น Kindle ของกลุ่มอะเมซอน วันนี้บรรจุหนังสือได้ราว 1,500 เล่ม (และจะมากขึ้นอีกเรื่อยๆ) อ่านได้ง่ายขึ้น และราคาจะถูกลงเรื่อยๆ
 
อีกเหตุผลหนึ่งที่เชื่อว่ามันจะทำให้หนังสือกระดาษสูญพันธุ์ก็คือ ระบบดิจิตัลจะช่วยประหยัดป่าไม้ ไม่ต้องตัดไม้มาทำกระดาษ
 
การประหยัดทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์ไม้เป็นประเด็นที่น่าสนใจ แต่ก็มีข้อแย้งกลับว่า กระดาษผลิตจากไม้ก็จริง แต่ความจริงแล้วโรงงานผลิตกระดาษจะปลูกไม้โตเร็วสำหรับผลิตกระดาษโดยเฉพาะ
 
ทว่าต่อให้กระดาษทั้งหมดผลิตจากการทำลายป่าที่เกิดตามธรรมชาติก็จริง เปอร์เซ็นต์ของการใช้กระดาษเพื่อผลิตหนังสือก็ยังน้อยกว่าเพื่อการอื่น ในชีวิตประจำวันของแต่ละคน เราใช้กระดาษตั้งแต่เช้ายันค่ำ ตั้งแต่กระดาษชำระหลังตื่นนอน กินอาหารเช้าซีเรียลที่บรรจุในกล่องกระดาษ อ่านหนังสือพิมพ์กระดาษ เช็ดปากด้วยกระดาษทิชชู ไปถึงที่ทำงานก็ใช้เอกสารกระดาษ ไปช็อปปิ้งก็ใช้กล่องสินค้า กระดาษห่อของขวัญ ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี เราใช้กระดาษในการทำเอกสารทุกชนิด ตั้งแต่แรกเกิดไปจนวันตาย ใบสูติบัตร ใบจดทะเบียนสมรส ใบหย่า ใบมรณกรรม ไปจนถึงผ้าอนามัยของผู้หญิงทั้งโลก (น่าจะเรียกว่า 'กระดาษอนามัย' จะตรงกว่า!)
 
นอกจากจะใช้กระดาษในแทบทุกเรื่องแล้ว เรายังมีนิสัยใช้มากเกินความพอดี หน่วยงานราชการและเอกชนจำนวนมากใช้กระดาษอย่างสิ้นเปลืองและไม่มีความจำเป็น ศูนย์การค้าหลายแห่งในบ้านเราเขียนใบเสร็จที่มีสำเนา 3-4 ใบต่อสินค้าชิ้นเดียว
 
ดังนั้นประเด็นการใช้ทรัพยากรกระดาษเพื่อผลิตหนังสือก็ยังอาจเป็นเหตุผลรองที่จะทำให้หนังสือกระดาษสูญพันธุ์ในเร็ววัน
 
เราอาจต้องมองกว้างกว่าแค่ว่าเทคโนโลยีดิจิตัลทำให้หนังสือกระดาษสูญพันธุ์ เพราะหนังสือไม่ว่าจะเป็นกระดาษหรือดิจิตัลก็มีโอกาสสูญพันธุ์ทั้งคู่ หากหนังสือไม่อาจเบียดสื่ออื่นขึ้นมาได้
 
ปัญหาที่น่ากลัวกว่าการสูญพันธุ์ของหนังสือกระดาษก็คือการสูญพันธุ์ของนักอ่านต่างหาก!
 
โลกวันนี้ไม่เหมือนโลกเมื่อ 50-100 ปีก่อน เมื่อหนังสือเป็นเพียงหนึ่งในทางเลือกไม่กี่ทางของการเรียนรู้และบันเทิง สมัยก่อนหนังสือ(นิยาย)แทบจะเป็นสื่อบันเทิงชนิดเดียว เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่มีโทรทัศน์ วิทยุก็มีรายการจำกัดมาก ในแต่ละเมืองมีไม่กี่ครอบครัวซึ่งมีปัญญามีโทรทัศน์ หนังสือจึงมีบทบาทมากกว่าในสมัยนี้หลายเท่า ตอนนี้เรามีโทรทัศน์หลายสิบช่อง โรงหนังดีกว่าสมัยก่อนร้อยเท่า ทางเลือกของความบันเทิงกว้างกว่าเดิม จึงไม่แปลกที่จำนวนคนอ่านหนังสือลดลง มิพักเอ่ยถึงหนังสือตระกูลวรรณกรรมซึ่งเดิมทีคนก็อ่านน้อยอยู่แล้ว
 
วิสัยทัศน์แรกที่เราต้องมีคือการเห็นประโยชน์ในระยะยาวของการเสพความรู้แบบ หลากหลาย เราไม่ควรมองสื่ออื่นเป็นศัตรูของหนังสือ เพราะทุกสื่อย่อมมีคุณของมัน ถ้าใช้ให้เป็น 
 
เมื่อมองภาพการเสพความรู้ในองค์รวม ประเด็นการอ่านด้วยวิธีใดจึงไม่สำคัญเท่ากับว่าผู้คนอ่านหนังสือหรือไม่ และการอ่านหรือไม่ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าอ่านอะไร ดังนั้นการถกเรื่องจำนวนบรรทัดที่คนไทยอ่านต่อปีจึงอาจเป็นการเกาไม่ถูกที่ คัน 
 
 
 
วินทร์ เลียววาริณ
 
www.winbookclub.com
 
10 ตุลาคม 2552 
 
 
คมคำคนคม 
 
The man who doesn't read good books has no advantage over the man who can't read them. 
 
คนที่ไม่อ่านหนังสือดีมิได้มีโอกาสเหนือคนที่อ่านหนังสือไม่ออก 
 
Mark Twain 
1835 – 1910