มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน | Reading Culture Promotion Foundation

เสน่ห์ไทย…หัวใจฝรั่ง โรเบิร์ต เจ.บิคเนอร์

 

 
ฟังเลคเชอร์วิชาภาษาและวรรณคดีไทยจากอาจารย์ฝรั่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา ผู้ศึกษาเรื่องลิลิตพระลออย่างละเอียดและแตกต่างจากที่เราเคยเรียน 
 
เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใด พี่เอย 
 
 
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า 
 
สองเขือพี่หลับใหล ลืมตื่น ฤาพี่ 
 
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือฯ 
 
เป็นโคลงบทยอดนิยมจากวรรณคดีไทยชื่อก้อง “ลิลิตพระลอ” แม้โคลงบทนี้จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก แต่ถ้าถามเด็กๆ เยาวชนคนรุ่นหลังอาจมีไม่กี่คนนักที่รู้จักและท่องได้ 
 
ฉะนั้นจึงเป็นความรู้สึกที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย หากได้ยินได้ฟัง “ฝรั่งทั้งแท่ง” ท่องโคลงบทนี้อย่างแม่นยำ แถมไม่มีผิดเพี้ยนแม้เสียงวรรณยุกต์
 
ฝรั่งคนที่ว่านี้คือ โรเบิร์ต เจ. บิคเนอร์ (Robert J. Bickner) ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยแห่งคณะอักษรศาสตร์ (College of Letters and Science) มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งรัฐวิสคอนซิน ในเขตมิดเวสต์ของสหรัฐอเมริกา เจ้าของดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “ลิลิตพระลอ” 
 
เส้นทางชีวิตและงานของอาจารย์บิคเนอร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้เราได้ทราบความจริงว่าผู้คนในอีกซีกโลกหนึ่งให้ความสนใจภาษาไทยและประเทศไทยไม่น้อยเลย 
 
 
ยามที่ทุกครัวเรือนในบ้านเราพยายามสนับสนุนให้บุตรหลานคร่ำเคร่งกับภาษาอังกฤษ ส่งเรียนต่อต่างประเทศ และผู้คนในรั้วมหาวิทยาลัยต่างก็พยายามศึกษาเรียนรู้ความเป็นไปในโลกตะวันตกนั้น ในห้วงเวลาเดียวกันยังมีฝรั่งอีกจำนวนมากกำลังท่องบ่นภาษาไทย ขณะที่อาจารย์บิคเนอร์ย้ำว่า ความเป็นไทยก็มี “อะไรๆ” ให้ศึกษาค้นคว้าอีกมากมาย…ไม่แพ้ชาติใดในโลก 
 
 
 
ไปเมืองไทยครั้งแรกเมื่อไหร่ 
 
ผมเคยไปบางแสนสมัยยังเป็นวิทยาลัยครู ตอนนั้นปี พ.ศ.2513 ก่อนไปก็ได้ไปเรียนภาษาไทยที่ฮาวาย 6 อาทิตย์ แล้วก็ไปเรียนต่อที่บางแสนอีก 6 อาทิตย์ ไปนั่งห้องเรียนชั้น ป.1 ของโรงเรียนสาธิต ฝรั่งอย่างผมก็ตัวใหญ่ ไปนั่งเรียนห้องเรียนชั้น ป.1 โต๊ะเก้าอี้เล็กมาก (หัวเราะพร้อมทำมือประกอบ) 
 
 
ตอนนั้นผมไปในฐานะอาสาสมัคร Peace Corps (หน่วยสันติภาพของสหรัฐอเมริกาที่ส่งอาสาสมัครอเมริกันไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย เพื่อช่วยปฏิบัติงานให้หน่วยราชการของไทยในด้านการศึกษาภาษาอังกฤษ การเกษตร การพัฒนาชนบท และสาธารณสุข) ใช้เวลา 2 ปี พอหมดโครงการแล้วยังรู้สึกสนุกอยู่ ก็เลยอยู่ต่อ พอเข้าปีที่ 3 เริ่มถนัดใช้ภาษาไทยแล้วด้วย 
 
 
ตอนที่ไปครั้งแรกนั้นอยู่เมืองไทยร่วมๆ 4 ปี แล้วก็กลับมาเรียนต่อปริญญาโทด้าน Asian Studies เน้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา แล้วก็ต่อปริญญาเอกด้านภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน ได้รู้จักกับแฟนคนไทย แล้วก็แต่งงานกัน ส่วนที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ผมสอนภาษาไทยมา 30 ปีแล้ว 
 
 
ได้แต่งงานกับคนไทย และปัจจุบันมีลูกด้วยกัน… 
 
ครับ ผมมีลูก 2 คน เรื่องการตั้งชื่อลูกเป็นเรื่องใหญ่มาก ผมกับแฟนพยายามตั้งชื่อให้ออกเสียงได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เลือกคำที่ครอบครัวผมที่อเมริกาสามารถออกเสียงได้แน่ๆ ลูกชายชื่อ “เทวินทร์” ภาษาอังกฤษก็ “เดวิน” ลูกสาวชื่อ “อัญชลิน” ภาษาอังกฤษจะออกเสียงเป็น “แองเจอลีน” 
 
 
ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินมีเปิดสอนวิชาภาษาไทยโดยตรงเลย? 
 
 
ผมสอนวรรณคดีไทย เทอมที่แล้วมีนักศึกษา 10 คน เทอมนี้ 5 คน การเรียนการสอนภาษาไทยมีทั้งระดับพื้นฐาน ระดับกลาง และระดับสูงสำหรับพวกที่จบปริญญาตรีแล้ว หรือกำลังเรียนปริญญาเอก มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐสอนวรรณคดีเปรียบเทียบ 
 
 
เฉพาะที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เรามีเปิด 4 คอร์ส คือ Skill Course ปี 1-3 เรียนอ่าน จำคำ และฝึกออกเสียง, Structure of Thai เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องโครงสร้างทางภาษา, คอร์สวรรณคดี 3 ระดับ เรื่องสั้น นวนิยาย และร้อยกรอง แล้วก็มีคอร์สที่เพิ่งเปิดเมื่อเทอมที่แล้ว เพราะมีนักศึกษา 9 คนกำลังทำวิจัยเกี่ยวกับประเทศไทย แต่ติดขัดตรงที่อ่านตำราสิ่งแวดล้อมและตำราที่เกี่ยวกับสังคมไทยไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ก็เลยเปิดคอร์สพิเศษให้คือ Reading Thai for Research 
 
 
สมัยก่อนคนเรียนภาษาไทยโดยตรงมีน้อย และคณะที่เกี่ยวกับภาษาศาสตร์ก็ไม่มีสอนภาษาไทยโดยตรง ประกอบกับคนต้องเรียนภาษาอื่น ไม่อย่างนั้นหางานทำไม่ได้ อย่างผมก็เลือกเรียนภาษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน แต่ปัจจุบันมีศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา และมีเปิดสอนภาษาไทย 
 
 
 
ทำไมอาจารย์ถึงสนใจภาษาไทย และมีวิธีการเรียนรู้ภาษาไทยอย่างไร 
 
ผมชอบภาษาไทยมาก ชาติก่อนอาจเป็นคนไทยก็ได้ ตอนที่ไปเมืองไทยใหม่ๆ นอกจากเรียนหลักสูตรที่สอนแบบเร่งรัด 12 อาทิตย์แล้ว ผมก็เรียนด้วยตัวเอง หาหนังสือมาอ่าน เริ่มจากการดูข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหน้าหลัง มีคอลัมน์ที่ชื่อว่า “ข่าวโลก” โดยข่าวพวกนี้จะลงเป็นภาษาอังกฤษที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์กับเดอะเนชั่นก่อน พอวันรุ่งขึ้นก็จะลงไทยรัฐ ผมก็จะเอามาอ่านเทียบกัน ไม่ว่าจะเป็นชื่อและเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ 
 
 
ในความรู้สึกคิดว่าภาษาไทยยากไหม 
 
 
ยากมาก พอๆ กับภาษาจีนเลย สำหรับคนที่มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ต้องเรียนอย่างหนักจึงจะเข้าใจ เพราะวิธีเรียงประโยคและการออกเสียงไม่เหมือนกับภาษาอังกฤษเลย 
 
 
สมัยก่อนเพื่อนคนไทยแนะนำผมว่า…ดื่มแม่โขงสักแก้ว จะพูดภาษาไทยเก่งขึ้นเยอะเลย (หัวเราะ) จริงๆ ผมมีเพื่อนคนไทยเยอะ แต่ผมก็ไม่มีความมั่นใจที่จะพูด ผมเก็บตัว สังเกตอยู่เป็นปีถึงจะมั่นใจและเริ่มพูด เริ่มจากการไปจ่ายตลาดเอง 
 
 
จำได้ไหมว่าภาษาไทยคำแรกที่พูดคือคำว่าอะไร 
 
 
(นึกอยู่ครู่หนึ่ง) น่าจะเป็นคำว่า “ก๋วยเตี๋ยว” มั้ง คือตอนนั้นไปอยู่บางแสนได้ 2 อาทิตย์ ก็นัดกันไปเที่ยวกับเพื่อนที่เป็นฝรั่งด้วยกัน จำไม่ได้แล้วว่าไปไหน ก็ไปนั่งรอรถกันในร้านก๋วยเตี๋ยว ตอนนั้นเราไม่รู้จักก๋วยเตี๋ยว แต่ไปนั่งในร้าน ก็เลยลองสั่งมากินบ้าง สั่งก๋วยเตี๋ยวมา 3 ชาม สักพักเจ้าของร้านก็ยกมา มีตะเกียบวางไว้บนชาม ก็เลยงงว่าจะกินอย่างไร เพราะความเข้าใจของพวกเราก็คือ ก๋วยเตี๋ยว 1 จาน มาพร้อมกับซุป 1 ถ้วย แต่นี่เป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำ มีตะเกียบวาง ไม่มีช้อน แล้วจะกินอย่างไร 
 
 
ตอนนั้นผมพยายามถามหา Spoon แต่ก็ไม่มีใครในร้านพูดภาษาอังกฤษได้เลย ทำให้ไม่มีใครกล้ากิน สักพักหนึ่งเจ้าของร้านส่งเด็กมาคนหนึ่ง อาจจะเป็นลูกเจ้าของร้านก็ได้ เขายกกระป๋องมาให้ แล้วก็ส่งซิก (signal) ให้เราดูในกระป๋อง เราก็ยกขึ้นมาส่องดู แล้วก็พบช้อนอยู่ในนั้น 
 
 
แต่ปัญหายังมีต่อคือในก๋วยเตี๋ยวมีปลาหมึกด้วย รู้ไหมว่าฝรั่งไม่กินปลาหมึก ไม่รู้จักด้วยซ้ำ คือไม่รู้จักปลาหมึกที่เป็นอาหาร เราเห็นก็ตกใจว่าทำไมปลาหมึกอยู่ในชามเยอะมาก ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า (หัวเราะ) 
 
 
จากประสบการณ์ที่เป็นอาจารย์และสอนมานานหลายสิบปี คิดว่าชาวต่างประเทศที่สนใจศึกษาเล่าเรียนภาษาไทยคือคนกลุ่มไหน และเหตุผลที่สนใจคืออะไร 
 
ผมคิดว่าคนที่เลือกเรียนภาษาไทยในอดีตน่าจะเป็นคนที่สนใจเรื่องภาษาโดยตรง ยกตัวอย่างตัวผมเอง สนใจตั้งแต่เป็นเด็ก ได้เจอภาษาไทย เคยเห็นหนังสือ เอามาเปิดดูก็รู้สึกแปลกดี รู้สึกชอบและประทับใจ 
 
 
ส่วนตอนนี้คนอยากเรียนภาษาไทยโดยมากเป็นพวกนักวิจัย นักพัฒนาสังคม พวกที่ศึกษาการเมืองเปรียบเทียบ หรือศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม พอศึกษายุโรปหรืออเมริกาแล้ว ก็อยากศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดให้ทำวิจัยได้อย่างเสรี ไม่ปิดกั้นเหมือนกับบางประเทศในภูมิภาคเดียวกัน บางประเทศพอเข้าไปทำวิจัยจะมีคนตามประกบตลอด ต่างจากประเทศไทยที่ทุกรัฐบาลเปิดกว้างทางวิชาการ
 
 
เมืองไทยเป็นสังคมเปิด ทำให้ชาวตะวันตกนิยมไปทำวิจัยในประเทศไทยมาก เมื่อจะไปทำก็เห็นว่าต้องใช้ภาษาไทยด้วยจึงจะศึกษาได้ดี ก็เลยมาฝึกที่นี่ แต่ยอมรับว่าคนสนใจภาษาจริงๆ มีน้อย ส่วนใหญ่เรียนเพื่อไปต่อยอดทำวิจัย 
 
 
ทราบมาว่าอาจารย์ทำดุษฎีนิพนธ์ (ปริญญาเอก) เรื่องลิลิตพระลอ ทำไมถึงสนใจวรรณคดีไทยเรื่องนี้ 
 
จริงๆ แล้วมีคนไทยหลายคนศึกษาเรื่องลิลิตพระลอ แต่เน้นไปที่ว่าใครเป็นผู้แต่ง ส่วนผมสนใจเนื้อเรื่องและทำความเข้าใจกับโครงสร้างของโคลงกับร่าย ผมไปดูสมุดข่อยที่หอสมุดแห่งชาติ ตามไปดูหนังสือที่พิมพ์ขายแล้วก็พบว่าไม่ตรงกับสมุดข่อยหลายที่ จึงศึกษาเปรียบเทียบ มีหลายจุดที่สะกดผิด ทำให้ตีความผิด 
 
 
เช่น คำว่า “ข้า” แปลว่า “ทาส” กับ “ขา” ที่แปลว่า “เขาสองคน” ความหมายต่างกัน ถ้าพิมพ์ผิดก็จะตีความผิดไปเลย หรืออย่าง “เผือ” แปลว่า We two “เขือ” แปลว่า You two “ขา” แปลว่า They two 
 
 
ผมคิดว่าลิลิตพระลอแต่งมาตั้งแต่สมัยที่ภาษาไทยยังไม่เหมือนสมัยนี้ ภาษาไทยก็มียุคมีสมัย เช่น Old Thai, Middle Thai ช่วงที่แต่งน่าจะเป็นช่วงที่ไม่มีเสียงวรรณยุกต์ 5 เสียง แต่มี 3 เสียง ฉะนั้นเอกโทษ โทโทษที่พูดกัน จากการศึกษาของผมจึงไม่น่าจะมี 
 
 
อย่างคำว่า “เหล้น” ที่ปัจจุบันมองว่าเป็น “โทโทษ” นั้น ที่จริงหากได้เปรียบเทียบคำว่า “เล่น” ในภาษาอื่นๆ ในตระกูลเดียวกันเพื่อค้นหาประวัติของคำแล้ว น่าเชื่อว่าคำว่า “เล่น” น่าจะเขียนแบบ ห.นำ แล้วใช้ไม้โท (เหล้น) มากกว่า แต่ต่อมาภาษาไทยเปลี่ยนมาใช้ ล.ไม้เอก แล้วไปโทษว่าอดีตผิด ซึ่งจริงๆ เป็นความเข้าใจผิด ทั้งๆ ที่ในอดีตหรือที่ใช้ในวรรณคดีนั้นเป็นวิธีการเขียนที่ถูกต้องตามประวัติความเป็นมาของคำแล้ว แต่ภาษาไทยสมัยใหม่ได้เปลี่ยนหลักการการสะกดไปต่างหาก จึงทำให้เข้าใจผิด 
 
 
ฉะนั้นเรื่อง “เอกโทษ โทโทษ” จึงไม่ใช่เรื่องที่กวีโบราณเล่นคำ เพราะจริงๆ แล้วไม่มี “เอกโทษ โทโทษ” หากจะมีหรือยังจะโทษอีกก็ต้องโทษตัวเอง ไม่ใช่ไปโทษกวีโบราณ ภาษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับภาษาทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การจะเข้าใจลึกซึ้ง ต้องเข้าใจภาษาที่ต่างยุคกันด้วย 
 
 
อาจารย์ค้นพบอะไรเพิ่มเติมอีกจากการทำดุษฎีนิพนธ์เรื่องนี้ 
 
ลิลิตพระลอบันทึกอยู่ในสมุดข่อย 54 เล่ม แต่ละเล่มมีเนื้อหาไม่เท่ากัน บางเล่มมี 100 บทแรก บางเล่มก็มี 200 บท แต่ไม่มีเล่มไหนเลยที่มีครบทุกบท หากนับแต่ละวรรค พิจารณาแต่ละบทจะเห็นว่าเนื้อหาส่วนมากที่พบในหนังสือที่นำไปพิมพ์ขายนั้นจะอยู่ในสมุดข่อย 18 เล่ม เฉพาะโคลงสี่สุภาพมีทั้งหมด 294 บท บางบทก็ปรากฏอยู่ในสมุดข่อยบางเล่ม ไม่ปรากฏในบางเล่ม และมีบางบทที่ไม่มีปรากฏในสมุดข่อยเล่มใดเลย จึงอาจจะมีที่ตกหล่นหายไป หรือเขียนเพิ่มเข้าไปใหม่บ้าง 
 
 
วรรณคดียุคโบราณไม่มีคนคิดว่าตัวเขาเป็นเจ้าของ ไม่เหมือนเรื่องสั้นหรือนวนิยายในปัจุบันนี้ สมมติเป็นของ ชาติ กอบจิตติ เมื่อเป็นของเขาแล้วก็ต้องเขียนแบบนี้เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่วรรณคดีโบราณอย่างลิลิตพระลอ หรือขุนช้างขุนแผน อาจจะมีโครงเรื่องอยู่ แล้วกวีที่นำไปเล่าก็เล่าต่อเติมเข้าไปให้เข้ากับสถานการณ์ในขณะนั้น ลักษณะเหมือนหมอลำ คือมีโครงเป็นเนื้อร้องอยู่ จากนั้นผู้ร้องก็เล่าให้ฟังว่าบ้านนั้นเมืองนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ลิลิตพระลอก็เป็นอย่างนั้น เนื้อหาเท่าที่มีอยู่ในสมุดข่อยคือรากฐานของเรื่อง เป็นกระดูกที่เป็นโครงทั้งหมด ส่วนอื่นๆ กวีแต่ละคนก็เล่าเติมเข้าไป 
 
 
กวีเหล่านั้นอาจไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือได้ แต่ฟังได้ รู้ว่าเสียงขึ้นเสียงลงในโคลงเป็นอย่างไร ฉะนั้นใครๆ ก็เป็นเจ้าของเรื่องลิลิตพระลอได้ สมัยก่อนจึงไม่มีเจ้าของ text (เนื้อหา ต้นฉบับ) เพราะ text อยู่ในมือสังคม และสังคมก็ใช้เรื่องเล่าลักษณะนี้เป็นการสื่อสารตามยุคตามสมัย ทั้งสถานการณ์ในบ้านเมือง เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือปัญหาต่างๆ 
 
 
บท “เสียงลือเสียงเล่าอ้างฯ…” ทำไมถึงได้รับพูดถึงว่าเป็นโคลงสี่สุภาพบทที่ดีที่สุด 
 
 
ในลิลิตพระลอมีโคลงสี่สุภาพ 294 บท บท “เสียงลือเสียงเล่าอ้างฯ….” คือบทที่ 30 ซึ่งเป็นบทที่คนไทยท่องกัน และบอกว่าเป็นรูปแบบโคลงสี่สุภาพที่ถูกต้อง เพราะไม่มี “เอกโทษ โทโทษ” เลย และแต่ละบาทก็มี 5 พยางค์ แต่ในบทอื่นๆ บางบาทจะมี 6 พยางค์บ้าง 7 พยางค์บ้าง ทั้งๆ ที่ถ้าดูดีๆ ก็มี 5 คำเหมือนเดิม เช่น คำว่า “กษัตริย์” อาจจะอ่านได้ 2 พยางค์ แต่จริงๆ แล้วคือคำเดียว ต้องเข้าใจว่าสมัยก่อนไม่ได้ใช้การเขียน แต่ใช้การเล่าให้ฟัง จึงเน้นที่เสียงไพเราะและได้ความหมายเป็นสำคัญ 
 
 
จริงๆ แล้วโครงสี่สุภาพบทนี้เป็นบทเดียวที่มีโครงสร้างไม่เหมือนกับบทอื่นๆ ที่เหลือเลย ถามว่ามีบทเดียวที่ถูกต้องหรือ แล้วอีก 293 บทผิดหรือ แบบแผนโคลงที่ตรงตามที่สอนกันมีบทนี้บทเดียวหรือ ถ้าเราคิดกลับกัน จุดอ่อนอาจจะหายไปหมดเลยก็ได้ โดยเฉพาะถ้าคิดว่าลิลิตพระลอในสมัยที่แต่งนั้นอาจจะเป็นบทพูด ไม่ใช่บทอ่าน และไม่มีเรื่อง “เอกโทษ โทโทษ” 
 
 
คนส่วนใหญ่มักตั้งคำถามว่าทำวิจัยแล้วจะได้ผลดีอะไรหรือมีประโยชน์อะไร เช่น ดนตรีไทย จริงๆ ถ้าทำวิจัยก็เป็นการศึกษาอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่มักไม่ค่อยทำ จึงเป็นปัญหาเรื่องพัฒนาการศึกษา บางคนไปคิดว่าความรู้ใหม่ๆ อยู่นอกประเทศ แต่จริงๆ บางเรื่องน่าจะดูรากฐานของไทยมากกว่า แต่คนไทยอาจจะคิดว่าไม่มีอะไรที่จะค้นหาได้ ก็เลยไม่ทำ 
 
 
เมืองไทยในมุมมองของอาจารย์ เปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันเป็นอย่างไร 
 
ผมอ่านหนังสือตลอดเวลา พยายามทำความเข้าใจสังคมไทย เมืองไทยเปลี่ยน ทุกสิ่งเปลี่ยน…เปลี่ยนมาก รวมทั้งการเมืองด้วย 
 
 
ผมไปจอมบึงครั้งแรก (เคยไปสอนที่วิทยาลัยครูบ้านจอมบึงเมื่อหลายสิบปีก่อน) เวลาจะไปหาหมอต้องขับรถจากจอมบึงเข้าไปในตัวเมืองราชบุรี ระยะทาง 30 กว่ากิโลเมตร แต่ผมเพิ่งกลับไปจอมบึงอีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ พบว่ากำลังสร้างโรงพยาบาลจอมบึงแล้ว 
 
 
บางคนบ่นเสียดายว่าเมืองไทยไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนคนไทยน้ำใจสูง จะรู้จักหรือไม่รู้จักก็ชวนกินข้าว บางคนเสียดายที่ไม่มีแล้ว ชนบทไม่สวยอย่างเดิม คนไม่มีน้ำใจเท่าเดิม แต่ในความเห็นของผมการมีหมอเป็นสิ่งสำคัญ สมัยอยู่จอมบึง ผมเคยมีลูกศิษย์เป็นคนอีสาน อยู่มาวันหนึ่งน้องชายของเขาตกบ้าน ศีรษะโดนหิน บาดเจ็บจนตายเพราะไปหาหมอไม่ได้ ไม่มีค่ารถ ติดต่อใครก็ไม่ได้ เพราะตอนนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ ทำให้ลูกศิษย์ของผมเสียใจมาก แต่วันนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว ไม่ลำบากแบบนั้นแล้ว 
 
 
ฉะนั้นเราอาจจะต้องยอมเสียบางอย่างเพื่อให้มีบางอย่าง การพัฒนาแม้จะมีผลกระทบบ้าง แต่ถ้าเราวางระบบให้ดี ก็น่าจะเกิดผลดี อาจจะสูญเสียบางอย่างไป จริงๆ เรื่องแบบนี้ที่อเมริกาก็มีปัญหาไม่น้อยเหมือนกัน 
 
 
 
มองปัญหาการเมืองไทยขณะนี้อย่างไรบ้าง 
 
ผมไม่ได้คิดว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศไทยหรือไปยุ่งอะไร เพียงแต่ก็พยายามติดตามและศึกษาเพราะอยากรู้ จะได้เข้าใจชีวิตมนุษย์เพิ่มขึ้น เข้าใจความเป็นมนุษย์ เปรียบเทียบกับชีวิตผม 
 
 
สมัยก่อนอ่านเจอบ่อย ผู้ว่าราชการจังหวัดคอร์รัปชันก็ย้ายจากส่วนกลางลงไปปักษ์ใต้ ไม่ได้คำนึงถึงปัญหาชาวบ้านที่แท้จริงจนกลายเป็นเงื่อนไขของปัญหาหลายอย่าง แต่ทุกวันนี้สังคมไทยเข้าใจมากขึ้นแล้ว 
 
 
คิดอย่างไรกับความขัดแย้งการเมืองเรื่องสีเสื้อ 
 
คิดว่าการพัฒนามีปัญหาบ้าง ทำให้คนชนบทจะไม่สนใจเมือง คนเมืองจะไม่สนใจชนบท เป็น Uninvolved Person ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกของผมสำคัญนะ แต่แนวโน้มจะเป็นท้องถิ่นนิยม ต่างคนต่างอยู่ ไม่ฟังกัน แต่ปัญหาเรื่องน้ำ ไฟ หมอ (สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน) ไม่มีแล้ว คนก็หันไปดูปัญหาอื่นๆ คนมีการศึกษามากขึ้น ทำให้หันไปสนใจเรื่องอื่น คนจึงอยากมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของประเทศมากขึ้น 
 
 
ผมคิดว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ถอยหลังไม่ได้ ห้ามไม่ได้ คนทุกวันนี้เมื่อได้ศึกษามากขึ้นก็อยากมีบทบาท ก็ขยายไปเรื่อย แต่ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าไม่อยากให้คนที่เห็นต่างเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งผมคิดว่าคงไม่ได้แล้ว ถอยไม่ได้แล้ว เพราะคนอยากมีบทบาทมากขึ้น 
 
 
ฝ่ายที่อยากมีบทบาทมากขึ้นบางคนก็ไปชวนคนที่ไม่มี และคนที่อยากจะใช้คนพวกนั้นให้เป็นประโยชน์กับตัวเองก็โน้มน้าว (Convince) ได้ แต่เชื่อว่าถึงที่สุดแล้วคนไทยจะหาทางออกได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบไหน 
 
 
เมืองไทยตอนนี้เหมือนแม่น้ำที่มีก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ตกลงไปในแม่น้ำ น้ำก็เลยล้นทะลักออกมา ทำให้น้ำท่วม แต่พอเวลาผ่านไป พอน้ำแข็งละลายแล้ว น้ำก็จะไหลออกธรรมดา หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะไหลในช่องทางเดิม อาจจะเปลี่ยนทิศทางบ้าง แต่จะไม่มีน้ำท่วมอีก 
 
 

โดย : ปกรณ์ พึ่งเนตร 
Life Style 
วันที่ 26 เมษายน 2554 
By : bangkokbiznews.com