มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน | Reading Culture Promotion Foundation

“หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว”: สัจนิยมมหัศจรรย์กับประวัติศาสตร์ละตินอเมริกา

 

 
งานเรียบเรียงชิ้นนี้ได้รับมาจากผู้เขียน เป็นเรื่องเกี่ยวกับงานวรรณกรรมของ Gabriel Garcia Marquez 
ในเรื่อง "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" วรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ (magical realism) ซึ่งสะท้อน 
ถึงผลพวงของละตินในยุคหลังอาณานิคม กับความทุกข์ยากของประชาชนที่ยังไม่ได้สูญไปหลังเจ้าอาณานิคมถอนตัว 
การกดขี่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องที่มาจากนายทุน บรรดาเหล่าชนชั้นนำ และเจ้าของที่ดินในละตินอเมริกาเอง 
และถูกกระหน่ำซ้ำเติมด้วยด้วยกระแสทุนนิยมจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตักตวงผลประโยชน์ 
 
 
งานเรียบเรียงชิ้นนี้ได้มีการแบ่งแยกหัวข้อเพื่อสะดวกต่อการค้นคว้าดังต่อไปนี้ 
– สัจนิยมมหัศจรรย์ (Magical Realism): ในฐานะเครื่องมือปลดแอก 
– ข้อแตกต่างระหว่างสัจนิยมมหัศจรรย์ของยุโรปและละตินอเมริกา 
– มาคอนโดกับประวัติศาสตร์ละตินอเมริกา 
– ละตินอเมริกากับการเปลี่ยนแปลงหลัก ๒ ด้าน 
– ละตินอเมริกากับทุนนิยมยุโรป 
– การขยายตัวของทุนสหรัฐฯ เข้าไปในละตินอเมริกา 
– บริษัทกล้วยในละตินอเมริกา 
– ผู้นำพลเรือน ไม่ได้เป็นหลักประกันถึงสิทธิเสรีภาพ 
– ความแตกต่างทางความคิดฝ่ายอนุรักษ์นิยม-เสรีนิยม 
(บทความนี้จัดอยู่ในหมวด "วรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์") 
 
ติดต่อมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: 
midnightuniv@gmail.com 
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๗๓๘ 
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ 
————————- 
 
 
ความนำ 
 
"…ถึงแม้กระโถนนั้นจะทำด้วยทองคำทั้งหมดและยังมีตราตระกูลขุนนางประทับอยู่ด้วย 
แต่สิ่งที่อยู่ข้างในก็คือขี้เราดีๆ นี่เอง ขี้ที่ออกมาจากร่างกาย 
และที่ร้ายยิ่งกว่าอย่างอื่นทั้งหมดก็คือ มันเป็นขี้อันเย่อหยิ่งจากที่ราบสูง…" (หน้า 514) 
 
ข้อความข้างต้นที่ปรากฏใน"หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว"(1) เป็นหนึ่งในความพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ในการนำเสนอประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียม การกดขี่และการเอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 
 
(1) กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ, หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดียว, ปณิธาณ-ร.จันเสน แปล, พิมพ์ครั้งที่ 3 (กรุงเทพฯ: สามัญชน, 2547) โดยจะใช้ในการอ้างอิงทั้งหมดในบทความนี้ 
 
ในหมู่วรรณกรรมจากฝั่งละตินอเมริกาที่ได้รับการแปลเผยแพร่ในประเทศไทย "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" ของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นับว่าเป็นหนึ่งในนวนิยายที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด และเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ได้รับการยอมรับจากเวทีนานาชาติตั้งแต่ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในต้นฉบับภาษาสเปนเมื่อปี ค.ศ.1967 และถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษในอีกสามปีต่อมา ผลงานชิ้นนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งในและนอกวงการวรรณกรรมวิจารณ์ 
 
ในแง่หนึ่งนวนิยายเล่มนี้ดึงความสนใจของเหล่านักอ่านทั่วโลกไปสู่ทวีปละตินอเมริกา เพราะมาร์เกซเป็นชาวโคลอมเบียโดยกำเนิด และนวนิยายเรื่องนี้ก็เล่าเรื่องราวของตระกูลบูเอนดิยา ที่ดำเนินมากว่าศตวรรษในภูมิภาคนี้ และแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะตัวของละตินอเมริกาทั้งในตัวบทและบริบทโดยรอบผลงานชิ้นนี้ด้วย ในอีกแง่หนึ่ง "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" ได้รับความสนใจเนื่องจากมันถูกนำเสนอออกมาในแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ (Magical Realism) อันถือเป็นวิธีในการนำเสนอความจริงอีกแขนงซึ่งเพิ่งจะมาได้รับความนิยมในวงการศิลปะ โดยเฉพาะในละตินอเมริกานั้น วรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์ได้เติบโตสูงที่สุดช่วงกลางศตวรรษที่ 20 (2) และจากนั้นจึงส่งอิทธิพลต่อวรรณกรรมในทวีปอื่นๆ อย่างกว้างขวาง รวมถึงวรรณกรรมไทยด้วย 
 
(2) Angle Flores, "Magical Realism in Spanish American Fiction" in Magical Realism: Theory, History, Community, ed. Lois P. Zamora and Wendy B. Faris (London: Duke University Press, 1995), 113. 
 
บทความนี้เป็นข้อสังเกตคร่าวๆ เกี่ยวกับนวนิยายเล่มนี้ โดยจุดประสงค์ไม่ได้อยู่ที่การตีความตัวบทโดยตรง หากแต่เป็นความพยายามในการค้นหาว่า"หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" ได้สะท้อนอะไรออกมาบ้าง โดยจะเริ่มด้วยการสำรวจพัฒนาการของสัจนิยมมหัศจรรย์ในฐานะที่เป็นแขนงหนึ่งของศิลปะ ก่อนที่มันจะเดินทางมาถึงละตินอเมริกาและถูกใช้อย่างกว้างขวางในวงการวรรณกรรมช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ทั้งนี้เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่า นวนิยายเรื่องนี้เป็นความพยายามหนึ่งในการต่อสู้ปลดแอกจากการกดขี่ของเจ้าอาณานิคมและเหล่านายทุนต่างชาติ
 
ต่อมาจะพยายามชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรื่องราวในตัวบทกับประวัติศาสตร์ละตินอเมริกา และประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศโคลอมเบียโดยเฉพาะ ซึ่งถูกสะท้อนออกมาอย่างค่อนข้างชัดเจนในการดำเนินเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การต่อสู้ทางการเมือง การจับอาวุธขึ้นปฏิวัติ ฯลฯ อันเป็นสิ่งที่ละตินอเมริกามีประสบการณ์อย่างคุ้นชิน จึงอาจกล่าวได้ว่า "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" คล้ายเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ของภูมิภาคที่ถูกเขียนขึ้นในแบบสัจนิยมมหัศจรรย์ ซึ่งหากมันไม่ได้รับความเชื่อถือ ก็อาจเป็นเพียงเพราะมันไม่ใช้แนวทางสัจนิยม ซึ่งทรงอิทธิพลในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และกีดกันแนวทางอื่นออกไปจากการนำเสนอความจริงโดยอัติโนมัติ 
 
สัจนิยมมหัศจรรย์ (Magical Realism): ในฐานะเครื่องมือปลดแอก 
ก่อนที่จะเข้าสู่การอภิปรายเกี่ยวกับตัวบทใน "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" เราจำเป็นต้องกล่าวถึงพัฒนาการของวรรณกรรมชิ้นนี้เสียก่อน เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้งานชิ้นนี้ได้รับความสนใจอย่างมากคือมันจัดอยู่ในวรรณกรรมประเภทสัจนิยมมหัศจรรย์ (Magical Realism) ซึ่งนับว่าเป็นงานชิ้นแรกๆ ที่ทำให้วรรณกรรมประเภทดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ต้องยอมรับว่าการที่กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ได้รับรางวัลโนเบลในปี ค.ศ.1982 นั้นได้จุดประกายให้นักอ่านทั่วโลกเริ่มหันมาให้ความสนใจกับวรรณกรรมประเภทนี้มากขึ้น แม้ก่อนหน้านี้จะมีงานประเภทเดียวกันออกมาเป็นจำนวนมาก (3) กอปรกับงานประเภทเดียวกันจำนวนมากที่ถูกผลิตขึ้นจากนักเขียนละตินอเมริกา ยิ่งเน้นย้ำให้ทวีปนี้คล้ายผูกขาดการส่งออกวรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์ในช่วงกลางศตวรรษที่ยี่สิบไปอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งนับเป็นความเข้าผิดพลาดหากพิจารณาถึงพัฒนาการของศิลปะแขนงนี้อย่างจริงจัง 
 
(3) นับเป็นเรื่องที่น่าสังเกตประการหนึ่งในวงการวรรณกรรมแปลของไทย หนุมาน กรรมฐาน ได้เขียนปริทรรศน์สั้นๆ เกี่ยวกับวรรณกรรมอีกชิ้นหนึ่งคือ The Tin Drum [กลองสังกะสี] ของนักเขียนชาวเยอรมัน กึนเธอร์ กลาสส์ โดยเขา/เธอได้เปรียบเทียบกับ หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดียว ในแง่ความร่วมสมัยของนักเขียนทั้งสองคน (กลาสส์เกิดก่อนมาร์เกซเพียงหนึ่งปี) และ The Tin Drum ถูกตีพิมพ์ในปี 1959 ก่อนหน้าหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดียวถึงแปดปี หากแต่มันไม่ได้รับความสนใจในไทยกระทั่งกลาสส์ในรับรางวัลโนเบลในปี 1999 ภาคภาษาไทยจึงถูกแปลออกมาในอีกห้าปีให้หลัง โดยหนุมาน กรรมฐานได้กล่าวถึงกลองสังกะสี ว่า "…เป็นนิยายที่ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของวรรณกรรมสมัยใหม่ ใช้ลีลาการเล่าเรื่องแบบเหนือจริงที่มีความแตกต่างไปจากความมหัศจรรย์แบบมาร์เกซ เป็นตัวอย่างของการพัฒนาสภาวะเหนือจริง (เพื่อสะท้อนความจริง) ในงานวรรณกรรม…" ในแง่นี้แสดงให้เห็นว่า วรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์นั้น นอกจากจะไม่ได้จำกัดอยู่ในละตินอเมริกาแล้ว ความพยายามในการทดลองนำเสนอในประเภทดังกล่าวได้เกิดขึ้นก่อน หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดียว ด้วย ใน หนุมาน กรรมฐาน, "กลองสังกะสี การรอคอย(เกือบ)ข้ามศตวรรษของกึนเธอร์ กลาสส์", วารสารหนังสือใต้ดิน 4, 2 (2548): 231. 
 
มีงานภาษาไทยจำนวนหนึ่งแล้ว ที่ได้กล่าวถึงพัฒนาการของสัจนิยมมหัศจรรย์ในฐานะประเภทหนึ่งของศิลปะ(4) โดยบทความนี้จะกล่าวเพียงสังเขปเฉพาะในส่วนที่จะเกี่ยวข้องกับการอภิปราย 
 
(4) งานที่ค่อนข้างครอบคลุมได้แก่ Maggie Ann Bowers, Magic(al) Realism (London, New York: Routledge, 2004); สุรเดช โชติอุดมพันธุ์, สัจนิยมมหัศจรรย์และการเดินทางแห่งวรรณศิลป์ข้ามวัฒนธรรม (กรุงเทพฯ: ฝ่ายวิจัย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2549); นพวรรณ รองทอง, กำเนิดและพัฒนาการของนวนิยายสัจนิยมแนวมหัศจรรย์ (กรุงเทพ: วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543) 
 
แมกกี บาวเออส์ กล่าวถึงพัฒนาการของสัจนิยมมหัศจรรย์ว่ามีพัฒนามาประมาณสามช่วง โดยกินระยะเวลาประมาณ 80 ปี 
 
– ช่วงแรกเกิดในเยอรมนีทศวรรษที่ 1920 
– ช่วงที่สองกระจายเข้าสู่ทวีปอเมริกากลางในทศวรรษที่ 1940 และ 
– สุดท้ายสู่ละตินอเมริกาและนานาชาติตั้งแต่ปี 1955 จวบจนปัจจุบัน 
 
นักวิจารณ์ศิลปะชาวเยอรมันฟรันซ์ โรห์ (Franz Roh) ได้ใช้คำว่า Magischer Realismus (magic realism) เป็นครั้งแรก เพื่ออธิบายภาพเขียนโพสต์เอกสเพรสชั่นนิสม์ในหนังสือของเขาเมื่อปี ค.ศ.1925 ซึ่งขณะนั้นเยอรมนีอยู่ในช่วงสาธารณรัฐไวมาร์ โดยอิทธิพลของภาพเขียนประเภทดังกล่าวได้กระจายไปถึงฝรั่งเศส ฮอลแลนด์ อิตาลี สหรัฐอเมริกา และส่งอิทธิพลไปนอกเหนือวงการทัศนศิลป์ด้วย(5) 
 
(5) ดูรายละเอียกลักษณะของศิลปะประเภทดังกล่าวใน Bowers, Magi(al), 8-13; โชติอุดมพันธ์, สัจนิยมมหัศจรรย์, 2-16. 
 
อิทธิพลของสัจนิยมมหัศจรรย์เดินทางถึงละตินอเมริกาในช่วงกลางศตวรรษที่ยี่สิบ บทความที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของสัจนิยมมหัศจรรย์ในวรรณกรรมละตินอเมริกาเขียนโดยเองเจล ฟลอเรส สรุปเอาไว้ว่า งานเขียนของมาร์เซล พรูสท์ และฟรันซ์ คาฟกา รวมทั้งผลงานของจิตรกรนามจิออร์จิโอ เดอ ชิริโค ได้ส่งอิทธิพลอย่างมากแก่การกำเนิดขึ้นของสัจนิยมมหัศจรรย์ในละตินอเมริกา ฟลอเรสกล่าวว่าจุดเริ่มต้นคือปี ค.ศ.1935 เมื่อผลงานของฆอร์เก ลูอิซ บอร์เจส ชื่อ Historia universal de la infamia [A Universal History of Infamy] ปรากฏแก่สายตาผู้อ่านในบัวโนส ไอเรส ซึ่งเป็นสองปีหลังจากที่บอร์เจสแปลงานของคาฟกาเป็นภาษาสเปน 
 
จากนั้นความเคลื่อนไหวต่างๆ ก็ตามมาอย่างคึกคัก จากนักเขียนละตินอเมริกาจำนวนมากเช่นมาเรีย ลุยซา บอมบาล ซิลวีนา โอคัมโป ลุย อัลบามอนเต ฯลฯ ฟลอเรสกล่าวว่า ทศวรรษที่1940 ถึง 1950 เป็นช่วงที่สัจนิยมมหัศจรรย์ในละตินอเมริกาเบ่งบานที่สุด(6) แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของงานเขียนประเภทนี้หลายทศวรรษก่อนที่ "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" จะถูกตีพิมพ์ออกมา อย่างไรก็ตาม มีผู้โต้แย้งงานของฟลอเรสว่ายังไม่ได้ให้คำนิยามสัจนิยมมหัศจรรย์ และจัดประเภทศิลปินอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ได้ให้คำตอบมากไปกว่าการเปรียบเทียบสัจนิยมมหัศจรรย์กับศิลปะประเภทอื่น (7) 
 
(6) Flores, "Magical Realism", 109-13. 
(7) Luis Leal, "Magical Realism in Spanish American Literature" in Magical Realism: Theory, History, Community, ed. Lois P. Zamora and Wendy B. Faris (London: Duke University Press, 1995), 119-24. 
 
ประเด็นสำคัญที่ส่วนนี้ต้องการอภิปรายคือ "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" นับเป็นส่วนหนึ่งในแนวรบของการต่อสู้ปลดแอกทั้งในระดับอาณานิคม และในระดับการเมืองภายในเหล่าประเทศละตินอเมริกาหลังยุคอาณานิคม ประวัติศาสตร์ของทวีปนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้กับเจ้าอาณานิคมสเปนและโปรตุเกสมานานเกือบสองศตวรรษ และการต่อสู้ก็ยังคงดำเนินไปอย่างรุนแรงและนองเลือด แม้ภายหลังประเทศต่างๆ ได้รับเอกราชแล้วก็ตามที ทั้งนี้เพราะลัทธิอาณานิคมใหม่ได้จองจำอิสรภาพทางเศรษฐกิจของเหล่าประเทศในละตินอเมริกา รวมถึงอีกหลายประเทศทั่วโลกเอาไว้ (8) นอกจากนี้ การกดขี่ภายใน ทั้งในทางชนชั้นและทางเชื้อชาติ ก็เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในประเทศสมาชิกของละตินอเมริกา วรรณกรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนภาพประวัติศาสตร์ของทวีปนี้ และในขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้เพื่อปลดแอกจากการกดขี่ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอไม่หยุดหย่อนด้วย 
 
(8) ดังที่เช กูวาราได้กล่าวว่า คิวบาจะไม่เป็นเอกราชอย่างแท้จริง หากไม่ชนะมาซึ่งอิสรภาพทางเศรษฐกิจ ดู David Deutschmann, ed., Che Guevara and the Cuban Revolution: Writings and Speeches of Ernesto Che Guevara (Sydney: Pathfinder, 1987) 
 
สิ่งที่มักจะถูกพูดถึงเกี่ยวกับสัจนิยมหัศจรรย์ในวงวรรณกรรมวิจารณ์ คือศิลปะประเภทนี้ได้เกิดขึ้นเพื่อวิพากษ์วิจารณ์วาทกรรมสัจนิยมโดยตรง สุรเดชกล่าวว่า สัจนิยมมหัศจรรย์ต้องการ 
 
…ชี้ให้เห็นขีดจำกัดของการมองโลกแบบยุโรป ที่มักพิจารณาว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล ในขณะที่ผู้คนในทวีปละตินอเมริกาอาจจะมีทัศนคติในการมองโลกที่แตกต่างออกไป เนื่องจากมีภูมิหลังและสภาพสังคมที่ไม่เหมือนกับผู้คนในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เทพปกรณัม และตำนานพื้นบ้าน ซึ่งล้วนแต่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบความคิดของผู้คน… ความจริงอาจประกอบไปด้วยสิ่งที่อยู่เหนือระบบเหตุผล หรือเป็นสิ่งที่ต้องใช้เทพนิยายหรือตำนานพื้นบ้านอธิบายประกอบถึงจะเข้าใจก็เป็นได้ (9) 
 
(9) สุรเดช โชติอุดมพันธ์, "สัจนิยมมหัศจรรย์ในวรรณกรรมไทยกับวาทกรรมแห่งความเป็นอื่น", คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 
http://www.human.cmu.ac.th/~thai/html2/suradej.htm, (เข้าเมื่อ 17 ตุลาคม 2551) 
 
ซึ่งมาร์เกซเองก็ได้พูดถึงการนำเสนอความจริงในรูปแบบมหัศจรรย์ว่า "ผมคิดว่าที่จริงแล้ว ความจริงก็เป็นนิยายปรัมปราสำหรับคนธรรมดาได้ มันเป็นความเชื่อ เป็นตำนาน เป็นเรื่องราวแห่งชีวิตประจำวัน และมันส่งผลต่อชัยชนะและความปราชัยของคนธรรมดาเหล่านั้น" (10) หากมาร์เกซไม่ได้พูดถึงจุดประสงค์ในการวิพากษ์การนำเสนอความจริงแบบสัจนิยมแต่อย่างใด 
 
(10) Bowers, Magic(al), 40. 
 
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปของสุรเดชที่กล่าวว่าสัจนิยมมหัศจรรย์เป็นการต่อต้านการเสนอความจริงแบบสัจนิยมของยุโรปโดยทวีปละตินอเมริกานั้น ดูเหมือนจะไม่ถูกทั้งหมด มีอย่างน้อย 2 ประการที่ควรจะต้องได้รับการพิจารณา 
 
ประการแรก คือ หากมองด้วยสามัญสำนึกแล้ว ทุกแห่งในโลกย่อมไม่เหมือนกัน ต่างมีภูมิปัญญาท้องถิ่น เทพปกรณัม และตำนานที่แตกต่างกันออกไป ในทวีปยุโรปก็มีความแตกต่างหลากหลายอย่างสุดขั้ว ในละตินอเมริกาก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นการใช้เหตุผลว่าละตินอเมริกามีความแตกต่าง ไม่สามารถใช้วาทกรรมสัจนิยมแบบยุโรปเสนอความจริง จึงเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่แม้แต่ภายในยุโรปเอง และการสรุปเช่นนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า สัจนิยมมหัศจรรย์เป็นของทวีปละตินอเมริกาโดยเฉพาะ 
 
ประการที่สอง งานวรรณกรรมที่ถูกผลิตออกมากลับไปไม่ได้แสดงออกดังข้อสรุปที่สุรเดชได้กล่าวเอาไว้เสมอไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือ The Tin Drum ของกึนเธอร์ กลาสส์ นักเขียนชาวเยอรมันที่ถูกตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1959 ซึ่งก่อนหน้าที่ "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" จะตีพิมพ์ถึงแปดปี (ค.ศ.1967) ประเด็นคือหากจะอ้างว่าวรรณกรรมสัจนิยมมหัศจรรย์นั้น เป็นการต้องการนำเสนอความจริงที่สัจนิยมแบบยุโรปทำไม่ได้ เหตุใดสัจนิยมมหัศจรรย์อย่างงานของกึนเธอร์ กลาสส์ ดังที่สุรเดชจัดประเภทเอาไว้ (11) จึงเกิดขึ้นก่อนและกลับไม่ถูกพูดถึงเลย? 
 
(11) โชติอุดมพันธ์, สัจนิยมมหัศจรรย์, 1. 
 
ความซับซ้อนนี้ควรจะต้องถูกอธิบายด้วยมุมมองอีกมุมหนึ่งว่า เหตุผลที่สัจนิยมมหัศจรรย์ได้ถูกมองว่าเข้ากับสังคมละตินอเมริกานั้น ก็เนื่องจากมีความพยายามจากวงการวรรณกรรมละตินอเมริกาในการสร้างความคิดดังกล่าวขึ้นเอง โดยความคิดดังกล่าวนี้มีฐานมาจากการต่อสู้ปลดแอกจากเจ้าอาณานิคม เพราะละตินอเมริกามีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับยุโรปในฐานะเป็นผู้ใต้อาณานิคม สัจนิยมมหัศจรรย์จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ หนึ่งในบุคคลที่สำคัญในการเคลื่อนไหวทางความคิดนี้คือ อเลอโค การ์เปนเตียร์ (Alejo Carpentier) นักเขียนชาวคิวบา ผู้ซึ่งได้แยกแยะข้อแตกต่างระหว่างสัจนิยมมหัศจรรย์ของยุโรปและละตินอเมริกาออกจากกัน 
 
ข้อแตกต่างระหว่างสัจนิยมมหัศจรรย์ของยุโรปและละตินอเมริกา 
เขามองว่าสัจนิยมมหัศจรรย์ในแบบของยุโรปนั้น เป็น "การเสแสร้งที่น่าเหนื่อยหน่าย" ไม่มีการเชื่อมโยงเนื้อหาปรัมปราเข้ากับบริบททางวัฒนธรรมเลย(12) และยังมองงานสัจนิยมมหัศจรรย์ของยุโรปว่าเป็นเพียงแค่เทคนิคการพรรณนา หาใช่ความเชื่อที่แท้จริงไม่. ในปี ค.ศ.1959 งานสัจนิยมมหัศจรรย์ของเขา El reino de este mundo [The Kingdom of this World] ถูกตีพิมพ์ออกมา นับว่าเป็นหมุดหมายใหม่ของวรรณกรรมละตินอเมริกาที่ได้แหวกออกไปจากอิทธิพลของโรห์ก่อนหน้านี้ (13) ผลงานของการ์เปนเตียร์ นับได้ว่าเป็นความพยายามหนึ่งในความต้องการปลดแอกละตินอเมริกาจากพันธนาการทางวัฒนธรรมของยุโรป (แม้ตัวเขาเองได้รับการศึกษาในฝรั่งเศสก็ตาม) ด้วยการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของละตินอเมริกาขึ้น 
 
(12) Alejo Carpentier, "On the Marvelous Real in America" in Magical Realism: Theory, History, Community, ed. Lois P. Zamora and Wendy B. Faris (London: Duke University Press), 89. 
 
(13) อย่างไรก็ดี ชาเนดีได้โต้แย้งงานของการ์เปนเตียร์ว่า เป็นการแยกแยะที่ตื้นเขินจนเกินไป และเป็นความพยายามในการอ้างอิสรภาพทางวัฒนธรรมจากยุโรปแต่อย่างเดียว โปรดดู Bowers, Magic(al), 35-7. 
 
นอกจากนี้ ปาฐกถาของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ เรื่อง "ความโดดเดี่ยวแห่งละตินอเมริกา" ในโอกาสรับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี ค.ศ.1982 ก็ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความพยายามในการสร้างเอกลักษณ์ของภูมิภาคนี้ให้ต่างออกไปจากยุโรป ในตอนหนึ่งมาร์เกซกล่าวว่า 
 
ละตินอเมริกามิได้ต้องการเป็นเบี้ยตัวหนึ่งซึ่งปราศจากเจตจำนงของตนเอง ในขณะเดียวกันก็มิได้ต้องการให้การต่อสู้เพื่อเอกราชและความเป็นตัวของตัวเองกลายไปเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ตะวันตก… เหตุใดความเป็นตัวของตัวเองที่แสดงออกในวรรณกรรมกลายเป็นการปฏิเสธอย่างไม่ไว้วางใจในความพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมของเรา? เหตุใดจึงคิดว่าความยุติธรรมทางสังคมซึ่งคิดค้นโดยคนยุโรปหัวก้าวหน้า เพื่อใช้ในสังคมของเขาจะสามารถนำมาใช้ในละตินอเมริกาด้วยวิธีและสภาพที่แตกต่างออกไปได้? ไม่หรอก: ความรุนแรงที่เกินประมาณและความจาบัลย์ในประวัติศาสตร์ของเรานั้น เป็นผลลัพธ์มาจากความไม่เท่าเทียมที่ดำเนินมากว่าชั่วอายุคน รวมทั้งความขมขื่นที่ไม่เคยถูกเล่าออกไป ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การสมคบคิดที่ถูกวางแผนขึ้นสามพันลีกจากบ้านของเรา…นี่ละ, เพื่อนเอ๋ย คือความโดดเดี่ยวที่แท้จริงของละตินอเมริกา (14) 
 
(14) Gabriel Garc?a Marquez, "The Solitude of Latin America", Nobel Foundation, http://nobelprize.org, (accessed 27 December 2008) 
 
แม้"หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่กระแสหลังอาณานิคมนิยมโดยตรง แต่มันก็เลือกที่จะนำเสนอการปลดแอกในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือแม้เหล่าประเทศละตินอเมริกาจะได้รับเอกราชทางการเมืองแล้วในช่วงครึ่งแรกของคริสตศตวรรษที่ 20 แต่การกดขี่ก็ยังเกิดขึ้น แต่ครานี้ไม่ใช่เจ้าอาณานิคมโปรตุเกสและสเปนอีกต่อไป กลับเป็นเหล่าชนชั้นนำ นายทุน และเจ้าของที่ดินที่กีดกันคนชนชั้นต่ำกว่าออกไปจากการตัดสินใจทางการเมือง และเอารัดเอาเปรียบประชาชนและคนงาน ข้อที่น่าสังเกตเกี่ยวกับละตินอเมริกาคือ ประชาชนได้มีการจัดตั้งองค์กรต่อสู้อย่างแข็งแรง ภัควดีได้ให้เหตุผลเอาไว้ว่า เนื่องด้วยลัทธิมาร์กซ์-เลนินและคอมมิวนิสต์เข้ามามีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ก่อให้เกิดกองกำลังจรยุทธ์และกองทัพปฏิวัติจำนวนมาก นอกจากนี้แนวคิดสำนักเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย ก็มีอิทธิพลต่อการต่อสู้ของประชาชนละตินอเมริกาอย่างมาก(15) ในแนวร่วมการต่อสู้ต่างๆ นี้ "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" นับเป็นความพยายามที่ประสบความสำเร็จครั้งหนึ่งในการเรียกร้องความยุติธรรม เพื่อปลดแอกคนงานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยนายทุน และการบังคับขู่เข็ญจากกองกำลังของรัฐบาล อันจะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนจากการนำเสนอเหตุการณ์อันหลากหลายในตัวบท ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐบาลให้ทุกบ้านในมาคอนโดทาสีฟ้า เหตุการณ์กวาดล้างคนงานบริษัทกล้วย ฯลฯ ซึ่งจะได้อภิปรายต่อไป 
 
(15) ภัควดี วีระภาสพงษ์, "การเมืองใหม่ในละตินอเมริกา", ฟ้าเดียวกันออนไลน์, 
http://www.sameskybooks.org/2008/09/23/latin/, (เข้าเมื่อ 14 ธันวาคม 2551) 
 
ขณะเดียวกันในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการปลดแอกจากการถูกกดขี่ มาร์เกซก็ได้ใช้การนำเสนอน้ำเสียงของผู้ที่ด้อยอำนาจหรือถูกกีดกันให้ไปอยู่ ณ ชายขอบของการเมือง โดยเล่าผ่านตระกูลบูเอนดิยา ที่เป็นพยานของการกดขี่ดังกล่าวตลอดประวัติศาสตร์ของครอบครัว สวอนสันได้กล่าวว่า สัจนิยมมหัศจรรย์ของมาร์เกซนั้น "ต้องการท้าทายวัฒนธรรมต่างด้าวที่นำเข้ามาและมีอิทธิพล[ต่อละตินอเมริกา] และสร้างคุณค่าของวัฒนธรรมชุมชนของตัวเองขึ้นมา" (16) 
 
(16) Philip Swanson, The New Novel in Latin America: Politics and Popular Culture after the Boom (Manchester: Manchester University Press, 1995), 12. 
 
จะเห็นได้ว่าสัจนิยมมหัศจรรย์ได้มีพัฒนาการมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อมันเดินทางไปถึงทวีปละตินอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 30 มันก็ได้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางและมีพัฒนาการในแบบละตินอเมริกา กระทั่งมันถูกใช้เป็นอาวุธทางวัฒนธรรมอีกชนิดหนึ่งที่เปล่งเสียงเรียกร้องของละตินอเมริกาออกมาให้โลกได้รับรู้ "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" จึงเป็นอาวุธทางวัฒนธรรมอีกชนิดหนึ่งที่มีอานุภาพในการจะช่วยปลดแอกทวีปละตินอเมริกา หากแต่จะสำเร็จหรือไม่ คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง 
 
 
Gabriel Garcia Marquez 
—————————
 
 
มาคอนโดกับประวัติศาสตร์ละตินอเมริกา 
ส่วนนี้จะย้ายมาอภิปรายในแง่ที่เกี่ยวกับตัวบท โดยในเนื้อเรื่อง""หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว"นั้นมี "มาคอนโด" เป็นหมู่บ้านที่เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องราวต่างๆ และมีตระกูลบูเอนดิยา เป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก ในฐานะที่นิยายเรื่องนี้เขียนขึ้นจากความจริงที่เกิดขึ้นในละตินอเมริกา มาคอนโดจึงเป็นเสมือนภาพสะท้อนของประวัติศาสตร์ละตินอเมริกาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง(17) ดังนั้น เราอาจจะสามารถยกสิ่งที่เกิดขึ้นในมาคอนโดเพื่อมอง เป็นภาพสะท้อนประสบการณ์ของละตินอเมริกาได้ (18) 
 
(17) ในบทสัมภาษณ์กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ที่ได้ถูกรวมเข้าไปในเล่มแปลภาษาไทย ในตอนหนึ่งมีคำถามว่า "ผู้ที่ชื่นชม"หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว"(One Hundred Years of Solitude) บางคนเคยพูดว่า ในการเล่าถึงตำนานการผจญภัยของครอบครัวบูเอนดิยา คุณได้เล่าประวัติศาสตร์ละตินอเมริกาไปด้วยในตัวอย่างสมบูรณ์ นักวิจารณ์ได้ตีความเรื่องนี้ใหญ่โตเกินจริงไปหรือเปล่า" มาร์เกซตอบว่า "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว"ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของละตินอเมริกา มันเป็นภาพอุปมาสำหรับละตินอเมริกา" ดู มาร์เกซ, หนึ่งร้อยปี, 654. 
 
(18) ผู้เขียนตระหนักดีว่า ความพยายามในส่วนนี้อาจทำให้เกิดความอ่อนแอของประเด็น กล่าวคือ มันเป็นความพยายามอธิบายสัจนิยมมหัศจรรย์ด้วยวิธีการแบบสัจนิยม ซึ่งอย่างไรก็ตาม การตีความในรูปแบบนี้ก็จะสามารถก่อให้เกิดข้อถกเถียงต่อไปได้ ซึ่งนับว่าไม่ไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียว 
 
คำถามที่สำคัญคือ แล้วระยะเวลา "หนึ่งร้อยปี" นั้นครอบคลุมช่วงเวลาใด? จากบางข้อความในเนื้อเรื่องจะสามารถทำให้เราทราบได้ว่า ในเวลาที่อูร์ซูลา อิกัวรัน และโฆเซ อาร์คาดิโอ บูเอนดิยา พากันมาตั้งรกรากที่บริเวณที่จะกลายเป็นหมู่บ้านมาคอนโดนั้น คือช่วงศตวรรษที่ 19 เพราะย่าทวดของอูร์ซูลามีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 16 (หน้า 47) และอูร์ซูลา "มักจะหวนไปนึกถึงเคราะห์กรรมเมื่อสามร้อยปีก่อน" (หน้า 48) ดังนั้นเราอาจจะสามารถสันนิษฐานได้คร่าวๆ ว่า"หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว"เริ่มประมาณช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ถึงกลางหรือปลายศตวรรษที่ 20 (19) ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของละตินอเมริกาไม่ว่าจะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม 
 
(19) เหตุที่ไม่น่าจะใช่ต้นศตวรรษที่ 19 นั้นก็เป็นเพราะว่าในขณะที่ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงเวลาแห่งการต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากเจ้าอาณานิคม ในเนื้อเรื่องกลับไม่พูดถึงการต่อสู้กับอาณานิคมเลย จึงน่าสันนิษฐานได้ว่า มาร์เกซเลือกจะพูดถึงละตินอเมริกาในช่วงหลังจากได้รับอิสรภาพจากเจ้าอาณานิคมแล้ว คือกลางศตวรรษที่ 19 
 
ละตินอเมริกากับการเปลี่ยนแปลงหลัก ๒ ด้าน 
ในช่วงเวลาดังกล่าว ละตินอเมริกาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงหลักๆ อย่างน้อยใน 2 ด้าน 
 
– โดยในด้านหนึ่งนั้น หากมองในแง่โครงสร้างอำนาจโลก หลังจากที่ได้รับอิสรภาพทางการเมืองมาจากเจ้าอาณานิคมแล้ว ละตินอเมริกาหาได้อยู่ในสภาวะแห่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ แต่กลับกลายเป็นต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของจักรวรรดิยมสหรัฐอเมริกา และกลายเป็นเสมือนห้องทดลองนโยบายต่างประเทศในการผงาดขึ้นเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ส่งผลเสียหายแก่ภูมิภาคนี้อย่างมาก และ"หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว"ก็ได้นำเสนอประเด็นดังกล่าวออกมาด้วยบางส่วน 
 
– ในอีกด้านหนึ่ง หลังยุคอาณานิคมแล้วการเมืองภายในของประเทศต่างๆ ในทวีปละตินอเมริกาก็วุ่นวายและนองเลือดมาตลอด มาร์เกซได้สะท้อนสภาวะทางการเมืองของประเทศโคลอมเบียบ้านเกิด โดยใช้การต่อสู้ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มเสรีนิยม เพื่อชี้ให้เห็นถึงผลของการต่อสู้ทางการเมืองที่ทั้งรุนแรงและไร้ความหมาย เพราะตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา โคลัมเบียก็ตกอยู่ในวังวนของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างคนสองกลุ่มมาโดยตลอด และผลของมันก็ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าการบาดเจ็บและความตาย "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว"จึงนับเป็นภาพสะท้อนการเมืองของประเทศโคลัมเบียได้อย่างชัดเจน 
 
ละตินอเมริกากับทุนนิยมยุโรป 
ละตินอเมริกานับเป็นภูมิภาคหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการขยายตัวของทุนนิยมยุโรป โดยเฉพาะบราซิลเป็นแหล่งส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของโลกในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ซึ่งทำให้อังกฤษและดัชต์เร่งนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อหาส่วนแบ่งทางการค้า และในขณะเดียวกันเพื่อกำจัดการผูกขาดของโปรตุเกสที่มีมานานกว่าศตวรรษ นอกจากนี้การค้าวัตถุดิบอื่นอย่างแร่และฝ้ายก็ขยายตัวด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หลังจากหลายประเทศได้รับเอกราชจากสเปนและโปรตุเกสในศตวรรษที่ 19 แล้วนั้น ความเชื่อมโยงระหว่างละตินอเมริกากับตลาดโลกกลับลดลง เนื่องจากเจ้าของที่ดินจำนวนมากไม่ได้ใช้ที่ดินที่ตนมีอยู่ในการผลิตสินค้า 
 
แต่ภายหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้เกิดอุปสงค์อาหารและวัตถุดิบอย่างมหาศาลจากยุโรป รัฐบาลของประเทศที่เพิ่งได้รับอิสรภาพใหม่ทั้งหลายประสบปัญหาสำคัญคือ ขาดเงินลงทุน ดังนั้นพวกเขาจึงหันไปกู้เงินจากประเทศในยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษ ซึ่งได้ปล่อยกู้ให้ทั้งอาร์