มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน | Reading Culture Promotion Foundation

หนังสือเล่มใดที่คนอยากเป็นนักเขียนห้ามพลาด ?

 

           
เห็นคำถามนี้แล้วนึกถึงสมัย “ริ” จะเป็นนักเขียน
                หนังสือดีเล่มใดบ้างที่คอวรรณกรรม(ไม่เฉพาะนักเขียน) ควรอ่าน  สิงห์สนามหลวง  เคยให้รายชื่อไว้เยอะแยะ  โดยเฉพาะวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก  ทั้งที่มีแปลเป็นภาษาไทยและยังไม่แปลเป็นภาษาไทย  เอาเข้าจริงเมื่อได้ตามอ่านกลับพบว่าไม่  “เก็ต” ในความ “มหึมา”  และความ “หนักแน่น”  ของวรรณกรรมเหล่านั้นเป็นส่วนใหญ่  เข้าใจว่าไม่ถูกจริตในการอ่าน  ผู้ตอบคิดว่าหน้าที่ของ  “เรื่องแต่ง”  ประการแรกน่าจะอยู่ที่อ่านสนุกชวนติดตาม  ส่วนสาระความคิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นอภิปรัชญาน่าจะเป็นสิ่งที่แทรกเข้ามาอย่างมีศิลปะโดยอาศัยความบันเทิงเคลือบเอาไว้มากน้อยแตกต่างกันไป
                แม้ในปัจจุบันวรรณกรรมใหม่ ๆ หลายเล่มที่คนอ่านในวงการพูดถึง  ทนอ่านจนจบก็พบว่าทำไมต้องอาศัยเนื้อหายืดยาวขนาดนั้น  เพื่อจะบอกอะไร  “ขนาดนี้”  กลายเป็นว่างานคอลัมน์ของนักวิชาการหลายท่านอาศัยฝีมือการถ่ายทอดอย่างน่าติดตามกลับมีเสน่ห์และได้ความคิดใหม่ๆ  สนุกกว่าการอ่านเพื่อถอดรหัส “อภิปรัชญา” จากงานวรรณกรรมแท้ๆเสียอีก
                ที่ตอบมาดูท่าจะไม่เข้ากับประเด็นที่ถามมาสักเท่าไหร่
                หนังสือที่คิดว่าน่าจะให้อะไรแก่ผู้อ่านเพื่อนำไปสู่แรงบันดาลใจหรือแง่คิดในการเขียน  คงต้องตอบโดยอาศัยรสนิยมของผู้ตอบเป็นหลัก ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับหนังสือดี 100  เล่มที่คนไทยควรอ่าน
          ถ้าจะเขียนบทกวี  นอกจากหนังสือวรรณคดีอย่าง  “ขุนช้างขุนแผน”  และงานกวีโบราณของท่านอื่น ๆ แล้ว  งานเขียนยุคแรกของ  อังคาร กัลยาณพงศ์  อย่าง  “กวีนิพนธ์ ”  และ  “ลำนำภูกระดึง”  ดูจะให้จินตภาพที่บรรเจิดบรรจงมิใช่น้อย  งานชุด  “คำหยาด”  ของ เนาวรัตน์  พงศ์ไพบูลย์  ก็มีความหวามไหวในอารมณ์  ถ้าร่วมสมัยเข้ามาอีกหน่อย งานของไพวรินทร์  ขาวงาม  อย่าง  “คำใดจะเอ่ยได้ดั่งใจ”  และ  “ฤดีกาล”  ก็เต็มไปด้วยพลังของกวีหนุ่มบาดลึกมากกว่า  “ม้าก้านกล้วย”  ยิ่งนัก
                กลอนเปล่า  “ขอบกรุง”  ของ  ราช  รังรอง  เป็นอีกเล่มที่น่าสนใจ  รวมทั้งกลอนเปล่าที่เจือจังหวะฉันทลักษณ์  ของ  ศักดิ์สิริ  มีสมสืบอย่าง  “ตุ๊กตารอยทราย”  “คนสอยดาว” มาจนถึง  “มือนั้นสีขาว”  ก็ล้วนมีลีลา และแง่มุมแง่คิดที่น่าสนใจไม่น้อย ยังมีบทกวีของคนอื่นอีกหลายเล่มที่นึกออกบ้างเป็นบางชิ้นเลยไม่รู้จะแนะนำอย่างไร  ลองหาอ่านดูด้วยก็แล้วกัน
                ส่วนเรื่องสั้นของ อาจินต์  ปัญจพรรค์  ในชุด “เหมืองแร่”  และชุดอื่น ๆ ล้วนมีสำนวนภาษากระชับฉับไวน่าศึกษายิ่ง  ขณะที่พิบูลศักดิ์  ละครพล  มีความโรแมนติคเป็นที่ตั้ง  ส่วน  อัศศิริ  ธรรมโชติ  มีความงามสละสลวยราวบทกวีร้อยแก้ว  เนิบนาบไปกับคลื่นลมทะเลแถวประจวบคีรีขันธ์  ในรวมเรื่องสั้นเกี่ยวกับทะเลทั้งหลาย  ส่วนรวมเรื่องสั้น  “สีของหมา”  ก้นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของเรื่องสั้นไทยที่มีความกระชับตามแบบของบ  จำลอง  ฝั่งชลจิตร  ด้าน  “ลมเหนือและป่าหนาว”  และเล่มอื่นๆ ของมาลา  คำจันทร์  ก็แสดงความสามารถในการผสานภาษาถิ่นเข้ากับภาษาไทยกลางได้อย่างงดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน
                ด้านนวนิยาย  “ตลิ่งสูงซุงหนัก”  ของ  นิคม  รายวา  และ  “ทางเสือ” ของศิลา  โคมฉาย  ให้ความเป็นอภิปรัชญาโดยไม่ต้องหนาและหนักเกินความจำเป็น เหมาะกับยุคปัจจุบันเป็นอย่างดี  หรือนวนิยายหนาแต่ชวนอ่านอย่าง  “ชะบน” ของ  ธีรยุทธ ดาวจันทึก ก็ให้ความเป็นสากลไม่แพ้นวนิยายตะวันตก
                ส่วนหนังสือแปลเท่าทีจำได้  นอกจากชุดเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์อย่าง  “โลกสนธยา”  ที่  สุชาติ  สวัสดิ์ศรี  เป็นบรรณาธิการแล้ว  นวนิยาย  “จอห์นนี่ไปรบ” ของ ดอลตัน  ทอมโบล  ก็แสดงความช่างคิดช่างสังเกตของผู้เขียนได้อย่างน่าทึ่ง
                ยังมีอีกหลายเล่มหลายคนที่นึกไม่ออกบอกไม่ถูก  ทั้งร่วมสมัยและล่วงสมัย
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก : http://www.praphansarn.com