บ.ก.พ่อมด แห่งเว็บไดอารีออนไลน์ diaryhub.com
![]()
“ ผมเป็น webmaster ที่มี user เกลียดมากที่สุดในประเทศไทย ”
ก่อนที่จะมาทำเว็บ diaryhub ทำอะไรมา
ก็เมื่อก่อนเป็นนักข่าว อยู่มาหลายที่ ก่อนที่จะออกมา จริงๆ สุดท้ายก็คือ อยู่ไทยรัฐ ก็เป็นนักข่าวเกี่ยวกับพวกไอที คอมพิวเตอร์ ก่อนจะมาทำตรงนี้ พอดีเราทำข่าว แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงที่อินเตอร์เน็ต พวกเว็บอะไร กำลังเข้ามาพอดี กำลังเห็นกระแส
ปีอะไรคะ
ก็เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ประมาณ 39 – 40 ช่วงนั้นก็จะเป็นช่วงที่แบบว่า เริ่มมีเว็บเกิดขึ้นมา แล้วผมก็เข้ามาทำข่าวช่วงนั้นพอดี ก็เริ่มรู้จักกับคนทำเว็บหลายคน ก็ได้ไปสัมภาษณ์เค้า สัมภาษณ์เว็บนู้นเว็บนี้ว่า เว็บมาสเตอร์ต้องทำยังไงบ้าง สัมภาษณ์ไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีไอเดียว่า อยากลองทำเว็บเองบ้าง ทำแบบเป็นงานอดิเรก ก็คิดๆ อยู่ว่าจะไปทำเว็บอะไรดี ตอนนั้นก็ทำไม่เป็น ก็เลยไปซื้อหนังสือมาอ่านๆ ลองหัด design เอง หัดทำ html ก็ทำเล่นๆ เป็นเว็บแบบเหมือนเด็กเพิ่งหัดทำเว็บ มีตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา ก็ว่าไป เป็นสไตล์นั้น ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ทำได้ก็จบไป มันยังไม่มี concept ไม่มีอะไร จนไปเจอเว็บๆ นึง เว็บนี้ชื่อว่า keng.com เค้าเนี่ยเป็นคนที่แบบว่า แปลกใจมาก คนอะไรวะ จดชื่อ domain เป็นชื่อตัวเอง อะไรอย่างงี้ เสร็จแล้วไม่พอ ยังทำเรื่องไม่เหมือนชาวบ้านเค้าอีก เขียนเรื่อง เอาบันทึก ไดอารีประจำวัน มาเขียนๆๆ มาเล่าในเว็บ อินเตอร์เน็ตเมื่อก่อนมันไม่มี เมื่อก่อนจะแบบ รวมลิงค์ เป็นสนุก เป็นพันทิพย์ เป็นอะไรที่แบบ มันไม่มี content มันจะเป็นลิงค์เป็นอะไรไป มันจะไม่มี content ที่ออกมาแบบแตกต่าง พอเห็น เอ๊ะ … แปลกดี ไปนั่งดู นั่งอ่าน ย้อนๆ เข้าไปอ่าน ก็เออ สนุกดี เราก็เริ่มรู้สึกว่า เฮ้ย จริงๆ เราก็ชอบเขียนไดอารีนะ ทำไมเราไม่เอามาเขียนไว้บนเว็บแบบเค้าบ้าง ก็ลอง ทำเว็บเป็นแล้ว ลองเขียนๆ ดู ปกติก็ยังเขียนๆ อยู่กับสมุด ก็ลอง ไม่เขียนแล้ว มาเขียนบนเว็บแทนแล้วกัน ก็เขียนๆ แล้วให้เพื่อนอ่าน ให้ใครอ่าน เพื่อนก็มาอ่านกัน เราก็ดีใจ มีคนมาอ่าน
ตอนนั้นประมาณตุลา ปี 42 ก็เริ่มขียนไดอารีออนไลน์ขึ้นมา แล้วก็ส่งให้เพื่อนๆ อ่าน เล่นๆ กัน ในกลุ่ม 20-30 คน พอตุลาก็เริ่มเขียน แล้วให้เพื่อนอ่าน พอตอนนั้นก็มีคนมาอ่านพอสมควร แต่ตอนนั้นยังไม่ได้จดเป็นเว็บดอทคอมอะไร ทำแบบขอเว็บฟรี พอมาธันวาคม ก็มาจดโดเมนเว็บชื่อ diaryaddict.com ก็ได้ชื่อมาจากไอเดียของเพื่อน จริงๆ เพื่อนไม่ได้บอกให้ใช้ชื่อนี้ แต่ว่ามีอยู่วันนึง เขียนๆ ไดอารี แล้ววันนั้นเราไม่ได้อัพเดทไดอารีหรือช้าไป เพื่อนก็ icq มา เห็นเราออนไลน์บอกว่า ทำไมยังไม่อัพเดทอีก กูจะลงแดงแล้ว เราก็ปิ๊ง ได้คำว่า addict ที่แปลว่า เสพติด ก็เลยไปตั้งชื่อเว็บว่า diaryaddict แบบว่า เว็บเราเนี่ย เป็นไดอารีที่ทำให้คน addict ได้นะ หลังจากนั้น ก็เริ่มทำเว็บ ตอนนั้นเริ่มมีคนเริ่มเห็นในสิ่งที่เราทำบ้าง อยากจะทำ อยากจะมีเว็บแบบนี้บ้าง เค้าก็เริ่มทำ ก็มีกลุ่มที่ทำ ตอนนั้นปี 42 มีประมาณ 10 กว่าคนได้มั้งฮะ ไดอารีออนไลน์ที่เริ่มมีๆ กันในเมืองไทย
หมายถึงเค้าก็ทำของเค้า เราก็ทำของเรา
ใช่ๆ ก็ต่างคนต่างทำ แต่ว่าทุกคนตอนนั้นก็คือ รู้จักกันหมด
ก็เหมือนกับว่าเป็น community เล็กๆ
ทุกคนคือว่า เค้าก็จะมาบอกเราว่า เค้าก็เขีียนอยู่เหมือนกัน ก็แบบว่า เมล์มา หรือว่า icq อะไรมาสักอย่าง ไปดูของเค้ามั่งนะ เราก็ไปดู ตอนนั้นกลุ่มมันก็จะยังไม่ใหญ่ ก็จะรู้จักกันหมด ก็ผลัดกันอ่าน เวียนๆ กันอยู่ประมาณ 10 คนได้ แล้วพอซักต้นปี 43 ประมาณกุมภา ผมก็ลองจัด meeting ดู รู้สึกว่า เออ น่าลองนะ ดีคนมาเยอะ ๆ ผมก็ชวน ชวนเก่งด้วยแหละ เออ มาจัด meeting นะ ลองดูว่า กลุ่มตอนนี้ก็เยอะแล้วนะ ลองมาเจอกันหน่อย meeting คิดยังไงถึงมาเขียนไดอารีกันเนี่ย เยอะแยะ ก็จัดที่นี่ที่สยาม สยามดิส ร้านตอนนี้ หายไปแล้ว ปรากฎว่า meeting ครั้งนั้น ประสบความสำเร็จมาก เกินคาด มีคนมาแบบไม่ใช่เฉพาะคนที่เขียนไดอารี เพิ่งเขียน มีคนที่แอบเขียนอยู่เยอะแยะ แล้วก็รู้ข่าวก็มากัน แล้วก็มาเปิดตัวที่งาน แล้วก็มีนักข่าว พอดีผมรู้จัก ก็บอกเค้า เค้าก็มาทำข่าวกัน ก็ปรากฎว่า เป็นที่ฮือฮาพอสมควร ตอนนั้นผู้จัดการก็เอาไปลง ใหญ่โต ไดอารีออนไลน์
ตอนนั้นยังทำงานประจำอยู่ใช่ไหมคะ
ตอนนั้นยังอยู่ที่ไทยรัฐอยู่ meeting ครั้งนั้นก็มีคนประมาณ 40 -50 คนได้ ก็ถือว่าค่อนข้าง มีดารามาเขียนไดอารี มีนักร้อง ยุคนั้นจะมี อ้อม สุนิสา น้องพันช์ (น้องฟลุค) แล้วก็มีดีเจบิ๊ก ภูมิชาย ของ atime ช่วงนั้นก็คือ คนพวกนี้ ไม่คาดคิดว่าเค้าจะมาเขียนไดอารีออนไลน์ด้วย ก็เพิ่งรู้เหมือนกัน แล้วเค้าก็โผล่มาเป็นเซอร์ไพรส์ วันนั้นผมกับเก่ง ก่อนจะมา meeting ก็กะจะเซอร์ไพรส์คนที่มาเหมือนกัน โดยการเปิดเป็นเว็บขึ้นมาเว็บนึง เพื่อเป็นที่รวมคนเขียนไดอารี เป็นชุมชน ตั้งชื่อว่า thaidiarist เราก็เลยเปิดเว็บได้ในวันนั้นด้วย บอกว่า เนี่ย มีเว็บมาเซอร์ไพรส์ พอดีร้านวันนั้นมันดีอย่าง คือ มีอินเตอร์เน็ตอยู่ในร้าน ก็เลยเอามาโชว์ได้ เว็บนั้นก็คือเว็บ thaidiarist.com ก็เป็นเว็บที่เป็น ศูนย์รวมของคนเขียนไดอารี เหมือนกับเป็นเค้าเรียกว่าอะไร อืมม ที่มาเจอกันนะ คือ ตอนนั้นทุกคนก็ต่างคนต่างเขียน เว็บใครเว็บมัน
ก็แสดงว่า นกเนี่ย เป็นคนแบบ หัวทางด้าน margeting ไม่ได้หมายถึงเรื่องเงินนะ แต่จะหมายถึง มีหัวทางด้านทำอะไร ให้เกิดอะไรขึ้น เรียนทางด้านไหนมา
ผมเรียนมนุษยศาสตร์ ภาษาอังกฤษ รามคำแหง
มันก็ไม่น่าจะเกี่ยวกันเลย
ไม่เกี่ยวอะไรเลย มาอะไรตรงนี้มันไม่เกี่ยวกันเลย แล้วไม่คิดด้วยว่า ตอนเรียนแล้วจะมาเป็นอะไรแบบนี้ มันเหมือนแบบ คือ ทุกวันนี้ ผมเคยเขียนในไดอารีว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้ เป็นเรื่องของชะตากรรม เป็นแบบว่า ใครกำหนดไม่รู้
มันน่าขนลุกตรงที่ว่า เรื่องชีวิตเราตอนนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่การกระทำของเรา ชะตากรรม กับเทคโนโลยี
มันเหมือนกับว่า มันถลำตัวยังไงไม่รู้ มันแบบว่า ไม่คิดว่าจะมาตรงนี้ ก็มา แล้วหลังจากนั้นมาเนี่ย community มันก็เริ่มขยาย ถึงตอนนั้นประมาณซักปี 43 เนี่ย มี meeting จัดอีก 2 ครั้ง ต้นปีครั้ง ปลายปีครั้ง ตอนช่วงปลายปีมีเป็นร้อยแล้วไดอารี ไดอารีออนไลน์ ที่แบบว่าเขียน ทำกันเอง ไม่ได้มีพื้นที่กลาง ต่างคนต่างเขียน มีเป็นร้อย เยอะมาก จากปลายปี 42 มี 10 กว่าคนอย่างที่บอกตอนแรก พอมาปลายปี 43 มันเพิ่มเป็น 10 เท่า มันแบบใหญ่ขึ้นมากๆ เลย คนเยอะแยะไปหมด เริ่มสนุก ตอนนั้นผมก็เริ่มคิดแล้วว่า น่าจะมี service ให้ ช่วงนั้นเนี่ยคนที่จะเขียนไดอารีออนไลน์ เค้าต้องมีฝีมือในการทำเว็บอยู่บ้างนิดๆ หน่อยๆ พอจะรู้การเขียนเว็บได้บ้าง ใช้โปรแกรม Fontpage หรือ Dreamweaver อะไรก็ว่าไป พอจะทำเป็นบ้างนิดหน่อย แต่ว่าก็ยังมีอีกเยอะมากที่เค้าไม่เป็นเทคโนโลยีเลย แต่เค้าอยากมีอย่างนี้ แล้วผมจะได้เมล์ ได้อะไรเยอะมาก พี่ๆ อยากมีเว็บแบบพี่ ทำยังไง พี่สอนหน่อย ผมก็ไม่รู้ ถ้าสอนหลายๆ คนเราก็แย่เหมือนกัน น่าจะคิด solution หรือว่าคิดอะไรออกมาซักอย่าง ที่จะตอบโจทย์อันนี้ได้ ไว้ให้คนสามารถเข้ามาตรงนี้ register หรือทำอะไร แล้วก็มีโปรแกรมให้เค้า แล้วเค้าสมัครอย่างเดียว ก็เอาเว็บไปใช้ได้เลย ก็เริ่มคิดตอนนั้นก็ปรึกษา น้องๆ ทีมงานที่รู้จักกัน ก็ยังไม่ได้ลงตัว ยังหาโปรแกรมเมอร์ไม่ได้ แบบว่า หายาก รู้จักใคร ถามกันเองแล้วว่า ใครเป็นโปรแกรม มาเขียนแบบโปรแกรมตัวนี้ เพื่อให้คนมาใช้งานฟรีไดอารีง่ายๆ หาจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้คน จนซักกลางปี 44 ก็มีน้องคนนึงมา เค้าอยู่เมืองนอก เค้าอ่านเว็บเรามา เค้าก็รู้จักเรา เค้าก็เสนอตัวว่าจะมาช่วยเขียนโปรแกรมทำตรงนี้ให้ เราก็ดี ขาดอยู่พอดี ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการทำ service ฟรีไดอารี แต่ตอนนั้นยังอยู่ที่ thaidiarist.com
แต่ก็ยังทำงานประจำอยู่
เรื่องงานประจำนี่ผมออกมาตอนกลางปี 43
ออกมาเพราะว่า เพื่อมาทำไอ้นี่เลย ค้นพบตัวเอง
ใช่ รู้สึกว่า เราอยากออกมาทำด้านอินเตอร์เน็ตเลย มันเหมือน เราหลุดจากกรอบ มันเหมือนวันนี้เราทำอะไรก็ได้ เรารู้สึกว่า เราคิดอะไรปุ๊บเราทำได้เลย คิดปุ๊บ ทำอย่างเงี้ย ทำเว็บก็ต้องรู้
ถ้าเราเป็นนักข่าว เราต้องผ่านกระบวนการอะไรตั้งเยอะแยะ แต่นี่เรามี broadcast เป็นของตัวเอง
วันนี้เราอยากเขียนเรื่องนี้ ประเด็นนี้กำลังร้อน ไปตามเขียน แล้วเอาขึ้นได้เลย รู้สึกว่ามันตอบโจทย์เราได้ คือ ผมก็นักข่าวเก่า บางอย่างผมก็อยากจะทำ อยากจะ present แต่ว่าเราติดด้วยกรอบของ office หรือว่าอะไรซักอย่าง เค้าก็จะแบบไม่เอาๆ พอมาทำตรงนี้ เออ ตรงนี้มันใช่
ก็คือ ออกตอนปี 43
กลางๆ ปี 43 ก็ออกมา มาทำตรงนี้ แต่ว่าตอนนั้นก็ทำงานกับบริษัทของเพื่อนที่ทำเกี่ยวกับเว็บไปด้วย ก็ไม่ได้มาทำเว็บตรงนี้เต็มตัว แต่ว่าก็มีงานประจำ ยังมีงานประจำแต่ว่าจะ move มาทางด้านเว็บไซด์เต็มตัว พอมาปี 44 พอมีโปรแกรมมาก็ทำกัน โปรแกรมเริ่มใช้ไปเรื่อยๆ จนประมาณปลายปี ผมก็มีปัญหากับทีมนี้ ทีม thaidiarist กับน้องคนนี้ ก็คือว่า ตอนนั้นผมก็เริ่มเบื่อๆ เพราะปัญหามันเยอะ ก็เลยให้น้องเค้าทำไปแล้วกัน
ปัญหามันจะเป็นอะไรได้คะ นึกไม่ออก
ปัญหามันเป็นปัญหาเรื่องคน ตอนนั้นแบบว่า แนวคิดไม่ตรงกัน เป็นธรรมดา คือ เว็บนี้ตอนแรกมันเริ่มมาจากผมกับเก่ง 2 คน เริ่มมา พอตอนหลัง อย่างที่บอก พอคนมันเข้ามาเยอะขึ้นๆ คือ concept ตอนแรกเราไปวางว่า ทุกคนเข้ามามีส่วน เข้ามาจัดการได้ ก็เข้ามาแล้วก็สนุกกันใหญ่เลย ก็วุ่น ทุกคนก็บอกว่า อยากทำนู่นทำนี่ ผมก็เลย OK งั้นให้น้องเค้าทำไปเลยแล้วกัน เค้าอยากทำยังไงเต็มที่ เพราะว่าถ้าผมอยู่อาจเกรงใจ หรือว่าอะไร ไม่อยากทำ ก็เลย OK ให้เค้าทำไป พอปลายปี 44 ผมก็ออกมาจาก thaidiarist ตอนนั้นก็จะไม่ทำแล้ว ออกมาก็เหลือแต่เว็บส่วนตัวของผม diaryaddict ก็คือตอนนั้นเค้าก็ทำได้แล้ว service อะไรเค้าก็มีแล้ว เค้าก็อยู่ของเค้าได้ เราก็ออกมา ว่างๆ ไม่ได้ทำอะไร จนซักประมาณ ช่วงต้นปี 45 กุมภาพันธ์ มีนาคม ก็มีน้องอีกคนนึง ตอนที่ผมบอก มันเป็นชะตากรรม ผมพยายามจะไม่ยุ่งแล้ว ก็มีน้องมาชวน น้องฮันท์เค้าเป็นโปรแกรมเมอร์ เคยช่วยผมตั้งแต่ thaidiarist ก็มาเป็น design ทำออกแบบ ทำเว็บบอร์ด ทำอะไร เค้าบอกว่า เนี่ยเค้าแอบเขียนโปรแกรมไอ้ตัวนี้อยู่ แล้วเค้าบอกว่า เค้ามั่นใจว่าโปรแกรมนี้ มันใช้งานได้ง่ายและดีกว่าทุกตัวที่มีอยู่ตอนนี้ พี่สนใจมาดูไหม อยากจะให้พี่ช่วยวิเคราะห์ วิจารณ์ว่าเป็นยังไง เราก็มาดูแล้วก็เป็นโปรแกรมที่ใช้ง่าย ถ้าเคยใช้ของเก่าๆ มาจะรู้ว่ามันแตกต่างกัน แล้วก็เออ เข้าท่า จริงๆ แล้วตอนแรกเค้ามาปรึกษา เค้าจะไม่ได้เปิดเป็นเว็บ แต่เค้าจะมาทำเป็นโปรแกรมขาย เราก็ขายเหรอ ขายจะมีคนซื้อเหรอ มันแบบไม่ work มั้ง เราก็บอกไป แต่เค้าจะขายก็แล้วแต่เค้า เค้าก็หายไปพักนึง กลับมาใหม่ มาบอกพี่ทำเป็นเว็บแล้วกัน ทำอย่างงี้แหละ แล้วก็ทำฟรี service แจกคน เข้ามาใช้เลย เราก็ เอ้า ทำก็ทำ เราก็ดู เพราะเราเห็นว่า โปรแกรมมันแตกต่างดี ก็เลยมานั่งคิดตั้งชื่อเว็บใหม่ ก็มาเป็น diaryhub.com ก็เปิดประมาณเมษาปีที่แล้ว 45 นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของ diaryhub
แล้วการทำงานประเภทนี้เนี่ย จุดที่มันเลี้ยงชีพ จุดที่มันอยู่ได้ เราต้องมีงานอื่นมา support เพราะมันก็มีค่าใช้จ่าย การที่เราจะเริ่มอะไรอย่างงี้
คือถ้าตอนนี้ก็ต้องอย่างยิ่ง เพราะว่าโดยเว็บมันเองแล้วเนี่ย ไม่สามารถทำให้ผมสามารถกินอิ่ม นอนหลับ ดาวน์บ้าน ดาวน์รถได้ มันไม่ถึงขนาดนั้น คือว่า โดยตัวเว็บมันเนี่ย ยังมีค่าใช้จ่ายอยู่พอสมควรที่จะต้องแบกรับอยู่ ยังไม่ได้คิดเรื่องกำไร ยังไม่ได้คิด แต่ว่าที่ผมมองไว้คือ เว็บตัวนี้ยังไงผมก็คงไม่คิดว่า มันจะ make money เพื่อที่จะมาเลี้ยงผม ผมแค่กะว่า มันเลี้ยงตัวเองได้ ไม่มาเบียดเบียนชีวิตผม ไม่มาเบีียดเบียนกระเป๋าผม แบบว่า ทำให้มันอยู่ด้วยตัวมันเองได้ ก็ OKแล้ว ไม่ขาดทุนก็พอแล้ว จะกำไรอะไรก็เรื่องของมัน แต่ว่าไม่ขาดทุน ไม่มาทำให้ผมต้องดิ้นรนมากขึ้นไปอีก ก็คือ happy แล้ว ถ้าถามว่าจะมาทำเว็บอย่างเดียวตอนนี้ก็คงลำบาก คือ ทุกคนก็ต้องมีงานอื่นที่ทำอยู่ประจำ ผมก็ต้องทำงานเขียนของผมอยู่
ตอนนี้ทำอะไร
ตอนนี้ผมก็รับ job เขียนบทความ เป็นคอลัมนิสต์ที่ Mars
แล้วตอนนี้คนที่เข้ามาใน diaryhub มีเครือข่ายซักประมาณกี่คน
ต้องย้อนไปก่อนว่า ปีที่แล้วเว็บนี้มันมีวิบากกรรมอยู่เยอะมาก เพราะมันล่มไปหลายทีมาก คือว่า ตอนเริ่มของเราเนี่ย อย่างที่บอกว่า เราทำเป็น hobby ไงฮะ เราก็ทำแบบว่าใช้ทรัพยากรกันแบบจำกัดเท่าที่มี ปรากฎว่าไอ้เครื่องตอนแรกที่เราใช้อยู่มันจะเป็นเครื่อง PC ธรรมดา แล้วมีฮาร์ดดิสก์ 8 GB ซึ่งตอนแรกเรากะว่า เราทำกันเล็กๆ เพราะว่าตอนนี้มันจะมี thaidiarist อยู่แล้ว แล้วก็จะมี storythai ซึ่งก็จะลักษณะเดียวกันก็มีอยู่ แล้วก็ยังมีอีกหลายเว็บเหมือนกัน เราก็คิดว่า เรามาทีหลัง เราก็อยู่ของเราเล็กๆ แล้วเราก็ไม่ได้โปรโมท ไม่ได้อะไรเลย เราก็เปิดเงียบๆ แต่คนมาจากไหนไม่รู้ จากวันแรกที่เราเปิดจนมาซักช่วงตุลาเนี่ย มีประมาณ 4000 กว่าคน ก็ส่งผลให้ไอ้เครื่อง 8 GB เนี่ยทนไม่ไหว เดี้ยงไปเลย พังไป ช่วงนั้นก็พยายามกอบกู้กัน ใช้เท่าที่มี ก็ไม่มีเงินทุนไม่มีอะไรเลย เราก็ดิ้นรน พยายามกัน เอายังไงดี จะให้มันกลับมา จนแบบต้องไปถอยเครื่องที่บ้าน เอาไปเปลี่ยน เล่นแร่แปรธาตุ ถอดฮาร์ดดิสก์ ใครมีอะไรบ้าง หยิบยืมกันไป จนแบบสุดๆ แล้ว ก็ยังเอาไม่อยู่ ประมาณพฤศจิกาปีที่แล้ว มันก็แบบว่า ถึงกาลอวสานจริงๆ เครื่องมันเจ๊ง
คือเพราะมันมีในเครื่องเดียวใช่ไหม
ใช่ครับ เครื่องมันเล็กมาก คือมันไม่ใช่เซิร์ฟเวอร์จริงๆ มันเป็นเครื่อง PC ที่เราอัพไปแบบว่าดัดแปลงเอา คือ user หรือ member ที่เข้ามาใช้ เค้าไม่รู้หรอกว่า background ข้างหลังมันเป็นยังไง เค้าเห็นแต่ข้างหน้า โห เว็บสวย ใช้ service อะไรเนี่ย เจ๋งๆ เค้าไม่รู้หรอกว่า จริงๆ แล้วเครื่อง เซิร์ฟเวอร์มันแบบกระจ๊อกมากเลย บางที spec มันต่ำกว่าเครื่อง PC ที่บ้านเค้าอีก เราก็ตอนนั้นพอมันล่มสลายไปจริงๆ ฮาร์ดดิสก์เจ๊งเลย เพราะว่า user มันเยอะ ฮาร์ดดิสก์พังไปเลย เครื่องก็เอาไม่อยู่ ตอนนั้นก็แบบเราก็เครียดกันแล้วว่าเอาไงดี จะทำต่อดีไหม หรือว่าจะเลิกไปเลย ถ้าทำต่อก็มีประเด็นคือว่า ต้องหาเซิร์ฟเวอร์ใหม่มา ซึ่งมันก็ต้องเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นเซิร์ฟเวอร์จริงๆ เพราะเรารู้แล้วว่า user เราโหดมาก เยอะมาก ถ้าไม่ได้เซิร์ฟเวอร์ที่แบบระดับมืออาชีพจริง ก็จะรับไม่ไหว
แล้วเราไม่รู้ว่าคนจะเข้ามาเยอะเท่าไหร่
ใช่ครับ ก็เลยคิดว่า ถ้าจะเอาทำต่อ ก็ต้องมีเซิร์ฟเวอร์ เซิร์ฟเวอร์ตัวเท่าไหร่ ไปเช็คราคา ร่วมๆ 7-8 หมื่น นั่งเครียดกันหมดเลย ใครมีญาติ พี่น้องอะไรบ้าง ไปกู้ ไปยืมมาได้ไหม ตอนนั้นแบบว่า พยายามหาทางออกหลายทางว่าจะเอาเงินมาจากไหน คือก็คิดกันแล้วว่า จะทำต่อ อือ งั้นก็ต้องมีเงินก้อนนี้มา แต่ว่าจะเอาเงินมาจากไหนหล่ะ เงินมันเยอะมากเลยนะ ผมก็นักเขียนต๊อกต๋อย ไส้แห้ง บ้านก็ไม่ได้รวยอะไร อยู่ๆ ใครจะมาให้ตังค์ ให้ตังค์ถ้าเกิดไปลงทุนก็ต้องมี return อะไรเงี้ย ต้องทำแผนให้เค้าอีก มันยุ่งยากนะเนี่ย เออ จะเอาเงินจากไหนดีวะ คิดกันตั้งนานจนแบบว่า ผมก็มาปิ๊งไอเดียของหนังสือ a day
ก็คือร่วมหุ้นกันอย่างงี้
ก็คือว่า คุณอยากให้เว็บเราอยู่ไหม ถ้าคุณอยากให้อยู่เนี่ย ก็มาลงขันกัน เพื่อให้เว็บนี้มันมีต่อไป แล้วคุณก็ใช้ service ได้ ก็มานั่งคิด เท่าไหร่ดี คนละเท่าไหร่ดีที่แบบ นั่งหาตัวเลข แล้วเราเอาเท่าไหร่เซิร์ฟเวอร์ กับ cost ก็ OK คนละ 300 บาท 300 คนได้ตั้ง เก้าหมื่น ก็ OK แล้ว เราก็เอามาคนละ 300 บาท แลกกับ service ที่เราจะทำให้ครบมากขึ้นเป็นพิเศษ ในระยะเวลา 1 ปี OK ไหม ก็ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะมีคนเอาไหม
การตอบรับก็ไม่รู้เลยใช่ไหม
พูดง่ายๆ ก็คือ วัดดวง ก็วัดดวงไปเลยว่า ถ้าเค้าเอา ก็คือว่า เค้าอยากให้เราทำต่อ เค้าสนับสนุนเรา ถ้าเค้าไม่เอา ก็คือ ต่างคนต่างไป เค้าก็คงไปใช้เว็บอื่น เราก็ OK เราก็ไม่ต้องทำ ไม่ต้องมานั่งเครียดอะไรอย่างงี้ เออ ก็วัดดวงกันไป ก็ปรากฎว่า พอประกาศไปวันแรก ก็มีคนเข้ามา คือ ตอนแรกช่วงแรก speed ดีมากเลย โอ้โห คนให้การตอบรับมา เงินโอนมาจากไหนไม่รู้เต็มไปหมดเลย งงมาก เริ่มเห็นแสงสว่างแล้ว เป็นไปได้ๆ พอซักเลย 100 คนไปแล้ว เริ่มซาแล้ว เอ๊ะ ทำไมน้อยๆ ลง เอ .. หรือจะไม่ได้แล้ว ตอนนั้นก็มีเงินอยู่ซัก 3 หมื่น ก็ยังไม่พอ แต่ว่าพอดีก็ได้พี่ชายของน้องทีมงานเค้า พี่ชายมาช่วยเครดิตให้ก่อน รูดการ์ด โดยที่เราก็เหมือนกับเอาเค้ามาเสี่ยงด้วยนิดนึง ก็คือว่า อะ ครึ่งนึง ตอนนั้นเรามีประมาณ 3 หมื่นกว่าบาท ให้เค้ามาออก 3 หมื่นกว่าบาท เช็คราคาเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ในระดับ 6-7 หมื่น ได้ตัวนึง OK ก็ตัดสินใจงั้น OK ซื้อเลย ไปซื้อเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากนั้นก็เอามาลงโปรแกรม ทำอะไรใหม่ กลับมาเปิดเมื่อ 12 มกราที่ผ่านมา ก็กลับมาเปิดด้วย เซิร์ฟเวอร์ตัวใหม่ ด้วยโปรแกรมใหม่
แล้วก่อนหน้านี้ที่จะคิดทำอะไรอย่างนี้ ก่อนหน้านี้ี่คิดว่าตัวเองจะทำอไร หรือว่ายังไง ก่อนหน้าที่จะเรียนจบ หรือว่าตอนที่เป็นเด็ก หรือว่าตอนที่เป็นนักข่าวเนี่ย มองอะไรไว้ หรือว่ามีความชอบเป็นพิเศษเกี่ยวกับการเขียน
ถ้าถามจริงๆ ผมชอบเขียน อย่างไดอารีเนี่ย ผมเขียนลงสมุดมาตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่ชั้นมัธยมก็เขียน ยังเก็บไว้อยู่เลย เป็นเล่มๆๆ ตอนนี้กระดาษเหลืองหมดแล้ว ชอบบันทึก ชอบเขียนไดอารี ผมก็เขียนมาตั้งแต่เด็กๆ
แต่ก็ไม่ได้คิดเรื่องว่าจะออกหนังสือหรืออะไร แต่คิดว่าอยากจะเขียน
คือเมื่อก่อนเด็กๆ เรามีความรู้สึกว่า ชีวิตเราสนุก ชีวิตเรามันมีสีสัน แบบมันสนุกจังเลย มันมีเรื่องสนุกทุกวัน กลับมาจากโรงเรียนเราก็มาจดๆ ถ้าเขียนเนี่ย พอกลับไปอ่านเก่าๆ แล้วมันจะแบบ บางทีก็อมยิ้ม บางทีก็จะเอ๊ย เมื่อก่อนเคยคิดแบบนี้เหรอ เมื่อก่อนเด็กๆ เราเป็นยังงี้เหรอ อะไรเงี้ย บางเรื่องก็ลืมไปแล้ว มันเหมือนบันทึกประวัติศาสตร์ แต่ตอนนั้นถ้าถามว่าอยากเป็นนักเขียนอะไรไหม ก็ไม่เชิง ก็คิดเหมือนกันว่า ถ้ามีออกเป็นหนังสือสักเล่มก็ดีเนอะ แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้ออก ไม่ได้คิดจะเขียนเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ได้ขวนขวายว่าจะต้องไปอย่างงั้นจริงๆ ก็คิดแบบเด็กๆ แต่ถ้าถามว่า คิดฝันอะไรเป็นเรื่องเป็นราวไหม ก็คงไม่มีขนาดนั้น
แล้วที่บ้านมองว่ายังไงกับสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้
เค้าก็ไม่เข้าใจ เค้าโตมาอีกรุ่น เค้าก็รู้ว่ามันคืออินเตอร์เน็ต มันคือเว็บไซด์ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไรเค้าก็ไม่เข้าใจ
เค้าจะไม่เข้าใจว่า ถ้า topic มันไม่มาตรงๆ หรือว่าไม่ได้ขายไป เงินไป เค้าก็จะไม่เข้าใจว่ากำลังทำอะไรอยู่
เค้าก็ยังงงๆ อยู่ทุกวันนี้ ว่าทำๆ นี่มันได้อะไรหรือเปล่า ได้ตังค์หรือเปล่า สงสัยมาก เราก็อธิบาย ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง
แล้วพอทำไอ้นี่แล้วเนี่ย สิ่งที่เราได้ เราได้อะไรบ้าง ได้เพื่อน ได้ค้นพบมิติอะไรบางอย่าง
ผมอยากจะเรียกว่าเป็นความมหัศจรรย์ เป็นความมหัศจรรย์ของอะไรก็ไม่รู้ นี่ถ้าผมไม่มาทำผมก็ไม่เจอ อย่างตอนที่เว็บล่มไปเนี่ย ผมก็ไม่รู้ว่าจะมีคนที่เราบอกว่า เราจะเก็บ ลงขันกัน จะมีคนไหม วัดดวง ก็ไม่คิดว่าจะมีคนมาช่วยเราจริงๆ แล้วผมจะแบบว่า มีบางส่วนที่เราจะเก็บแบบให้โอนผ่านบัญชี แล้วมีบางวันผมก็จะมานั่งที่ร้าน MAC นัดใครแบบไม่สะดวกโอนผ่านแบงค์ก็มาจ่าย ผมก็จะมานั่งเป็นตุ๊กตา แล้วมาจ่ายตรงๆ ช่วงธันวาปีที่แล้ว ก็มานั่งอยู่ทุกเสาร์ แล้วมันเป็นความมหัศจรรย์ตรงตอนที่มานั่งเนี่ย เป็นครั้งแรกที่เราได้เจอกับ user สมาชิกของเราจริงๆ หลังจากที่เราเห็นเค้าแต่ในเว็บ เรารู้สึกว่า เอ๊ย มีตัวตน เนี่ยมีตัวตนจริงๆ นะ ไม่ใช่แบบใครก็ไม่รู้ บางคนเราก็ไม่เคยอ่าน แต่เค้าก็บอกว่าเค้าอยู่ เป็นสมาชิกเราอยู่ แล้วอยู่ๆ ก็โผล่มาเราก็แบบ มันเหมือนกับว่า ช่วง 4 อาทิตย์นั้นที่ผมมานั่งทุกๆ เสาร์ ผมก็รู้ว่า เป็น 4 เสาร์ที่ผมจะไม่ลืมเลย ชีวิตนี้แบบมันมหัศจรรย์มาก แบบว่า ได้เห็นคนมาแบบ เอาเงินมาช่วย ลงขันซื้อเซิร์ฟเวอร์
แล้วในมิติที่เราเดินทางอยู่นี่มันแบบ มันมีพลังที่มันจะมาเสริมเราตั้งเยอะแยะ
ผมไม่รู้ว่าจะมีคนแบบนี้อยู่ในสังคมหรือว่าอะไร อยู่ๆ ที่แบบว่า เราประกาศไว้ในเว็บแล้วเราก็บอกว่า ไปเจอกันนะ วันเสาร์นั่งตรงนี้ แล้วผมก็นั่งรอแล้วก็มีแต่คนมา แล้วก็บอกว่า มาจ่าย 300 ค่าสมาชิกครับ แล้วก็ไป มันแปลก บอกไม่ถูก มีบางคนก็จะมานั่งคุยกับเรา แล้วก็จะมีเป็นเด็กๆ นักเรียน แต่งชุดนักเรียนมา เค้าก็บอกอดค่าขนมมานะ เพื่อจะเอามาให้เว็บ diaryhub โดยเฉพาะเลยเนี่ย 300 บาท เนี่ยอยากเป็นสมาชิกมาก อยากให้เว็บนี้อยู่ต่อ เราก็แบบ โอ้โห คือผมเจอคน ช่วงนั้นผมเจอคนที่ไม่คิดว่าจะเจอเยอะมาก ไม่คิดว่าคนเหล่านี้เป็นสมาชิกเรา แล้วแบบมันทำให้รู้สึกว่า เออ เหมือนจะไม่ได้เป็นเงิน หรือเป็นอะไรกลับมา แต่ว่าเรารู้สึกว่า ไอ้ตรงนี้มันคือว่า ในสิ่งที่เราทำมาเนี่ย อย่างน้อยมันมีคนเห็น เห็นความสำคัญหรือว่าเห็นอะไรก็แล้วแต่ มันทำให้เรารู้สึกว่า มีเงินไม่ได้ซื้อ มันก็ไม่ได้อะไรขนาดนี้ มันก็ไม่ได้สำคัญมากกว่าสิ่งที่ได้รับมา โดยที่เราไม่ได้คาดคิด ก็นั่นคือ สิ่งที่รู้สึกว่ามันได้กลับมามากกว่าตัวเงิน ถ้าถามว่าทุกวันนี้ยังทำอยู่ก็มีความสุขกับอะไร ก็กับคนที่ให้ความรู้สึกดีๆ กับเราตรงนี้ เราก็มีความสุขที่จะทำตรงนี้ต่อไป
แล้วคิดว่ามันเป็นเพราะอะไร เพราะคนมันเหงา หรือว่าอยากจะมีเพื่อน หรือว่ามันเป็นค่านิยมสังคมที่เปลี่ยนไป แต่ก่อนคนปัจเจกเนี่ยมันถูกปกปิด เพราะระบบการปกครอง แต่ตอนนี้คนมันอยากให้คนรู้จักตัวเองมากขึ้น คิดว่าเป็นเพราะอะไรที่คนมาสนใจไดอารีออนไลน์
ผมว่าเป็นเพราะว่าอินเตอร์เน็ตเนี่ยมันทลายกำแพงเก่าๆ บนอินเตอร์เน็ต เราแบบเหมือนเราไม่ใช่ตัวตน ที่เราเป็นอยู่ข้างนอกอย่างนี้
เราได้เป็นคนที่เราอยากจะเป็น
แล้วเราก็ได้เป็นในสิ่งที่เราไม่อยาก ไม่สามารถเป็นได้ อยู่ข้างนอกอย่างนี้เราอยากจะทำอะไรบางอย่าง มันก็โดนกรอบของสังคม หรือกรอบของอะไรกั้นไว้ แต่พอเป็นอินเตอร์เน็ต มันฟรี มันอิสระ ทั้งความคิด อิสระทุกอย่าง แล้วอีกอย่างคือว่า คนจะไม่รู้ด้วยว่าเราเป็นใคร ถ้าเราไม่เปิดเผย ก็มันจะทำให้อิสระทางความคิด มันออกมาได้เต็มที่ อาจจะแบบว่า แล้วเสน่ห์ของไดอารีออนไลน์ มันคงอยู่ตรงที่ว่า พอเราเขียนอะไรไปแล้วมันมี comment แบบว่า feedback ของคนอ่านต่อท้ายทุกวัน สมมุติว่าวันนี้เขียนบันทึก ทำอะไร เจอคุณกุ้ง สัมภาษณ์ กลับบ้าน ดีจังเลยวันนี้มีคนมาสัมภาษณ์ แล้วจะมีคนมา comment ต่อ อุ๊ย … ดังแล้วซิ เนี่ย อะไรงี้ เราก็จะอ่านแล้วก็สนุกดี มันก็จะแบบมันเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการบันทึก ถ้าเราเขียนสมุด เราก็อ่านคนเดียว แล้วก็จบ ของเราคนเดียว วันนึงที่ชีวิตของคุณขึ้นมาอยู่บน อินเตอร์เน็ต บนที่สาธารณะ แล้วมีคน เอ่อ ยอมรับหรือมีคนที่แบบว่าเข้ามามีส่วนร่วม เหมือนกับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ เค้าเข้ามาแบบแสดงความคิดเห็น เข้ามาพูดคุยกับคุณ มันทำให้เรารู้สึกว่า มันสนุก ในการได้เขียนเรื่องราวของตัวเอง
แล้วมีผลกระทบกับชีวิตปกติของเรา เช่นว่า เรา enjoy ที่จะอยู่ตรงนั้น ชอบตัวตนที่เราเป็นตรงนั้นมาก จนเราไม่อยากจะออกมาจากบ้าน ช่วงแรกๆ จะเป็นหรือเปล่า
บางคน จริงๆ มันก็มีข้อเสียนะ บางคนก็ยึดติดมากไป บางคนก็จะแบบ บางคนพอเขียนมากๆ เอ๊ย มีคน comment ชอบ มีคนอะไรแบบมากๆ ชักลืมตัวตนตัวเองว่า จริงๆ แล้วเป็นยังไง ไปติดความเป็นในเน็ตมาก
อันนี้เรารู้จากอะไร เค้ามาบอกเรา หรือว่าเราเห็นเอง
ผมก็ตามอ่าน สังเกต ก็ตามดู คือจริงๆ แล้วก็ค่อนข้างรู้จักสมาชิกเยอะเหมือนกัน ก็เลยพอรับรู้เรื่องราวบ้าง ถ้าบางคนที่เค้าหลง หลงไปเลย อินกับการใช้ชีวิตบนเน็ตมาก เค้าก็จะอยู่กับมัน เค้าก็จะแยกไม่ออกว่าอะไรคือโลกแห่งความจริง อะไรคือโลกบนอินเตอร์เน็ต เพราะบนอินเตอร์เน็ต อย่างที่บอก เค้าเป็นอะไรก็ได้ มันก็จะมีบางคนที่ไม่ได้เขียนจริงๆ มันจะแบบเป็นจินตนาการล้วนๆ เล่าแบบจินตนาการล้วนๆ ซึ่งบางคนถ้าอ่านเผินๆ ก็จะนึกว่าเป็นเรื่องจริง ก็จะเชื่อไปตามนั้น แต่จะมีคนแบบนี้เหมือนกัน แบบว่า พูดอะไรก็ได้ จินตนาการไป เหมือนเป็นเรื่องแต่ง เพราะว่า ชีวิตจริงเค้าไม่สามารถเป็นแบบนั้นได้
แล้วมันสะท้อนอะไรออกมาบ้างไหม
สะท้อนความเหงาของเค้า ชีวิตจริงเค้าอาจจะไม่มีเพื่อน หรือไม่มีอะไรแบบนี้ แต่ว่าถ้าเค้ามาเขียนแบบนี้ เขียนในเน็ต เขียนในไดอารี มีคน comment เค้าก็มีคนชื่นชมเค้า เค้ามีเพื่อน อย่างน้อยรู้สึกว่า ถ้าเข้ามาในนี้ เค้ามีเพื่อน เค้ามีคนมาแสดงความคิดเห็น มาตอบความคิดเห็นเค้าทุกวันๆ อย่างน้อยเค้ารู้สึกว่า ข้างนอก ชีวิตประจำวันเค้าอาจไม่มีใครเลย แต่พอเค้ามาในนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีแล้วหล่ะ สิบ ยี่สิบคนมา comment สนับสนุน
มันสะท้อนว่าเค้าไม่ enjoy ชีวิตจริงหรือเปล่า หมายถึงในฐานะที่เราทำมาตั้งแต่ต้น เราเห็นผลอะไรที่สังคมมันได้กระทำกับคน แล้วทำให้คนเป็นอย่างนี้
เมื่อก่อนไม่มีนะ แต่หลังๆ ผมเริ่มเห็นเยอะขึ้นว่ามีแต่การแต่ง ไม่ได้เป็นบันทึกจริงๆ
คือ ชีวิตจริงมันเป็นอย่างนั้นไม่ได้ แล้วก็รู้สึกว่าอยากจะปลดปล่อย
เหมือนจะบอกว่า ชีวิตจริงมันแบบอาจจะปวดร้าว ก็เลยแบบว่า มาปลดปล่อยในอีกรูปแบบนึง สร้างจินตนาการส่วนตัว แล้วก็แต่งเป็นเรื่องเป็นราว จริงๆ พวกนี้ก็เก่งนะครับ เขียนเป็นเรื่องเป็นราว แล้วก็แบบยาวเลย จริงๆ พวกนี้ ผมว่ามีความสามารถในการเขียนนิยายหรืออะไรได้ดี น่าจะไปเขียนทางนั้น คือว่า เมื่อก่อนบันทึกไดอารีออนไลน์ก็คือ ไดอารีออนไลน์ ใครเจออะไรมาก็เขียน แต่หลังๆ จะมีแบบนี้เยอะขึ้น แต่ว่าไม่ใช่ชีวิตเค้า เค้าเขียนอะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าคนอ่านก็ยังคิด รู้สึกว่าเป็นเรื่องของเค้าอยู่ คนอ่านก็ยังไม่รู้ ถ้าคนอ่านตามไม่ทัน คือบางคนชีวิตจะ perfect มาก เป็นลูกคุณหนู หรือว่ามีประมาณว่า ชีวิตตัวเองจริงๆ แล้วเค้าไม่มีใครสนใจ แต่พอเข้ามาในเน็ต เค้าเป็นฮีโร่ของทุกคน แล้วเค้าก็จะพยายามสร้างเรื่อง สร้างอะไรเพื่อที่ว่าให้เค้าคงความเป็นฮีโร่เอาไว้ หรือบางคนเนี่ยโกหกเพื่อความเด่นดัง ถึงขนาดว่า เอาเรื่องในหนังสือเปลี่ยนชื่อตัวเอก มาเป็นชื่อตัวเอง แล้วเอามาทั้งเรื่อง
แล้วกติกา

