งานวิจัย : รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่มีผลต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ปาริชาติ สุขเกษม (2543) นักศึกษาปริญญาโท คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการสอนภาษาไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการวิจัยเรื่องรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่มีผลต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นจากโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษาในจังหวัดระยอง ทั้งหมด 3 โรงเรียน และผู้ปกครองของนักเรียน ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูมีผลทำให้ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ยังพบว่ารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับผลสัมฤทธิ์ทางความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .572
ปาริชาติ สุขเกษม. (2543). รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่มีผลต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ (การสอนภาษาไทย). เชียงใหม่ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ : รองศาสตราจารย์นราวัลย์ พูลพิพัฒน์, รองศาสตราจารย์ฉวีวรรณ สุขพันธ์โพธาราม, รองศาสตราจารย์ ดร.ต่าย เชี่ยงฉี.
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูที่มีผลต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจกับรูปแบบของการอบรมเลี้ยงดูของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 จากโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษาในจังหวัดระยอง ทั้งหมด 3 โรงเรียน และผู้ปกครองของนักเรียน ที่ได้มีการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู ซึ่งมี 2 ฉบับ โดยฉบับที่ 1 ให้นักเรียนเป็นผู้ตอบ และฉบับที่ 2 ผู้ปกครองของนักเรียนเป็นผู้ตอบ ลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ คัดเลือกเฉพาะนักเรียนที่ตอบแบบสอบถามอยู่ในกลุ่มการอบรมเลี้ยงดูแบบเดียวกันกับผู้ปกครอง ได้จำนวน 351 คู่ แบ่งออกเป็นรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนอย่างมีเหตุผล 181 คู่ แบบเผด็จการ 68 คู่ แบบรักตามใจ 49 คู่ และแบบปล่อยปละละเลย 53 คู่
ผู้วิจัยนำแบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจให้นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างทำ ซึ่งลักษณะของแบบทดสอบเป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก มี 40 ข้อ โดยกำหนดเรื่องให้นักเรียนอ่านและเลือกตอบแบบสอบถามที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว จากนั้นนำผลจากแบบสอบถามและแบบทดสอบมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวน และเปรียบเทียบเป็นรายคู่โดยวิธีของ Duncan และหาความสัมพันธ์โดยใช้ Contingency และทดสอบนัยสำคัญโดยใช้ Chi-Square Test
ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้
รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูมีผลทำให้ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 กล่าวคือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย แตกต่างจากรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ แบบเผด็จการ และแบบรักสนับสนุนอย่างมีเหตุผล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบรักตามใจ แตกต่างจากรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเผด็จการ และแบบรักสนับสนุนอย่างมีเหตุผล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเผด็จการแตกต่างจากรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนอย่างมีเหตุผล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับผลสัมฤทธิ์ทางความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ .572

