มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน | Reading Culture Promotion Foundation

งานวิจัย : การใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านและทักษะทางสังคมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4

ศรินยา  ขัติยะ (2544)  นักศึกษาปริญญาโท  คณะศึกษาศาสตร์  สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ    มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ได้ทำการวิจัยเรื่องการใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านและทักษะทางสังคมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ที่กำลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษอ่าน-เขียน (อ 025)  โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่  จำนวน 55 คน  ผลการวิจัยพบว่า  นักเรียนที่ได้รับการสอนตามแนวกลวิธีการอ่านแบบร่วมมือมีคะแนนความเข้าใจในการอ่านและมีทักษะทางสังคมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง

ศรินยา  ขัติยะ.  (2544).   การใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านและทักษะทางสังคมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4.  วิทยานิพนธ์  (การสอนภาษาอังกฤษ). เชียงใหม่ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.  คณะกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ : ผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.นิธิดา  อดิภัทรนันท์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์นันทิยา  แสงสิน, อาจารย์ฤตินันท์  สมุทร์ทัย.

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่าน  และทักษะทางสังคมของผู้เรียนก่อนและหลังการสอนตามแนวกลวิธีการอ่านแบบร่วมมือ  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ที่กำลังเรียนวิชาภาษาอังกฤษอ่าน-เขียน (อ 025)  โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่  จำนวน 55 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  แผนการสอนที่ใช้กลวิธีการอ่านแบบร่วมมือ  จำนวน 6 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่  แบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่าน  และแบบประเมินทักษะทางสังคม  กลุ่มตัวอย่างใช้เวลาเรียน 10 สัปดาห์  ทำการทดสอบก่อนและหลังการทดลองโดยใช้แบบทดสอบวัดความเข้าใจในการอ่าน  และแบบประเมินทักษะทางสังคม  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัย  สรุปได้ดังนี้

  • 1.  นักเรียนที่ได้รับการสอนตามแนวกลวิธีการอ่านแบบร่วมมือ  มีคะแนนความเข้าใจในการอ่านหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง
  • 2.  นักเรียนที่ได้รับการสอนตามแนวกลวิธีการอ่านแบบร่วมมือ  มีทักษะทางสังคมหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง