มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน | Reading Culture Promotion Foundation

งานวิจัย : การศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ทิพย์วิมล  พัวเจริญสิน (2552)  นิสิตปริญญาโท  สาขาวิชาการวิจัยและสถิติทางการศึกษา  ได้ทำวิจัยเรื่องการศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 ที่มีเพศและระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียนแตกต่างกัน  กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 443 คน ผลการวิจัยพบว่า  1.นักเรียนชายและนักเรียนหญิง  มีความสามารถในการอ่านด้านการตีความ  และด้านการขยายความอยู่ในระดับปานกลาง  2. นักเรียนที่มีเพศต่างกัน และที่มีระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองทางคณิตศาสตร์ต่างกัน  มีความสามารถในการอ่านด้านการแปลความ  ด้านการตีความ  และด้านการขยายความ  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่า นักเรียนที่มีระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน  สูง  ปานกลาง  และต่ำ  จะมีความสามารถในการอ่าน  ด้านการแปลความ  ด้านการตีความ  และด้านการขยายความแตกต่างกันทุกคู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 3. ไม่มีผลปฏิสัมพันธ์ของความสามารถในการอ่าน  ที่เกิดจากการส่งผลร่วมกันของตัวแปรเพศและการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียนแต่ประการใด

ทิพย์วิมล  พัวเจริญสิน.  (2552).  การศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2 ที่มีเพศและระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียนแตกต่างกัน.  ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การวิจัยและสถิติทางการศึกษา).  กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.  คณะกรรมการควบคุม :  รองศาสตราจารย์ ดร.องอาจ  นัยพัฒน์, รองศาสตราจารย์ชูศรี  วงศ์รัตนะ.

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านของนักเรียนที่มีเพศ  และระดับความรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียนต่างกัน  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาราชบุรี เขต 2  จำนวน 443 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบสองขั้นตอน 

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย  แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่าน  ด้านการแปลความ  ด้านการตีความ  ด้านการขยายความ  และแบบสอบถามวัดการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน  ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.772, 0.752, 0.762 และ 0.915 ตามลำดับ  ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณแบบสองทาง (Two-factor  MANOVA)

ผลการวิจัยพบว่า

  1. นักเรียนชายและนักเรียนหญิง  มีความสามารถในการอ่านด้านการตีความ  และด้านการขยายความอยู่ในระดับปานกลาง  ส่วนความสามารถในการอ่าน  ด้านการแปลความ  อยู่ในระดับปานกลาง  นักเรียนที่มีระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียนสูง  มีความสามารถในการอ่านด้านการขยายความอยู่ในระดับค่อนข้างสูง  และมีความสามารถในการอ่านด้านการแปลความและด้านการตีความอยู่ในระดับปานกลาง  นักเรียนที่มีระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียนปานกลาง มีความสามารถในการอ่านด้านการแปลความ  ด้านการตีความ  และด้านการขยายความ  อยู่ในระดับปานกลางส่วนนักเรียนที่มีระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียนต่ำ  มีความสามารถในการอ่าน  ด้านการแปลความ  ด้านการตีความ  และด้านการขยายความ  อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
  2. นักเรียนที่มีเพศต่างกัน  มีความสามารถในการอ่านด้านการแปลความ  ด้านการตีความ  และด้านการขยายความ  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  และนักเรียนที่มีระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองทางคณิตศาสตร์ต่างกัน  มีความสามารถในการอ่านด้านการแปลความ  ด้านการตีความ  และด้านการขยายความ  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 พบว่า  นักเรียนที่มีระดับการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียน  สูง  ปานกลาง  และต่ำ  จะมีความสามารถในการอ่าน  ด้านการแปลความ  ด้านการตีความ  และด้านการขยายความแตกต่างกันทุกคู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
  3. ไม่มีผลปฏิสัมพันธ์ของความสามารถในการอ่าน  ที่เกิดจากการส่งผลร่วมกันของตัวแปรเพศและการรับรู้ความสามารถของตนเองด้านการเรียนแต่ประการใด