งานวิจัย : การศึกษาพัฒนาการด้านการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเสริมการอ่าน โดยใช้โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา
นวทัศน์ ชาญสมร. (2551). นิสิตปริญญาโท สาขาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ศึกษาพัฒนาการด้านการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเสริมการอ่าน โดยใช้โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ห้องเรียน มี จำนวนนักเรียนห้องเรียนละ 28 คน ซึ่งจัดระบบห้องเรียนแบบคละความสามารถ รวมทั้งสิ้น 56 คน แล้วทำการสุ่มอย่างง่ายอีกครั้งเพื่อจัดเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียนและกลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียน กลุ่มทดลองได้รับการเสริมการอ่าน โดยใช้โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา ซึ่งจัดให้นักเรียนอ่านหนังสืออ่านนอกเวลาตามความสามารถและความสนใจของแต่ละคน รวมทั้งจัดกิจกรรมเสริมการอ่าน และกลุ่มควบคุมได้รับการเสริมการอ่าน โดยไม่ใช้โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา ผลวิจัยพบว่า 1. กลุ่มทดลองที่ได้รับการเสริมการอ่าน โดยใช้โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา ซึ่งจัดให้นักเรียนอ่านหนังสืออ่านนอกเวลาตามความสามารถและความสนใจของแต่ละคน รวมทั้งจัดกิจกรรมเสริมการอ่าน มีพัฒนาการด้านการอ่านภาษาอังกฤษสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการเสริมการอ่าน โดยไม่ใช้โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .012. หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีพัฒนาการด้านการอ่านสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างในการอ่าน
นวทัศน์ ชาญสมร. (2551). การศึกษาพัฒนาการด้านการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเสริมการอ่าน โดยใช้โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา
สารนิพนธ์. ศศ.ม. (การสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์ : รองศาสตราจารย์ เฉลียวศรี พิบูลชล
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาพัฒนาการด้านการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการเสริมการอ่าน โดยใช้โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 ที่ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม ใช้วิธีจับสลากเลือกกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2 ห้องเรียน มี จำนวนนักเรียนห้องเรียนละ 28 คน ซึ่งจัดระบบห้องเรียนแบบคละความสามารถ รวมทั้งสิ้น 56 คน แล้วทำการสุ่มอย่างง่ายอีกครั้งเพื่อจัดเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียนและกลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียน กลุ่มทดลองได้รับการเสริมการอ่าน โดยใช้โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา ซึ่งจัดให้นักเรียนอ่านหนังสืออ่านนอกเวลาตามความสามารถและความสนใจของแต่ละคน รวมทั้งจัดกิจกรรมเสริมการอ่าน และกลุ่มควบคุมได้รับการเสริมการอ่าน โดยไม่ใช้โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
- หนังสืออ่านนอกเวลาแบ่งระดับความยากง่ายตามคำศัพท์หลัก
- โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา กิจกรรมเสริมการอ่าน
- แบบทดสอบวัดความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษ
- แบบบันทึกการอ่าน
- แบบสังเกตพฤติกรรมการร่วมกิจกรรมเสริมการอ่าน
- แบบสังเกตพฤติกรรมการอ่าน
- แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับโปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้คอมพิวเตอร์ทดสอบค่าเฉลี่ยพัฒนาการด้านการอ่านก่อนและหลังการทดสอบโดยใช้สถิติแบบไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test for Dependent Samples) และทดสอบค่าเฉลี่ย พัฒนาการด้านการอ่านระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติที่แบบอิสระจากกัน (t-test for Independent Samples)
ผลการวิจัยพบว่า
- กลุ่มทดลองที่ได้รับการเสริมการอ่าน โดยใช้โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา ซึ่งจัดให้นักเรียนอ่านหนังสืออ่านนอกเวลาตามความสามารถและความสนใจของแต่ละคน รวมทั้งจัดกิจกรรมเสริมการอ่าน มีพัฒนาการด้านการอ่านภาษาอังกฤษสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ได้รับการเสริมการอ่าน โดยไม่ใช้โปรแกรมการอ่านหนังสืออ่านนอกเวลา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
-
หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองมีพัฒนาการด้านการอ่านสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างในการอ่าน

