งานวิจัย : การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่เน้นการพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
เสวียง ผละพล (2549) นักศึกษาปริญญาโท คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ทำการวิจัยเรื่องผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่เน้นการพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการ 3 วงจร มีการจัดกระบวนการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน คือ 1) การอ่านและสรุปใจความสำคัญ 2) การคิดวิเคราะห์เรื่องราว 3) การคิดเชิงสร้างสรรค์ และ 4) การเขียนเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนสนามบิน สำนักงานการเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 1 จำนวน 57 คน ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่เน้นการพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์และการเขียนโดยใช้บทเรียนและแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสามารถทำให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์และการเขียนเพิ่มขึ้นได้ และทำให้ได้นวัตกรรมการเรียนการสอนภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เน้นการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพ
เสวียง ผละพล. (2549). การศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่เน้นการพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. (การประถมศึกษา). ขอนแก่น : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น. อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ : รศ.สมปัด ตัญตรัยรัตน์ และผศ.พวงทอง อ่อนจำรัส.
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่เน้นการพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้บทเรียนและแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการ 3 วงจร มีการจัดกระบวนการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน คือ 1) การอ่านและสรุปใจความสำคัญ 2) การคิดวิเคราะห์เรื่องราว 3) การคิดเชิงสร้างสรรค์ และ 4) การเขียนเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/4 โรงเรียนสนามบิน สำนักงานการเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 1 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 57 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ บทเรียนและแผนการจัดการเรียนรู้ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการปฏิบัติงาน ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนของครู แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนและแบบสัมภาษณ์นักเรียน 3) เครื่องมือที่ใช้ในการสะท้อนผลการเรียนรู้คือแบบประเมินผลงานนักเรียนและแบบทดสอบท้ายวงจร สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าร้อยละ
ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้
- ผลการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนและแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น พบว่า ขั้นที่ 1 การอ่านและสรุปใจความทำให้นักเรียนสามารถอ่านและสรุปใจความสำคัญ จับประเด็นสำคัญ ลำดับเรื่องและสรุปความสำคัญจากเรื่องที่อ่านได้ ขั้นที่ 2 การคิดวิเคราะห์เรื่องราว ทำให้นักเรียนได้คิดวิเคราะห์เรื่อง จับประเด็นสำคัญ จำแนกข้อดี ข้อเสีย รวมทั้งเสนอความคิดเห็นในการแก้ปัญหาได้ ตามแนวคิดทฤษฎีหมวก 6 สี ของ ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอโบโน และนักเรียนได้พัฒนาทักษะกระบวนการคิด คิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหา คิดริเริ่มสร้างสรรค์และคิดตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล น่าเชื่อถือได้ ขั้นที่ 3 การคิดเชิงสร้างสรรค์ทำให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะกระบวนการคิด สามารถออกแบบ วางแผน การทำงาน สรุปผลการทำงานและนำเสนอผลงานได้ ขั้นที่ 4 การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ทำให้นักเรียนได้เสนอแนวคิดใหม่ๆ ตามแนวความคิดของตนเอง และสามารถนำเสนอผลงานของตนเองได้ และผลจากการจัดการเรียนรู้ จึงสามารถทำให้นักเรียนมีพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์และเขียนเพิ่มขึ้น
- ผลการเรียนรู้จากการทำแบบทดสอบท้ายวงจร โดยใช้บทเรียนและแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น พบว่า ในวงจรที่ 1 วงจรที่ 2 และวงจรที่ 3 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยโดยรวม คือ ร้อยละ 73.421 ร้อยละ 75.870 และร้อยละ 77.010 สูงเพิ่มขึ้นตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 70 แสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนเพิ่มขึ้น
กล่าวโดยสรุปว่า ผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยที่เน้นการพัฒนาการอ่าน การคิดวิเคราะห์และการเขียนโดยใช้บทเรียนและแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสามารถทำให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์และการเขียนเพิ่มขึ้นได้ และทำให้ได้นวัตกรรมการเรียนการสอนภาษาไทยระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เน้นการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียน ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรที่มีประสิทธิภาพ

