Happy Reading โดย มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน

งานวิจัย : การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ตามแนวการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

อารีย์ วาศน์อำนวย (2545)นิสิตปริญญาโท สาขาหลักสูตรและการนิเทศ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ทำงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ตามแนวการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5จำนวน 50 คน จากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี กรุงเทพมหานคร ผลวิจัยพบว่า 1) นักเรียนและครูต้องการให้นำสื่อจากเอกสารจริง จากหนังสือการ์ตูนและนิทานมาสร้างเป็นแบบฝึก โดยต้องการเรียนเนื้อหาที่เกี่ยวกับสัตว์ ความรู้สึกนำและเรื่องที่เกี่ยวกับนิทาน และต้องการให้แบบฝึกมีรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย มีภาพประกอบที่ช่วยสื่อความเข้าใจในบทอ่าน ใช้ตัวอักษร ขนาดใหญ่ รูปเล่มมีขนาดที่พอเหมาะ 2) แบบฝึกประกอบด้วยคำอธิบายการใช้ ชื่อแบบฝึก จุดประสงค์ กิจกรรมการเรียนการสอน แบบทดสอบรายจุดประสงค์ โดยแบบฝึก จำนวน 4 เรื่อง มีจุดประสงค์การอ่านของแต่ละเรื่อง คือ อ่านเรื่องและบรรยายภาพ เหตุการณ์ได้ อ่านเรื่องและอธิบายเหตุผลความรู้สึกของตัวละครได้ อ่านเพื่อถ่ายโอนข้อมูลสู่คำบรรยายได้ อ่านและเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่านได้ ส่วนประสิทธิภาพของแบบฝึกมีค่า 85.70/86.20 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ 3) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึกการอ่านเพื่อความเข้าใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 

อารีย์ วาศน์อำนวย. (2545). การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ตามแนวการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต (หลักสูตรและการนิเทศ).กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.อาจารย์ที่ปรึกษา : ดร.มาเรียม นิลพันธุ์,รศ.ดร.วิสาข์ จัติวัตร์,ผศ.ฐาปนีย์ ธรรมเมธา.

 

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน 2) พัฒนาและหาประสิทธิภาพแบบฝึก 3) ทดลองใช้ 4) ประเมินและปรับปรุงแก้ไข กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 / 1 โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบฝึกเสริมทักษะ การอ่านเพื่อความเข้าใจ แผนการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านและ แบบประเมินทักษะการอ่าน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติ t-test แบบ Dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) 

 

ผลการวิจัยพบว่า 

  1. นักเรียนและครูต้องการให้นำสื่อจากเอกสารจริง จากหนังสือการ์ตูนและนิทานมาสร้างเป็นแบบฝึก โดยต้องการเรียนเนื้อหาที่เกี่ยวกับสัตว์ ความรู้สึกนำและเรื่องที่เกี่ยวกับนิทาน และต้องการให้แบบฝึกมีรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย มีภาพประกอบที่ช่วยสื่อความเข้าใจในบทอ่าน ใช้ตัวอักษร ขนาดใหญ่ รูปเล่มมีขนาดที่พอเหมาะ

  2.  แบบฝึกประกอบด้วยคำอธิบายการใช้ ชื่อแบบฝึก จุดประสงค์ กิจกรรมการเรียนการสอน แบบทดสอบรายจุดประสงค์ โดยแบบฝึก จำนวน 4 เรื่อง มีจุดประสงค์การอ่านของแต่ละเรื่อง คือ อ่านเรื่องและบรรยายภาพเหตุการณ์ได้ อ่านเรื่องและอธิบายเหตุผลความรู้สึกของตัวละครได้ อ่านเพื่อถ่ายโอนข้อมูลสู่คำบรรยายได้ อ่านและเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่านได้ ส่วนประสิทธิภาพของแบบฝึกมีค่า 85.70/86.20 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนดไว้ 

  3. ทดลองใช้แบบฝึกเป็นเวลา 6 สัปดาห์ละ 3 คาบ คาบละ 50 นาที พบว่านักเรียนรู้สึกชื่นชอบกิจกรรมที่มีอย่างหลากหลายในแบบฝึก สนใจและตั้งใจร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี ทำให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจและรู้สึกสนุกขณะเรียนด้วยแบบฝึก 

  4. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านก่อนเรียนแลหลังเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านเพื่อความเข้าใจ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยหลังเรียนนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านสูงกว่าก่อนการเรียน นักเรียนมีทักษะทางการอ่านอยู่ในเกณฑ์ดีและมีความคิดเห็นที่ดีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึก คือ มีความคิดเห็นว่าภาพประกอบแบบฝึกสวยงามน่าสนใจสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง เนื้อเรื่องที่อ่านมีความน่าสนใจ กิจกรรมที่ให้ฝึกมีหลากหลาย รู้สึกชอบและ สนุกกับการเรียนจากแบบฝึก ต้องการให้พัฒนาแบบฝึกทักษะอื่นๆ ควรมีการปรับปรุงแก้ไขภาษาในประโยคคำสั่งให้เข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ปรับรูปแบบ ขนาดตัวพิมพ์และ ภาพให้เหมาะกับรูปเล่ม