มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน | Reading Culture Promotion Foundation

งานวิจัย : การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย เรื่องการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ธนันท์ลดา  วรรณคำ (2552)  นิสิตปริญญาโท  สาขาวิชาการมัธยมศึกษา  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ได้ทำวิจัยเรื่องการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย  เรื่องการเขียนสะกดคำ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต  ปทุมธานี  กับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน  ผลการวิจัยพบว่า  1. บทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย  เรื่องการเขียนสะกดคำ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต  ปทุมธานี  มีประสิทธิภาพ 89.34/ 85.78  2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่องการเขียนสะกดคำ  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

ธนันท์ลดา  วรรณคำ.  (2552).  การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย  เรื่องการเขียนสะกดคำ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต  ปทุมธานี.  สารนิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา).  กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.  อาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์ :  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ขจรศรี ชาติกานนท์.

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป  วิชาภาษาไทย  เรื่องการเขียนสะกดคำ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต  ปทุมธานี

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2551  โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต  ปทุมธานี  จำนวน 30 คน  ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster  Random  Sampling) จำนวน 1 ห้องเรียน

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  ได้แก่  บทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย  เรื่องการเขียนสะกดคำ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t-test แบบ Dependent  Sample

ผลการวิจัยพบว่า

  1. บทเรียนสำเร็จรูปวิชาภาษาไทย  เรื่องการเขียนสะกดคำ  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต  ปทุมธานี  มีประสิทธิภาพ 89.34/ 85.78
  2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปเรื่องการเขียนสะกดคำ  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01