มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน | Reading Culture Promotion Foundation

งานวิจัย : การจัดกิจกรรมตามแนวคิดการสร้างความรู้นิยมเพื่อส่งเสริมทักษะและนิสัยรักการอ่านของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

วุฒิพงษ์  คำเนตร (2552)  นักศึกษาปริญญาโท  คณะศึกษาศาสตร์  สาขาวิชาการสอนภาษาไทย  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ได้ทำการวิจัยเรื่องการจัดกิจกรรมตามแนวคิดการสร้างความรู้นิยมเพื่อส่งเสริมทักษะและนิสัยรักการอ่านของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 ที่เรียนในรายวิชาภาษาไทย โรงเรียนรังษีวิทยา  อำเภอฝาง  จังหวัดเชียงใหม่  จำนวน 54 คน  ผลการวิจัยพบว่า  หลังการทดลองนักเรียนมีทักษะการอ่าน  ความเข้าใจในการอ่าน  และนิสัยรักการอ่านสูงขึ้น ในขณะเข้าร่วมกิจกรรมการอ่าน  นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยทักษะและนิสัยรักการอ่านทั้ง 7 ครั้ง อยู่ในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  นักเรียนได้ให้ความเห็นด้วยกับกิจกรรมการอ่านในระดับที่ดีมาก  จึงสรุปได้ว่า  การจัดกิจกรรมตามแนวคิดการสร้างความรู้นิยมสามารถสร้างเสริมทักษะการอ่านและนิสัยรักการอ่านให้สูงขึ้นได้

วุฒิพงษ์  คำเนตร. (2552).  การจัดกิจกรรมตามแนวคิดการสร้างความรู้นิยมเพื่อส่งเสริมทักษะและนิสัยรักการอ่านของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2.  การค้นคว้าแบบอิสระ การสอนภาษาไทย). เชียงใหม่ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.  คณะกรรมการที่ปรึกษาการค้นคว้าแบบอิสระ : รองศาตราจารย์ศรีวิไล  พลมณี, อาจารย์สามารถ  ศรีจำนงค์.

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดกิจกรรมตามแนวคิดการสร้างความรู้นิยมที่มีต่อทักษะและนิสัยรักการอ่านของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 ที่เรียนในรายวิชาภาษาไทย  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2552  โรงเรียนรังษีวิทยา  อำเภอฝาง  จังหวัดเชียงใหม่  จำนวน 54 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่  1) แผนการจัดการเรียนรู้  โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมตามแนวคิดการสร้างความรู้นิยม  จำนวน 7 แผน  ดังนี้  การอ่านเพื่อเข้าใจความหมายของถ้อยคำ  การอ่านเพื่อความเข้าใจสำนวน  การอ่านเพื่อความเข้าใจโวหาร  การอ่านย่อเรื่อง  การอ่านเพื่อวิเคราะห์และประเมินค่า  การสรุปแผนภาพความคิดจากการอ่าน  และการอ่านสรุปคำประพันธ์  ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจและนิสัยรักการอ่าน  2) แบบวัดทักษะการอ่าน  และ 3) แบบวัดนิสัยรักการอ่าน  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ค่าร้อยละ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบค่าที 

ผลการวิจัยพบว่า  หลังการทดลองนักเรียนมีทักษะการอ่าน  ความเข้าใจในการอ่าน  และนิสัยรักการอ่านสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ในขณะเข้าร่วมกิจกรรมการอ่าน  นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยทักษะและนิสัยรักการอ่านทั้ง 7 ครั้ง อยู่ในระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  นักเรียนได้ให้ความเห็นด้วยกับกิจกรรมการอ่านในระดับที่ดีมาก  จึงสรุปได้ว่า  การจัดกิจกรรมตามแนวคิดการสร้างความรู้นิยมสามารถสร้างเสริมทักษะการอ่านและนิสัยรักการอ่านให้สูงขึ้นได้