งานวิจัย : กรณีศึกษาการใช้โปรแกรมเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาการอ่านของนักเรียนในหลักสูตรนานาชาติที่มีความสามารถในการอ่านต่ำกว่าอายุจริง
ชุติมา ทิพย์ญาณวงศ์ (2548) นิสิตปริญญาโท สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้ทำการวิจัยเรื่องกรณีศึกษาการใช้โปรแกรมเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาการอ่านของนักเรียนในหลักสูตรนานาชาติที่มีความสามารถในการอ่านต่ำกว่าอายุจริง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลักสูตรนานาชาติ ของโรงเรียนนานาชาติโชร์สเบอรี จำนวน 2 คน ที่มีความสามารถในการอ่านต่ำกว่าอายุจริงจากผลการทดสอบ PM Benchmark kit 1-2 โดยมีความสามารถในการอ่านระดับ 23 ในขณะที่ความสามารถเฉลี่ยในชั้นเรียนอยู่ที่ระดับ 26 และเข้าโปรแกรมเสริมการอ่านในภาคเรียนที่ 2 และ 3 ปีการศึกษา 2548 ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมเสริมการอ่านสามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านของนักเรียนคนที่ 1 และคนที่ 2 จากระดับ 23 ก่อนเข้าโปรแกรม ได้ถึงระดับที่ 26 แต่ผลการอ่านยังไม่ถึงเกณฑ์ในการสอบวัดระดับที่ 26 ซึ่งเป็นระดับเป้าหมาย เนื่องจากครบกำหนด 15 สัปดาห์ตามโปรแกรม
ชุติมา ทิพย์ญาณวงศ์. (2548). กรณีศึกษาการใช้โปรแกรมเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาการอ่านของนักเรียนในหลักสูตรนานาชาติที่มีความสามารถในการอ่านต่ำกว่าอายุจริง. สารนิพนธ์ ศศ.ม. (การสอนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศ). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. อาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์ : ผู้ช่วยศาตราจารย์ เฉลียวศรี พิบูลชล.
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกรณีศึกษาการใช้โปรแกรมเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาการอ่านของนักเรียนในหลักสูตรนานาชาติที่มีความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษต่ำกว่าอายุจริงให้สามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านได้ทัดเทียมกับระดับการอ่านเฉลี่ยของชั้นเรียนที่นักเรียนกำลังศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลักสูตรนานาชาติ ของโรงเรียนนานาชาติโชร์สเบอรี จำนวน 2 คน ที่มีความสามารถในการอ่านต่ำกว่าอายุจริงจากผลการทดสอบ PM Benchmark kit 1-2 โดยมีความสามารถในการอ่านระดับ 23 ในขณะที่ความสามารถเฉลี่ยในชั้นเรียนอยู่ที่ระดับ 26 และเข้าโปรแกรมเสริมการอ่านในภาคเรียนที่ 2 และ 3 ปีการศึกษา 2548 โดยนักเรียนทั้งสองได้รับการสอนในโปรแกรมวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 15 สัปดาห์ หรือ 13.5 ชั่วโมง
เครื่องมือที่ใช่ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมเสริมการอ่าน ดัดแปลงจากโปรแกรมเสริมการอ่านของแมรี เอ็ม เคลย์ โดยผู้วิจัยได้จัดแผนการสอน 15 สัปดาห์ ซึ่งแบ่งแผนการสอนออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (สัปดาห์ที่ 1-2) เพื่อสัมภาษณ์เจตคติและสังเกตพฤติกรรมการอ่าน และระยะที่ 2 (สัปดาห์ที่ 3-15) เพื่อสอนและพัฒนาความสามารถในการอ่านของนักเรียนให้เทียบเท่าระดับความสามารถเฉลี่ยในชั้นเรียน นอกจากนี้ มีแบบสัมภาษณ์เจตคติ แบบสังเกตพฤติกรรมการอ่าน แบบบันทึกความก้าวหน้าในการอ่าน และแบบทดสอบ PM Benchmark kit 1-2 ใช้สอบ และวัดระดับความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษก่อนและระหว่างการเข้าเรียนในโปรแกรมของนักเรียน
ผลการวิจัยพบว่า
โปรแกรมเสริมการอ่านสามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านของนักเรียนคนที่ 1 และคนที่ 2 จากระดับ 23 ก่อนเข้าโปรแกรม ได้ถึงระดับที่ 26 แต่ผลการอ่านยังไม่ถึงเกณฑ์ในการสอบวัดระดับที่ 26 ซึ่งเป็นระดับเป้าหมาย เนื่องจากครบกำหนด 15 สัปดาห์ตามโปรแกรม

