ความสัมพันธ์ของการวินิจสารร้อยกรองรูปแบบใหม่กับการเขียนเชิงสร้างสรรค์
ดำรง ญาณจันทร์ (2538) นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้ทำการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ของการวินิจสารร้อยกรองรูปแบบใหม่กับการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 149 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการอ่านวินิจสารร้อยกรองรูปแบบใหม่ และการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยผ่านการตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหา และการใช้ภาษาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 ท่าน มีค่าความเที่ยง 0.83 และ 0.90ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านวินิจสารร้อยกรองรูปแบบใหม่ และผลสัมฤทธิ์ในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนอยู่ในระดับต่ำ และผลสัมฤทธิ์ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันทางบวก
ดำรง ญาณจันทร์. (2538). ความสัมพันธ์ของการวินิจสารร้อยกรองรูปแบบใหม่กับการเขียน เชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วิทยานิพนธ์ กศ.ม (หลักสูตรและการสอน). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. อาจารย์ที่ปรึกษา : รศ.ศรีสุดา จริยากุล, รศ.ดร.ศศิกาญจน์ ทวิสุวรรณ, ผศ.สมคิด พรมจุ้ย
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ในการอ่านวินิจสารร้อยกรองรูปแบบใหม่ ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ และความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทั้งสองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนสังกัดกรมสามัญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 149 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยเป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการอ่านวินิจสารร้อยกรองรูปแบบใหม่ และการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น โดยผ่านการตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหา และการใช้ภาษาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 ท่าน มีค่าความเที่ยง 0.83 และ 0.90 ผู้วิจัยตรวจและรวบรวมข้อมูลจากผลการสอบที่ครูผู้สอนเป็นผู้สอบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่ามัชฌิมเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และทดสอบความมีนัยสำคัญของค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยใช้ t-test
ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านวินิจสารร้อยกรองรูปแบบใหม่ และผลสัมฤทธิ์ในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนอยู่ในระดับต่ำ และผลสัมฤทธิ์ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

