มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

กิจกรรม

วิกฤตโควิด – 19  กระทบห้องสมุดในชุมชนแออัดปิดตัว  เด็กเล็กขาดพื้นที่ปลอดภัย การศึกษาไทยยิ่งเหลื่อมล้ำ 

วิกฤตโควิด – 19  กระทบห้องสมุดในชุมชนแออัดปิดตัว  เด็กเล็กขาดพื้นที่ปลอดภัย การศึกษาไทยยิ่งเหลื่อมล้ำ 

     เป็นระยะเวลากว่า 4 เดือนแล้วที่ผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด – 19 ยังส่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประชากรกลุ่มเปราะบางของสังคม ผู้คนในชุมชนแออัดที่ยากจน หาเช้ากินค่ำทั้งด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ  มาตรการปิดทำการของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก , ห้องสมุด ฯลฯ  ทำให้เด็กๆ หลายคนต้องออกไปทำงานกับพ่อแม่ บ้างต้องไปยืนกับพ่อแม่ขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัย  บ้างนอนหลับใต้โต๊ะทำงาน ฯลฯ  ภาพเหล่านี้ไม่เพียงมาจากปัญหารายได้ที่ลดลงของผู้ปกครอง  หากแต่ขณะนี้ห้องสมุดชุมชน พื้นที่สร้างสรรค์หลายแห่งในชุมชนแออัดที่เด็กๆ เคยได้พักพิงทั้งร่างกายและจิตใจกำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 อย่างหนักจนถึงจำต้องปิดตัวลงในเร็ววันนี้

      ในการประชุม “วิกฤตโควิด -19 วิกฤตหนังสือและพื้นที่สร้างสรรค์การอ่านในชุมชน”  วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563  ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS)  หลายหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับการ พัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนมาอย่างยาวนาน  เช่น  มูลนิธิสิกขาเอเชีย มูลนิธิดวงประทีป สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กลุ่มรักการอ่านรามคำแหง 39 ได้มาร่วมสะท้อนถึง สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้ห้องสมุดชุมชนหลายแห่งจำต้องปิดตัวลง

 

     คณิตา โสมภีร์ หรือ ครูส้ม แห่งกลุ่มรักการอ่าน รามคำแหง 39 เล่าว่า  เธอได้เปิดบ้านเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กซึ่งมีเด็กด้อยโอกาสทุกรูปแบบ ทั้งฐานะยากจนและพ่อแม่ติดคุก  ปัจจุบันเด็กเสพติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างรวดเร็วและยังมีปัญหาพัฒนาการล่าช้า  เธอจึงมุ่งการดูแลเด็กควบคู่ไปกับ กระตุ้น สร้างเสริมพัฒนาการด้วยหนังสือและการอ่าน  สร้างผลการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดจนได้รับการยอมรับและยกระดับเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ส่งเสริมการอ่านในชุมชน  ครูส้มกล่าวต่อว่า “จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ทำให้พ่อแม่ของเด็กจำนวนมากต้องตกงานและขาดรายได้ จากที่พาเด็กมาทุกวันจึงลดเหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 – 2 วันหรือไม่มาเลย แม้ครูส้มจะขอเก็บค่าอาหารและดูแลเพียงคนละ 50 บาทต่อวัน เท่านั้น”

     “เด็กๆ ที่เคยมา พ่อแม่ของเขาถูกลดวันทำงาน  รายได้ลดลงเหลือเพียง ร้อยละ 30 จากที่เคยได้รับ เขาได้เงินประกันสังคม 3 เดือน แต่ตกงานยาวนานกว่านั้น แล้วจะทำอย่างไร เราเป็นครูรู้ว่า การอ่าน การพัฒนาเด็กต้องทำต่อเนื่อง เราก็จัดหนังสือเป็นถุงยังชีพไปให้เด็กๆ ที่บ้าน เพราะเด็กที่ด้อยโอกาสจริงๆ เขาไม่มีมือถือที่จะเรียนออนไลน์หรือเพื่อหาความรู้ได้ ซึ่งเราพบว่า หนังสือนี่เอง ทำให้เขาเข้าใจการปฏิบัติตัว เพื่อป้องกันโรคโควิด  เราเข้าใจว่า ครอบครัวของเด็กกระทบหลายเรื่อง แต่ช่วงเวลานี้เองที่พ่อแม่ จะได้ทำความเข้าใจ ได้เรียนรู้ไปกับลูก และกระบวนการเหล่านี้ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เด็กล่าช้าและจมอยู่กับความเครียด”

     อย่างไรก็ตาม พื้นที่ส่งเสริมการอ่าน บ้านครูส้มเองก็อาจไม่สามารถอยู่รอดได้  หากมีการนำพื้นที่ไปจัดสรรเป็นพื้นที่บ้านมั่นคง และเพราะปัญหาขาดแคลนรายได้ของครอบครัว ทำให้เด็กๆ หายไป  ห้องสมุดของชุมชนแห่งนี้ก็จำต้องปิดตัวลง

     ไม่เพียงแต่ห้องสมุดชุมชนที่ก่อร่างขึ้นมาจากความตั้งใจและเห็นความสำคัญของชาวบ้านในชุมชน ห้องสมุดชุมชน  โดยมูลนิธิสิกขาเอเชียที่สนับสนุน ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนด้านการศึกษาในหลายประเทศ โดยเข้ามาริเริ่มส่งเสริมงานพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522  ก็กำลังเผชิญกับปัญหาความอยู่รอด เนื่องจากแหล่งทุนที่สนับสนุนการดำเนินงานหลักจากประเทศญี่ปุ่นได้รับกระทบจากสถานการณ์โควิดอย่างหนัก ทำให้การสนับสนุนหยุดชะงักลง

 

     คุณนารีรัตน์ ตั้งเจริญบำรุงสุข ผู้จัดการมูลนิธิสิกขาเอเชีย กล่าวว่า  "มูลนิธิสิกขาเอเชียทำงาน ช่วยเหลือทั้งเด็กด้อยโอกาสในชุมชนแออัด ครอบครัวแรงงานอพยพ  มูลนิธิฯ มีทั้งห้องสมุดในชุมชน และห้องสมุดรถเคลื่อนที่เพื่อเข้าถึงตัวเด็กให้มากที่สุด  และปัจจุบัน การส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กๆ ยิ่งมีความท้าทาย เพราะเด็กติดสื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำให้มาใช้บริการห้องสมุดลดลง การส่งเสริมการอ่านในชุมชนจึงยิ่งมีความสำคัญที่ต้องลงไปถึงระดับครอบครัว"

    “เด็กๆ เข้าห้องสมุดมาพร้อมมือถือ ตรงนี้ทำให้เราทำงานยากแต่กลับยิ่งสำคัญ ที่เราต้องลงไปทำงานถึงระดับครอบครัว สร้างพ่อและแม่ให้เป็นต้นแบบการอ่านเด็กไม่ควรถูกละทิ้งมากกว่าเดิม เพราะยอมรับว่า พ่อแม่ก็ได้ปล่อยให้ลูกอยู่กับมือถือ โดยที่ยังไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบรุนแรงที่จะตามมา เราทำงานสนับสนุนหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามากว่า 40 ปี ยืนยันว่าเด็กด้อยโอกาส อยากได้รับโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อมีอนาคตที่สดใสในวันข้างหน้า รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญในการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง”

     ขณะที่ เพ็ญวดี แสงจันทร์  ผู้จัดการมูลนิธิดวงประทีป สะท้อนว่า  “ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้เข้าสำรวจโรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนา คลองเตย พบว่าในช่วงชั้น ม.3 ซึ่งมี 2 ห้องเรียน มีเด็กที่เรียนไม่จบถึง 30 คน สาเหตุมาจาก ทั้งความยากจน เรียนไม่เท่าทันเพื่อนๆ  เด็กขาดแรงจูงใจและสามารถเข้าถึงสิ่งยั่วยุได้โดยง่าย  ขณะที่งานอีกด้านหนึ่งมูลนิธิฯ ได้พัฒนาเด็กวัยอนุบาลด้วยการอ่านมาอย่างต่อเนื่อง จึงพบว่าช่วงวัยอนุบาลคือกลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการกระตุ้น ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการอ่านอย่างต่อเนื่อง จนเด็กสามารถติดหนังสือได้ก่อนมือถือเลยทีเดียว  

เพ็ญวดี แสงจันทร์  ผู้จัดการมูลนิธิดวงประทีป

     “เราต้องยอมรับว่า ในครอบครัวด้อยโอกาส เด็กวัยอนุบาลยังเข้าไม่ถึงสิ่งเหล่านี้ พวกเขายังไม่มี และแม้ผู้ปกครองจะยังอ่านไม่คล่อง แต่หากได้รับการสนับสนุน เขาจะเห็นความสำคัญแล้วสถานการณ์จะดีขึ้น  เช่นที่เราทำต่อเนื่องมา 4- 5 ปี ด้วยถุงยังชีพที่มีหนังสือ หากเราละเลยไม่ทำกับเด็กวัยนี้ เขาจะยิ่งน่าเป็นห่วง สมองไม่ได้รับการพัฒนาให้เรียนรู้ มีคลังคำศัพท์ มากพอที่จะเรียนต่อไปได้ดีในระดับสูง”

    เพ็ญวดี ย้ำว่า การทำงานส่งเสริมการอ่านในชุมชน ปัจจุบันต้องดำเนินการด้วยกระบวนการหลากหลายรูปแบบให้เกิดความสนุกสนาน  เข้าถึง ใกล้ชิดกับครอบครัวและชุมชนซึ่งทำให้การทำงานโดยหน่วยราชการไม่เพียงพอ ภาคประชาสังคมที่กำลังงานอยู่ในขณะนี้ จึงยิ่งควรได้รับการสนับสนุนให้การทำงานเกิดความต่อเนื่องได้ต่อไป

     การทำงานส่งเสริมการอ่านที่ต่อเนื่อง  จริงจัง หลากหลายรูปแบบและติดตามผลอย่างใกล้ชิด สม่ำเสมอจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง ยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและครอบครัวได้จริง นี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์ที่ สุจิตร สุวภาพ เลขานุการสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ ยืนยันผลการได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ฯลฯ  เข้าส่งเสริมการอ่านในหลายชุมชนจนเป็นรูปธรรม น่าพอใจ

     “การทำงานวันนี้ ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนมาร่วมกันเป็นเรื่องดี แต่หากให้ต่อเนื่อง ต้องมาจาก นโยบายที่เห็นความสำคัญของภาครัฐ เราจึงจะเห็นความมั่นคงและแน่นอนของงานตรงนี้ได้”

     สุดใจ พรหมเกิด  ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.กล่าวว่า  เด็กด้อยโอกาสกำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 อย่างสูงทั้งในด้านความเป็นอยู่ในครอบครัว สังคมและจิตใจ ข้อมูลในเชิงวิชาการที่แผนงานฯ ได้เผยแพร่ รณรงค์ต่อเนื่องตลอดมาคือ เด็กๆกลุ่มเปราะบาง ด้อยโอกาส ที่ขาดโอกาสในการศึกษา การเรียนรู้ มีโอกาสที่จะเข้าสู่การเป็นอาชญากรสูงถึงร้อยละ 60  และแผนงานฯ จะได้สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนงานในระดับนโยบาย โดยจะยื่นข้อเสนอให้เกิดมาตรการ ความช่วยเหลือ ห้องสมุดชุมชน พื้นที่สร้างสรรค์ของเด็กด้อยโอกาส ทั้งในระยะเร่งด่วนและในระยะยาวต่อไป

               

สุดใจ พรหมเกิด  ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.

     ผลกระทบจากโควิด – 19 ยังอยู่กับเราไปอีกยาวนาน  แต่ผลกระทบในบางเรื่องเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดคิด และเราต้องสื่อสารเรื่องราวให้สังคมได้รับรู้ ’ นั่นคือข้อสังเกตของ สมเกียรติ จันทรสีมา  ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส และแน่นอนว่า หนึ่งในนั้น คือห้องสมุดในชุมชน ของเด็กด้อยโอกาสในชุมชนแออัด  ที่หากยังขาดการเหลียวแลสนับสนุน แม้สถานการณ์โควิด – 19 ในประเทศจะค่อยๆ ดีขึ้น  แต่เด็กๆ และครอบครัวโดยจะยังคงได้รับผลกระทบ ขาดพื้นที่พักทั้งกายใจ หลบเร้นหลีกภัยจากปัจจัยเสี่ยงๆ นานาประการ ยิ่งส่งสัญญาณเพิ่มความเหลื่อมล้ำในการศึกษา ขณะที่การเปิดเทอมของเด็กๆ กำลังใกล้จะมาถึงอีกครั้ง

     ทั้งนี้องค์กรเครือข่ายที่ร่วมประชุม ได้ระดมความคิดในการช่วยเหลือและยกร่างข้อเสนอเร่งด่วน โดยจะจัดเวที ขยายความร่วมมือสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง

 

แนะนำเมื่อ 30มิ.ย. 63
0ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 8,700,406 ครั้ง