มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

กิจกรรม

ผู้ผลิตหนังสือเด็กเตรียมเฮ แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน เร่งหนุนงานวิจัยหนังสือเด็กปฐมวัย

รวมพลผู้ผลิตหนังสือเด็กกว่า 40 ชีวิต ระดมความเห็น เกิดแน่ งานวิจัยองค์ความรู้ด้านหนังสือเด็ก-ภาษีกระดาษ สส.วอ.-สสย.รับ ลูกงานวิจัย ชูธงแผนงานเสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่าน เตรียมเปิดเว็บไซต์เป็นสื่อกลาง ยืนยันคัดสรรหนังสือสำหรับเด็กปฐมวัย

นับเป็นครั้งแรกที่นักสร้างสรรค์หนังสือเด็ก ทั้งผู้บริหาร บรรณาธิการ กว่า 40 ชีวิต ได้มาร่วมถกปัญหาและร่วมเสนอแนะหาทางออกเพื่อ “เบิกทาง” เกี่ยวกับหนังสือเด็กปฐมวัย ในงาน เสวนาระดมความคิด เบิก ทางหนังสือเด็กปฐมวัย สู่วาระการอ่านแห่งชาติ"ณ ศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เมื่อเร็วๆ นี้  จัดโดยโครงการสำรวจ ศึกษา และดำเนินงานแผนงานเสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่าน” (สส.วอ.)สนับสนุนโดย แผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.)  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งแม้จะเป็นหน่วยงานที่เพิ่งเริ่มก่อรูปก่อร่าง แต่ก็มีเป้าหมายชัดเจน คือการคัดสรรหนังสือดีสู่ มือเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ยังขาดโอกาส และเสริมสร้างรากฐานทางวิชาการเกี่ยวกับหนังสือเด็กปฐมวัย

ผู้แทนสำนักพิมพ์ ที่เข้าร่วมระดมความคิด ได้เรียกร้องให้หามาตรฐานจากงานวิจัย งานเชิงวิชาการเป็นเกณฑ์ในการคัดสรร รวมทั้งเปิดพื้นที่ทางเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่งานวิชาการ ขณะเดียวกันพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นสื่อกลางทั้งนักเขียนเรื่อง-เขียนภาพ รวมทั้งพ่อแม่ (ผู้อ่าน) จะได้ร่วมกันประเมินคุณค่าหนังสือ เพื่อเกิดความหลากหลาย อีกทั้งสร้างคุณภาพ มาตรฐาน หนังสือเด็กร่วมกัน ซึ่งข้อเรียกร้องเหล่านี้จะเป็นธงหลักในการดำเนินงานของ แผนงานเสริม สร้างวัฒนธรรมการอ่าน ภายใต้การกำกับของ สำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ที่จะเริ่มขึ้นในปีหน้า ความคิดเห็นอันหลากหลายที่เกิดจากการรวมตัวกันในวันนี้ จะกลายเป็นพลังเรียกร้องที่ส่งผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรการต่างๆ  เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมวาระ การอ่านแห่งชาติอย่างแท้จริง

 

ต้องเริ่มที่คนรอบ ตัวเด็ก ไม่ใช่เริ่มที่ตัวเด็ก!

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัว หนังสือ  แต่อยู่ที่ตัวองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับหนังสือภาพสำหรับเด็ก”
ครู ชีวัน วิสาสะ นักสร้างสรรค์ หนังสือเด็กที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ  เปิดการเสวนา ด้วยการหยิบยกเอาอุปสรรคของวงการหนังสือเด็กปฐมวัยมาชี้ให้เห็นรอยโหว่ที่ ต้องเร่งแก้ไข

ปรมาจารย์นักสร้างสรรค์หนังสือเด็กมองว่าการให้หนังสือภาพสำหรับเด็กถูก นำไปใช้อย่างต่อเนื่อง  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของหนังสือเป็นหลัก  แต่ขึ้นอยู่กับบริบทรายรอบตัวเด็ก ซึ่งหมายถึงคนหลากหลายกลุ่มที่แวดล้อมตัวเด็กอยู่  คือ พ่อแม่  ครูอนุบาล/ครูปฐมวัย รวมทั้ง องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เช่น อบต.  ซึ่งยังมองไม่เห็นค่าความสำคัญ ของเด็กกับการอ่านหนังสือ

 

ปัญหาขาดแคลนนัก เขียน

ในขณะที่คุณสมศักดิ์ เตชะเกษม ประธานกรรมการ บริษัทสำนักพิมพ์บรรณกิจ กลับมองในมุมของผู้บริหารที่เห็นว่าปัญหา ของวงการหนังสือเด็กอยู่ที่ “นักเขียนภาพ”  ทั้งการขาดแคลนนักเขียนภาพฝีมือดี  ทั้งที่มีเรื่องให้เขียนรออยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งการ “กินอุดมการณ์” หรือความเป็นศิลปินของตัวนักเขียนที่มากเกินกว่าจะฟังเสียงท้วงติงจากกอง บรรณาธิการ

แต่ทางด้านคุณสุชาดา สหัสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาส เอ็ดดูเคชั่น กลับมองว่าปัญหาของผู้ ผลิตหนังสือเด็กไม่ได้อยู่ที่ ขาดคนเขียนภาพ แต่อยู่ที่ขาดคน “เขียนเรื่อง” มากกว่า   สาเหตุอาจเป็นเพราะในบ้านเรายังไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับ หนังสือภาพสำหรับเด็กโดยตรง   ในประเด็นนี้คุณอรชร ตั้งวงษ์เจริญ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ เห็นด้วยว่ามหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษาของบ้านเราต้องช่วยพัฒนาหลักสูตรทั้งการเขียนเรื่อง-และ การวาดภาพสำหรับหนังสือเด็ก เช่นเดียวกับคุณวิริยา วงศ์วัชระกุศล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด สำนักพิมพ์อักษรา ฟอร์ คิดส์ ที่เห็นว่าปัญหาของผู้ผลิตคือขาดคนวาดหนังสือเด็กที่เข้าใจมุมของเด็กอย่าง แท้จริง

 

กำแพงสูง (ที่รอวันทลาย) จากภาครัฐ

ส่วนความเห็นแรกของคุณศิวโรจน์ ด่านศมสถิต กรรมการผู้จัดการ บริษัทสำนักพิมพ์ห้องเรียนก็คือ
“ผมอยากเห็นเสรีภาพที่เปิดกว้าง”
นั่นเพราะ เขามองว่าปัญหาของวงการหนังสือเด็กที่เรียกได้ว่า “อันตราย” อย่างยิ่งคือการผูกขาดของระบบตลาด ที่เป็นกำแพงกั้นจากภาครัฐอยู่ทุกวันนี้  แต่หากเมื่อไหร่ก็ตามที่สามารถทลายกำแพงให้ลดลง ความหลากหลายของหนังสือเด็กก็จะเกิด คุณภาพที่ดีก็จะตามมา  ซึ่งในประเด็นนี้คุณผ่องเพ็ญ อาชาเทวัญ ประธานกรรมการสำนักพิมพ์สกายบุ๊กส์ ก็เห็นด้วยเช่นกันว่าอุปสรรค ของการทำงานของสำนักพิมพ์เล็กๆคือไม่อาจเติบโตได้เพราะมีการผูกขาดจากแบรนด์ ขนาดใหญ่ ที่เติบโต และฝังรากลึกในสังคมไทยมาช้านาน

 

ยิ่งคัดสรร-ยิ่งปิด โอกาส?

อีกประเด็นที่คุณศิวโรจน์เสนอ แนะก็คือ  แนวทางในการคัดเลือกหนังสือดี ซึ่งผู้คัดสรรต้องใคร่ครวญถึงคำถามที่ว่า “เราจะวัดคุณค่าของการคัดสรร กันอย่างไร?” เพราะเขาเชื่อว่ายิ่งการคัดเลือกหนังสือดีเปิดกว้างเท่า ไหร่ ยิ่งเป็นโอกาสสำหรับทั้งผู้สร้างสรรค์และผู้อ่านมากเท่านั้น   ที่สำคัญคืออย่าได้ติดยึดว่าหนังสือดีคือหนังสือที่ได้รางวัล แต่ต้องเปิดใจให้กว้างฟังเสียงความนิยม ความชื่นชมของกลุ่มผู้อ่านอย่างแท้จริงด้วย   และสิ่งหนึ่งที่จะช่วยในการคัดสรรได้ก็คือการประเมินคุณค่าจาก “ภาควิชาการ” ซึ่งหมายถึงการนำผลการวิจัย นำเสนอสู่ประชาชน    เพราะผลทางวิชาการจะเป็นมูลฐานอันแข็งแรงที่สุดที่จะช่วยให้ประชาชนยอมรับ ได้

นอกจากนี้เขายังเห็นว่า สสส. (สส.วอ.- สสย.) ควรเป็นสื่อกลางในการเปิดเวทีวิชาการ โดยนำเสนองานวิชาการแง่มุมใหม่ๆ  ทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่อง BBL (Brain-Based Learning) หรือ Thinking Skill   เพื่อช่วยสร้างความเข้าใจแก่คนในสังคมว่าหนังสือมีข้อดีต่อเด็กแค่ไหน อย่างไร และเมื่อมีผลทางวิชาการเกิดขึ้นแล้ว หนทางที่จะช่วยให้แนวคิด ทฤษฎีด้านการอ่าน เผยแพร่ในวงกว้างได้ก็คือ “ชุมชนทางอินเทอร์เน็ต”  หรือการเผยแพร่ผ่านบล็อคต่างๆ  รวมทั้งการนำเสนอผลงานการสร้างสรรค์หนังสือภาพผ่านอินเทอร์เน็ตด้วย  ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญที่จะช่วยคัดกรองคุณภาพ และสร้างมาตรฐานของหนังสือเด็ก

“ชุมชนทางอินเทอร์เน็ตจะ ช่วยให้คนเชื่อมั่นในพลังการวินิจฉัย (หนังสือเด็ก)...เกิดความหลากหลายของหนังสือ....ต่อไปเราก็คงหาหนังสือที่ แย่ได้ยาก”

คุณนวิษฐา สุนทรเวช จากสำนักพิมพ์ก้อนเมฆ ก็ เห็นด้วยที่ สส.วอ. (สสย.) จะเป็นสื่อกลางในการเปิดพื้นที่ทางเว็บไซต์  โดยเสริมว่าในเว็บไซต์กลางนี้จะเปิดพื้นที่ให้พ่อแม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ (review) หนังสือเด็กซึ่งมีลักษณะเหมือนเว็บไซต์อเมซอน (www.amazon.com)

ขณะที่ คุณสุชาดา สหัสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาส เอ็ดดูเคชั่น ก็ร่วมแสดงความเห็นใน ปัญหาการคัดสรรหนังสือเด็กว่า อยู่ที่สำนักพิมพ์ขาดความร่วมมือในการส่งหนังสือเด็กเข้าคัดสรร  จากสมาชิกที่มีอยู่ประมาณ 500 แห่ง ก็ส่งมาคัดสรรเพียงครึ่งเดียว  ทำให้จำนวนที่ได้รับมีเพียงประมาณ 2,000 ปก   ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่มากนัก   หากต้องการให้การคัดสรร เป็นการกลั่นกรองคุณภาพของหนังสือเด็กอย่างแท้จริง ต้องเริ่มต้นจากการหาหนทางให้สำนักพิมพ์ส่งปริมาณหนังสือเข้าสู่กระบวนการ คัดสรรเป็นจำนวนมากเสียก่อน

ยังมีความเห็นในเรื่องการคัดสรรหนังสือจาก คุณวรินทร์เนตร ศิริโชติชำนาญ กรรมการผู้จัดการบริษัท Be Amazing Edutainment ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก “ขบวนการนักอ่าน” ซึ่ง นำประสบการณ์จากการจัดรายการโทรทัศน์ของตนเองมาเล่าว่า ในรายการมีช่วงของการคัดสรรหนังสือเช่นกัน ซึ่งเธอก็ใช้วิธีเปิดกว้างให้ทุกสำนักพิมพ์มีโอกาสนำเสนอตัวเองอย่างเท่า เทียม และแม้จะมีหนังสือที่ถูกเลือกมานำเสนอในรายการแล้ว แต่ก็ทิ้งท้ายบอกผู้ชมเสมอว่าหนังสือดีไม่ได้มีเพียงเล่มเดียวแต่ยังมีอีก มากมายรอให้เปิดอ่าน

หนังสือเด็ก-หนังสือชั้น 2

แต่ปัญหาที่ประธานสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ หนักใจที่สุด คือเรื่อง “การจัดจำหน่าย”  ซึ่งจากการสำรวจทั่วประเทศพบว่าร้านหนังสือที่เปิดพื้นที่ให้กับหนังสือเด็ก นั้นคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก

“ชั้นหนังสือเด็กจะไม่เคย ปรากฏหน้าร้านเลย” เธอเห็นว่าสาเหตุ อาจเป็นเพราะมีกลุ่มผู้บริโภคน้อย  พ่อแม่ยังไม่รู้จัก ไม่คิดที่จะซื้อหนังสือเด็กมากนัก  รวมทั้งอาจเป็นเพราะสาเหตุจากครูที่ไม่สามารถเลือกหนังสือได้เองเพราะถูก ผู้ใหญ่บังคับหรือถูกกำหนดมาล่วงหน้าแล้ว

ซึ่งในเรื่องนี้ คุณรุ่งโรจน์ อาชาเทวัญ ผู้จัดการทั่วไป สำนักพิมพ์สกายบุ๊กส์ ก็เห็นด้วยว่าสถานะของหนังสือเด็กในร้าน หนังสือนั้นยังเป็นรองหนังสือสำหรับผู้อ่านกลุ่มอายุอื่นๆ อยู่มาก  เพราะหนังสือเด็กมักไปซ่อนอยู่ในซอกหลืบของร้านเสมอ    ส่วนประเด็นเรื่องครูเลือกหนังสือเองไม่ได้นั้นเขามองว่าเป็นปัญหาจากระบบ ผูกขาดการซื้อขายในระดับ อบต. ที่มีมาช้านาน

ส่วนทางด้านคุณวิริยา สำนักพิมพ์อักษรา ก็เห็นด้วย กับ เรื่องพื้นที่สำหรับหนังสือเด็กในร้านหนังสือที่มีจำนวนจำกัด  ซึ่งทางสำนักพิมพ์อักษราที่ขายหนังสือในราคาไม่แพง คือ 20-55 บาทต่อเล่มนั้นแม้จะขายได้จำนวนมากแต่ก็ยังได้กำไรน้อย

ต้องกำหนดช่วงอายุของผู้อ่าน หนังสือเด็กหรือไม่?

ส่วนเรื่องการหาเกณฑ์เพื่อกำหนดช่วงอายุของกลุ่มผู้อ่านหนังสือเด็กยังคง มีข้อถกเถียงทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย  โดยคุณ รุ่งโรจน์ มองว่า  ผู้ผลิตหนังสือเด็กควรหาเกณฑ์กำหนดช่วงอายุให้เหมือนกันทุกสำนักพิมพ์ และระบุไว้บนปกหนังสือ เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน   แต่คุณศิวโรจน์ กลับมองว่าไม่มีความจำเป็นต้องหากฎเกณฑ์ตายตัวในเรื่องนี้ เพราะในต่างประเทศก็ใช้เกณฑ์ที่แตกต่างกันออกไป 

“ข้อขัดแย้ง หรือความแตกต่างเกิดขึ้นบ้างเป็นสิ่งดี  เราไม่ควรไปตีกรอบเรื่องนี้”

เมื่อกล่าวถึงข้อขัดแย้ง  ครูชีวัน วิสาสะก็ได้ตั้งข้อคิดทิ้งท้ายแนวทางการคัดเลือก การประกวดหนังสือดีในสังคมไทยไว้ว่า “มันมากเกินไปหรือเปล่า?”   สังคมกำลังถูกกฏเกณฑ์บางอย่างครอบงำหรือไม่   นักเขียนหนังสือเด็กท่านนี้เชื่อว่าควรจะมีการตั้งคำถามแย้งคณะกรรมการ ประกวดตัดสินเกิดขึ้นบ้าง โดยเฉพาะการตั้งคำถามว่า     “หนังสือที่ไม่ได้รับการคัดเลือกนั้น ไม่ดีอย่างไร”

ที่มา โครงการสำรวจ ศึกษา และดำเนินงานแผนงานเสริมสร้างวัฒนธรรมการอ่าน (9ก.ย.52)

แนะนำเมื่อ 30มี.ค. 53
0ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 8,809,827 ครั้ง