มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ธุรกิจหนังสือปี 2550

 

หลายคำถามจากคนในแวดวงธุรกิจหนังสือที่ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับตลาดหนังสือโดยรวมปี 2549 ว่ามีอาการเป็นอย่างไร และทิศทางของธุรกิจหนังสือปี 2550 จะเป็นอย่างไร แม้กระทั่งว่าหนังสือกลุ่มไหนขายดี หรือเทรนด์หนังสือกลุ่มไหนน่าจะมาแรง รวมไปถึงธุรกิจร้านหนังสือเติบโตมากน้อยแค่ไหน เหล่านี้เป็นคำถามที่อยู่ในความสนใจของของผู้ประกอบการธุรกิจสำนักพิมพ์ทั้งสิ้น

 

ล่าสุดทาง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ได้จัดงานแถลงข่าว ภาวะธุรกิจหนังสือปี 2549 และทิศทางธุรกิจหนังสือปี 2550 ขึ้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2550 ณ ห้อง Meeting Room 1-2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมี ธนะชัย สันติชัยกูล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ กล่าวถึง "ภาวะธุรกิจหนังสือปี 2549" รวมทั้งการกำหนดกลยุทธ์ผลักดันให้คนไทยเกิดอุปนิสัยรักการอ่านเพื่อขยายตลาดธุรกิจหนังสือให้เติบโตมากขึ้นไปทุกๆ ปี

 

ภาวะธุรกิจหนังสือปี 2549

 

คำถามต่างๆ ดังกล่าวได้รับการแถลงจาก ธนะชัย สันติชัยกูล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า

 

"ภาพรวมของธุรกิจสำนักพิมพ์และหนังสือเล่มในประเทศไทยยังเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มของการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปี 2549 ประเทศไทยจะพบวิกฤติด้านการเมือง การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย และปัญหาน้ำท่วม แต่คาดว่าปี 2549 ยังคงมีอัตราการเติบโตประมาณร้อยละ 10-12 หรือมียอดขายรวม 16,800 ล้านบาท ขณะที่ปี 2550 แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากเหตุการณ์การเมือง ความไม่สงบจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในกรุงเทพฯ และเหตุการณ์คลื่นใต้น้ำในจังหวัดต่างๆ แต่อัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันเริ่มคงที่ และรัฐบาลให้ความสำคัญด้าน "คน" มากขึ้น เชื่อว่าจะมีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 หรือมียอดขายรวมทั้งระบบไม่น้อยกว่า 18,500 ล้านบาท"

 

พร้อมทั้งกล่าวย้อนให้เห็นภาพด้วยว่า "ธุรกิจสำนักพิมพ์ช่วงระยะเวลา 4 ปี มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 374 สำนักพิมพ์ในปี 2546 เป็น 492 สำนักพิมพ์ในปี 2549 หรือมีอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 31.55 อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าจำนวนการเพิ่มขึ้นของสำนักพิมพ์ลดลง โดยปี 2549 มีสำนักพิมพ์ใหม่เกิดขึ้นเพียง 17 สำนักพิมพ์ เมื่อเทียบกับปี 2547 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 59 สำนักพิมพ์ สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการแข่งขันที่เข้าง่ายออกง่าย นอกจากนี้ปี 2549 คาดว่าจะมีสำนักพิมพ์ขนาดกลางและใหญ่รวมกันถึง 110 แห่ง โดยสำนักพิมพ์ขนาดกลางจะมีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวของตลาด ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากความได้เปรียบด้านขนาดการผลิตและการบริหารค่าใช้จ่าย"

 

เช่นเดียวกับช่องทางการขายอย่างร้านหนังสือก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วย "โดยเฉพาะปี 2549 มีการเติบโตสูงมากแบบก้าวกระโดดเพิ่มจากปี 2548 ประมาณร้อยละ 50 กล่าวคือในปี 2549 มีจำนวน 1,309 ร้าน ในขณะที่ปี 2548 มีจำนวน 848 ร้าน เนื่องจากนโยบายเพิ่มสาขาของร้าน Book Smile ทั้งนี้ทิศทางการเติบโตของร้านหนังสือโดยรวมเป็นการเติบโตจากร้านหนังสือเครือข่าย (Chain Stores) ซึ่งมีจำนวนมากกว่าร้อยละ 50 ของตลาดร้านหนังสือทั้งระบบ กล่าวคือในปี 2549 มีร้านหนังสือเครือข่าย จำนวน 763 ร้าน ขณะที่ร้านหนังสือแบบ Stand Alone มีจำนวน 549 ร้าน ส่งผลให้สำนักพิมพ์ต้องพึ่งพิงร้านหนังสือเครือข่ายมากขึ้น

 

ปัจจุบันช่องทางการขายผ่านร้านจำหน่ายหนังสือยังเป็นช่องทางหลัก ขณะเดียวกันช่องทางขายผ่านร้านสะดวกซื้อและขายตรงผ่านอินเทอร์เน็ตก็มีแนวโน้มจะมีบทบาทมากขึ้น และงานแสดงหนังสือยังเป็นช่องทางขายสำคัญของสำนักพิมพ์โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก"

 

หนังสือที่มีส่วนผลักดันการเติบโตก็คือหนังสือเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และหนังสือแนวธรรมะและการพัฒนาตัวเอง ตลอดจนหนังสือกลุ่มเยาวชนที่ยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนังสือออกใหม่ที่เข้าสู่ร้านหนังสือปี 2549 มีจำนวน 11,201 ชื่อเรื่อง หรือคิดเป็น 30.7 ชื่อเรื่องต่อวัน เทียบกับปี 2548 มีจำนวนหนังสือออกใหม่ 11,651 ชื่อเรื่อง หรือคิดเป็น 31.9 ชื่อเรื่องต่อวัน เมื่อเทียบกับนานาชาติ เช่น อังกฤษ ผลิตหนังสือออกปีละ 104,000 ปก, เยอรมนี 78,000 ปก, ญี่ปุ่น 65,000 ปก แสดงว่าประเทศไทยยังมีหนังสือออกใหม่ต่อปีต่ำมาก

 

"สำนักพิมพ์ยังคงต้องเผชิญกับการแข่งขันจากอุตสาหกรรมบันเทิงจากสื่อโทรทัศน์ ภาพยนตร์ วิทยุ หรือจากวีซีดี และดีวีดี เพราะง่ายแก่การรับและตรงกับความชอบของคนไทย ที่ชอบฟัง ชอบดูมากกว่าชอบอ่าน เห็นได้จากการสำรวจพฤติกรรมการอ่านของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2548 ที่พบว่าคนไทยสนใจอ่านจากอินเทอร์เน็ตคิดเป็นร้อยละ 10.2 ของจำนวนผู้อ่านทั้งประเทศประมาณ 40.9 ล้านคน หรือสรุปได้ว่ามีประมาณ 4 ล้านคนที่อ่านจากอินเทอร์เน็ต

 

ฉะนั้นงานเขียนผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคของสำนักพิมพ์ โดยล่าสุดมีองค์กรเอกชนหลายแห่งได้ขยายธุรกิจไปสู่ e-magazine และ e-book แม้ปัจจุบันยังมีปริมาณธุรกรรมไม่มากนัก แต่เห็นได้ว่า e-book จะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสำนักพิมพ์ทั้งหลายควรติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอ่านของประชาชนในอนาคต" ธนะชัย กล่าว

 

ทิศทางธุรกิจหนังสือปี 2550

 

สถานการณ์บ้านเมืองนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2549 เป็นต้นมา โดยเฉพาะกรณีเหตุลอบวางระเบิดในกรุงเทพฯ ทำให้บรรยากาศการซื้อหนังสือตามห้างใหญ่ๆ ได้รับผลกระทบไปบ้าง แต่นับเป็นโอกาสทองของร้านหนังสือที่อยู่ตามคอนวีเนียนสโตร์เพราะคนสามารถเข้าไปจับจ่ายซื้อของได้สะดวก

 

วรพันธ์ โลกิตสถาพร กรรมการผู้จัดการบริษัท สถาพรบุ๊คส์ จำกัด มองการขยายตัวของสำนักพิมพ์ปี 2549 ว่า "ผมตั้งข้อสังเกตบางอย่างว่าถึงแม้การเติบโตของธุรกิจหนังสือมีเปอร์เซ็นต์ที่ลดลงและจำนวนหนังสือที่เข้าสู่ร้านหนังสือปี 2549 ลดลงเช่นกัน แต่ยอดขายกลับเพิ่มขึ้น ตรงนี้บอกอะไร ยอดขายเฉลี่ยต่อเล่มโดยเฉลี่ยจะสูงขึ้น สะท้อนถึงความเข้มแข็งและสะท้อนถึงการที่คนในวงการได้มีการกวดขันหรือการทำหนังสือมีความระมัดระวังมากขึ้น

 

ผมคิดว่าในการทำธุรกิจหนังสือสิ่งสำคัญถ้าเราคัดสรรสิ่งที่ดีๆ ตรงนี้จะช่วยให้ธุรกิจหนังสือโตได้อย่างต่อเนื่องและเข้มแข็งด้วย เพราะฉะนั้นการที่จำนวนสำนักพิมพ์เกิดใหม่ลดลง ผมคิดว่าส่วนหนึ่งคนที่ไม่ได้ทำหนังสืออย่างจริงจังก็ต้องถูกสกรีนออกจากตลาดไป เพราะอยู่ไม่ได้ ขณะเดียวกันการที่สำนักพิมพ์ขนาดกลางโตเป็นขนาดใหญ่ ผมมองแง่บวกว่าตรงนี้เป็นรากฐานสำคัญ สมมติหนังสือที่ออกมาแต่ละหมวดเข้มแข็งก็จะทำให้อุตสหากรรมโดยรวมเข้มแข็งตามไปด้วย"

 

ด้าน ลัดดาวัลย์ รัตนดิลกชัย กรรมการผู้จัดการบริษัท บลิส พับลิชชิ่ง จำกัด มองว่าการสร้างแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญ "ปี 2549 จะเห็นชัดอย่างหนึ่งว่าแบรนดิ้งค่อนข้างสำคัญสำหรับตลาดหนังสือ เพราะว่าสำนักพิมพ์ออกเยอะจริง มีหลากหลาย และความหลากหลายนี้อีกมุมหนึ่งก็ทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสน เวลาเขาเลือกหนังสือก็ต้องมีบรรทัดฐานของการเลือก แต่เท่าที่สังเกตคือคนอ่านจะเลือกหนังสือแบรนด์ที่คุ้นเคย อย่างเช่นคุ้นเคยสำนักพิมพ์ คุ้นเคยตัวนักเขียน คุ้นเคยนักแปล เพราะฉะนั้นคนที่มีแบรนด์ดีไม่ว่าจะเป็นแบรนด์โดยอะไรก็ตาม ก็จะมีโอกาสที่จะแข็งแรงหรือรอดพ้นจากวิกฤติได้ เพราะว่าปี 2549 โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามีวิกฤติทั้งร้านค้าและการซื้อขายของคน

 

ที่เรียกว่าเป็นวิกฤติเพราะว่าคนไม่ค่อยมีอารมณ์ซื้อของ เพราะจากการเซอร์เวย์ร้านค้าทุกเดือนด้วยตัวเองพบว่าคนไม่ค่อยมีอารมณ์ซื้อของช่วงสามถึงสี่เดือนหลังนี้ค่อนข้างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลอะไร ด้วยความที่ตัวเองอยู่บริษัทเกี่ยวกับสื่อบันเทิงจะสะดุ้งก่อนเพื่อน คิดว่าเวลานี้สื่อเอ็นเตอร์เทนเมนท์ที่แพงที่สุดคือหนังสือ เพราะว่าอย่างเพลงก็โหลดในราคาถูกได้ หรือการออกไปดูหนังคือการไปสังคมกับเพื่อน เป็นฟังก์ชันอีกแบบหนึ่ง และหนังสือก็ไม่เหมือนแมกกาซีน เพราะเขารู้สึกว่าหนังสือยังรอได้ แต่แมกกาซีนรอไม่ได้ รวมไปถึงวิกฤติการเมืองหรือวิกฤติอื่นๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่ทำให้คนไม่มีอารมณ์อยากซื้อหนังสือ"

 

ระริน อุทกะพันธุ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจสำนักพิมพ์บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) มองว่าธุรกิจหนังสือยังมีข่าวดีอยู่อีกเยอะและตลาดยังโตได้อีกมาก

 

"เพียงแต่ว่าจุดนี้เราจะเดินต่อไปอย่างไร คงจะขึ้นอยู่กับการวางแผนการจัดการ อย่างปี 2549 เท่าที่ดูตัวเลขการขายทั่วไปเป็นบวกอยู่ 10-15 เปอร์เซ็นต์ จริงๆ ควรจะบวกไปมากกว่านั้น ด้วยภาวะเศรษฐกิจช่วงท้ายปีไม่ค่อยดี แต่ได้กระแสของพระเจ้าอยู่หัวที่ช่วยดัน แม้ว่าอมรินทร์เองไม่ได้ทำหนังสือแนวนี้แต่เราก็ยังบวกได้ดีอยู่ คิดว่าทั้งหมดนี้เกิดจากการต้องวางแผน จะเห็นว่าสองปีก่อนหน้านั้นเป็นยุคเฟื่องฟูของกิจการหนังสือ ทั้งหนังสือเล่มและแมกกาซีน คนกระโดดเข้ามาทำธุรกิจกันมาก ส่วนหนึ่งมาทำตามกระแส อีกอย่างคือการเข้ามาตลาดง่าย อาศัยเงินทุนไม่เยอะ คนเดียวก็สามารถทำหนังสือหนึ่งเล่มได้ สำนักพิมพ์ช่วงก่อนหน้านี้จึงเกิดขึ้นเยอะ"

 

เธอยังเสริมเรื่องการสร้างแบรนด์สำนักพิมพ์ด้วยว่า "เมื่อก่อนคนจะตัดสินใจซื้อหนังสือหนึ่งเล่มนั้น ชื่อนักเขียนมาเป็นอันดับต้น รองลงมาก็ชื่อเรื่อง ปัจจุบันเปลี่ยนไปกลายเป็นว่าชื่อนักเขียนหล่นไปอยู่อันดับท้ายๆ กลายเป็นปกหนังสือมาอันดับแรก-ชื่อเรื่อง-สำนักพิมพ์-นักเขียน ความเชื่อถือของสำนักพิมพ์ขึ้นมาอยู่เป็นอันดับต้นๆ การที่เขาจะเลือกซื้อหนังสือสักเล่มมันกลายเป็นว่าต้องมีพื้นฐานอยู่ในใจว่าเชื่อใจคุณภาพได้ไหม"

 

ลองฟังทรรศนะจากทางร้านหนังสือกันบ้าง ธนวัต อ่องเจริญ กรรมการผู้จัดการร้านหนังสือเส้งโห จังหวัดภูเก็ต บอกว่า "ปี 2549 ตัวเลขเติบโตของร้านหนังสือสูงมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตลาดธุรกิจหนังสือเติบโต 12 เปอร์เซ็นต์ และคิดว่าปีนี้จะมีช่องทางจัดจำหน่ายมากขึ้น ถ้าหากว่าอัตราการอ่านของคนเพิ่มตามทันก็จะทำให้อัตราการเติบโตเป็นก้าวกระโดดได้ จะเห็นว่าปีที่ผ่านมาร้านหนังสือเปิดเพิ่มมากขึ้นทุกเซ็กเมนท์ ไม่ว่าจะเป็นร้านขนาดใหญ่หรือร้านขนาดเล็ก ทำให้ตอนนี้หนังสือหาซื้อได้ง่ายมากขึ้น หวังว่าปีนี้จะทำให้ตลาดโตขึ้นไปได้อีก"

 

เขาบอกอีกว่า "ปี 2549 มีปรากฏการณ์อย่างหนึ่งคือร้านหนังสือเราจำกัดพื้นที่จำนวนปก ฉะนั้นพื้นที่ร้านใหญ่แค่ไหนก็ไม่พอ ทำให้เกิดกลยุทธ์ทางการตลาด การแย่งพื้นที่หน้าร้านจะเห็นมากขึ้นไปอีก หลายสำนักพิมพ์ทำแล้วประสบความสำเร็จมาก ทำให้ยอดขายก้าวกระโดด การส่งเสริมการขายขึ้นอยู่กับสำนักพิมพ์ เพราะว่าร้านหนังสือจัดพื้นที่ว่ายอดขายต้องมากที่สุด จะจัดกลุ่มสินค้าของเราตามหมวดหมู่ บางสำนักพิมพ์กระตุ้นโดยแถมของพรีเมียม การลดราคาเป็นพิเศษ เรายินดีทำให้หมด แต่ขอให้มีการแจ้งเข้ามาว่ามีโปรโมชั่นอย่างนี้ๆ ตรงนี้ก็ได้ผล

 

เพียงแต่ว่าหนังสือไม่เหมือนกับสินค้าอุปโภคอย่างหนึ่งคือบางเล่มถูกอย่างไรถ้าไม่ชอบก็ไม่ซื้อ ให้เปิดดูจนหน้าสุดท้ายก็ไม่เอา ถูกยังไงก็ไม่เอา เพราะเขาไม่อยากได้เล่มนี้ ไม่ชอบเล่มนี้ ตรงนี้ค่อนข้างเซนสิทีฟนิดหนึ่งของหนังสือกับการทำโปรโมชั่น ไม่ใช่ว่าทุกโปรโมชั่นออกมาจะได้ผลหมด ต้องเลือกเวลาเลือกกลุ่มลูกค้าให้ถูกต้องด้วย และเมื่อมีร้านหนังสือมากขึ้นก็จะทำให้หนังสือมีโอกาสขายได้มากขึ้นด้วย"

 

นอกจากนี้ ระริน อุทกะพันธุ์ ยังเผยเคล็ดลับการทำหนังสือให้ประสบความสำเร็จด้วยว่า "ตัวเองยึดหลักตลอดว่าการทำงานให้ประสบความสำเร็จที่ดีต้องมาจากการวางแผนที่ดีก่อน ประเมินว่าปีนี้เกิดสถานการณ์อะไรขึ้น ปี 2550 อยากให้มองว่ายังมีปัจจัยบวกสำหรับการทำหนังสืออยู่ แต่ว่าต้องมีการวางแผนที่ดีว่าปีนี้คนสนใจเรื่องอะไร และต้องดูความชำนาญของตัวเองด้วย เพราะถ้าไม่ชำนาญก็สู้คนอื่นเขาไม่ได้

 

อย่างตอนนี้ประเมินว่าคนอยู่บ้านมากขึ้นเพราะว่าคนไม่มีอารมณ์อยากจะออกไปไหน เมื่ออยู่บ้านมากขึ้นก็ต้องหากิจกรรมภายในบ้านทำ เพราะฉะนั้นหนังสือน่าจะเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ดี เราต้องหาวิธีบอกเขาด้วยว่าเป็นตัวเลือกที่ดี ช่วงนี้ไม่อยากทำอะไรมากก็อยู่บ้านอ่านหนังสือไปก่อน เตรียมตัวเองให้พร้อม เศรษฐกิจดีเมื่อไร คุณสะสมความรู้ข้อมูลข่าวสารเรียบร้อยก็จะออกไปสู้กับคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นเป็นจุดหนึ่งที่มีโอกาส"

 

ผลักดันนโยบายระดับชาติ

 

แม้คนไทยจะมีการใช้เงินเพื่อซื้อหนังสือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีอัตราเติบโตในปี 2549 เกือบร้อยละ 10 แต่ก็เพียง 260 บาทต่อคนต่อปี และเมื่อเทียบกับรายได้ต่อหัวคิดเป็นเงินร้อยละ 0.18 ต่อรายได้ต่อคน ซึ่งถือว่าน้อยมาก แสดงให้เห็นว่าคนไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน "ความรู้" มากเพียงพอ

 

"ผลสำรวจพฤติกรรมการอ่านหนังสือของประชากรปี 2548 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าประเภทหนังสือที่ประชาชนให้ความสนใจอ่านมากเป็นอันดับหนึ่ง ได้แก่ นวนิยาย การ์ตูน หนังสืออ่านเล่น คิดเป็นร้อยละ 45.4 และนิตยสาร คิดเป็นร้อยละ 36.9 ส่วนตำราเรียนมีผู้อ่านคิดเป็นร้อยละ 34.4 เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าคนไทยยังชอบอ่านหนังสือที่ไม่หนักเกินไป

 

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่อ่านหนังสือออกแต่ไม่อ่านหนังสือนั้น ร้อยละ 48.8 ให้เหตุผลว่าเพราะชอบดูทีวีมากกว่า รองลงมาคือร้อยละ 36 ไม่มีเวลาอ่าน สันนิษฐานว่าเพราะใช้เวลาไปกับการจราจรและสันทนาการนอกบ้านมากเกินไป แสดงให้เห็นว่าคนไทยชอบดูชอบฟังมากกว่าชอบอ่าน และการสร้างวัฒนธรรมการอ่านกำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ไม่เอื้ออำนวยและการแข่งขันข้ามอุตสาหกรรมจากสื่ออื่นๆ" ธนะชัย สันติชัยกูล กล่าว

 

และบอกอีกว่า "ที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่มีนโยบายระดับชาติที่จะสนับสนุนธุรกิจการผลิตหนังสือหรือสำนักพิมพ์ มีแต่สนับสนุนธุรกิจการพิมพ์ หรือโรงพิมพ์เท่านั้น เนื่องจากความไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง สำนักพิมพ์ (Publisher) ซึ่งเป็นวงการหนังสือโดยตรงเป็นผู้คิดค้นสร้างสรรค์ภูมิปัญญาให้คนในสังคมในรูปของหนังสือ ขณะที่โรงพิมพ์ (Printing House) เป็นอุตสาหกรรมที่มีหน้าที่รับพิม์งานตามที่สำนักพิมพ์ได้จัดทำเป็นรูปเล่มเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแตกต่างไปจากต่างประเทศ เช่น เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม ฯลฯ ที่รัฐบาลเขาให้ความสำคัญกับการสร้างคุณภาพของคนด้วยการสนับสนุนสำนักพิมพ์ในประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สำนักพิมพ์มีศักยภาพที่เข้มแข็งในการผลิตหนังสือที่หลากหลายและจำเป็นในสังคม

 

ดังนั้นรัฐบาลจึงควรกำหนดกลยุทธ์ผลักดันให้คนไทยมีอุปนิสัยรักการอ่าน คือ ควรปรับปรุงระบบการเรียนการสอนและระบบการประเมินผลที่เอื้อต่อการผลักดันนักเรียนให้ต้องอ่านหนังสือเพิ่ม และกำหนดนโยบายรัฐที่ให้นักเรียนทั่วประเทศอ่านหนังสือนอกเวลาอย่างน้อยคนละ 1 เล่มต่อเดือน รวมถึงให้ธุรกิจหนังสือเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 และสนับสนุนการวิจัยระดับชาติในเรื่องการผลิตหนังสือและการอ่านของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มจำนวนห้องสมุดโดยส่งเสริมให้สถานประกอบการทุกแห่งจัดมุมหนังสือหรือห้องอ่านหนังสือเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และส่งเสริมให้มีห้องอ่านหนังสือหรือมุมหนังสือในสถานบริหารสาธารณะ เช่น ศูนย์การค้า โรงพยาบาล สถานีขนส่ง เป็นต้น"

 

การสร้างวัฒนธรรมการอ่านและสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจหนังสืออย่างต่อเนื่องและมั่นคง ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนคงต้องร่วมมือกันผลักดันต่อไป

พรชัย จันทโสก : รายงาน jantasok@yahoo.com

http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20070201/news.php?news=column_22698440.html

แนะนำเมื่อ 29ต.ค. 55
0ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,927,688 ครั้ง