มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

Justin Wintle ผู้ถ่ายทอดชีวประวัติหญิงแกร่ง Aung San Suu Kyi

 

เรื่องราวของสุภาพสตรีร่างเล็กแบบบางที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพจากรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า กลายเป็นที่จับตาของคนทั่วโลกมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อคณะกรรมการรางวัลโนเบลประกาศชื่อ ออง ซาน ซู จี (Aung San Suu Kyi) ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย พรรคฝ่ายค้านในประเทศพม่า เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2534

 

ด้วยความหวังว่าจะทำให้การเมืองการปกครองของพม่าเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยมากขึ้น แต่จนถึงขณะนี้แสงแห่งประชาธิปไตยยังคงริบหรี่ มิหนำซ้ำเธอยังคงถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้านพัก ทั้งๆ ที่นานาชาติได้พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลทหารคืนอิสรภาพให้แก่เธอ

 

ออง ซาน ซู จี เป็นธิดาของนายพลออง ซาน อดีตผู้นำการต่อสู้เรียกร้องเอกราชของประเทศพม่า เธอได้กลายเป็นศูนย์กลางและสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่านับตั้งแต่ปี 2531 หลังเกิดเหตุการณ์ที่รัฐบาลทหารปราบปรามเข่นฆ่านักศึกษาประชาชนที่รวมตัวกันเรียกร้องประชาธิปไตยกลางใจเมืองหลวงย่างกุ้ง เหตุการณ์เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2532 กลายเป็นตำนานเล่าขานสืบมา

 

เมื่อเธอเริ่มต้นใช้รูปแบบการต่อสู้แบบสันติวิธีเผชิญหน้ากับทหารฝ่ายรัฐบาล ณ บริเวณปากลุ่มน้ำอิระวดี เธอจึงเดินหน้าอย่างสงบเข้าหาปากกระบอกปืนที่ฝ่ายทหารขึ้นไกปืนเตรียมพร้อมเล็งมาที่เธอ เพื่อบังคับให้เธอหยุดการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เธอปฏิเสธที่จะเดินทางออกนอกประเทศตามข้อเสนอของรัฐบาลทหาร แต่เลือกที่จะอยู่เป็นกำลังใจและเป็นสัญลักษณ์ที่ปลุกเร้าความกล้าหาญของประชาชนพม่าในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศ แม้ว่าจะต้องถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้านพักของเธอเอง

 

ท่ามกลางการกดดันทุกรูปแบบของรัฐบาลเผด็จการทหาร เธอได้เขียนหนังสือบันทึกเรื่องราวของประชาชนพม่าที่มีชีวิตขมขื่น ทุกข์ยาก ภายใต้เงื้อมมือเผด็จการทหาร โดยบอกเล่าสถานการณ์ความเป็นไปในบ้านเกิดให้โลกได้รับรู้ผ่านตัวหนังสือของเธอ เรียกร้องต่อโลกภายนอก โดยเฉพาะเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างประเทศไทย ให้เมตตาเอื้ออารีต่อชีวิตของพี่น้องร่วมชาติของเธอที่ข้ามพรมแดนหนีตายจากอำนาจเผด็จการมาพึ่งพิงผืนแผ่นดินไทย

 

นอกจากหนังสือที่เธอเขียนเองแล้วยังมีชาวต่างชาตินำเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเธอไปเขียนเป็นหนังสือตีพิมพ์เผยแพร่ออกไปทั่วโลก อย่างเรื่องล่าสุด The Perfect Hostage ที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตของ ออง ซาน ซู จี ผลงานของ Justin Wintle นักเขียนชาวอังกฤษ จัดพิมพ์โดย Hutchinson/Random House เมื่อเดือนเมษายน 2007

 

ล่าสุด Justin Wintle เดินทางมาพำนักอยู่ที่เมืองไทย จึงถือโอกาสนี้พูดคุยเกี่ยวกับหนังสือของเขา ตลอดจนสายตาที่เขามองปัญหาเรื่องการเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของพม่าด้วย

 

0สนใจชีวประวัติของ'ออง ซาน ซู จี'ตั้งแต่เมื่อไร?

 

เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1997 ผมหลงใหลในตัวของเธอ ตอนนั้นผมจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับประเทศลาว เวียดนาม พอมีโอกาสได้เขียนเรื่องราวเหล่านี้ก็มีโอกาสได้ไปศึกษาและได้มีโอกาสกลับมาเมืองไทย ได้ไปเชียงใหม่ และมีโอกาสได้ไปเยี่ยมศูนย์อพยพผู้ลี้ภัยที่อำเภอแม่สอด จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อได้ไปเจอผู้คนตรงนั้นก็มีโอกาสได้พูดคุยกับพวกมอญ กะเหรี่ยง พม่า หนึ่งในกลุ่มนี้ คนพม่าค่อนข้างจะเป็นกลุ่มใหญ่ในกลุ่มผู้อพยพลี้ภัย คือประมาณ 66 เปอร์เซ็นต์

 

ตรงนั้นทำให้ได้รู้ว่าพม่าเป็นอย่างไร ก่อนหน้านั้นไม่รู้มาก่อนว่าภายในประเทศพม่ามันมีปัญหาเยอะขนาดนี้ หลังจากนั้นเรื่องก็จบไป และมาเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ได้มีโอกาสคุยกับเอเย่นต์พิมพ์หนังสือ เขาสนใจเรื่องนี้ เลยได้มาเขียนเรื่องของเธอ เพื่อต้องการจะบอกให้ทุกคนรู้ว่าประเทศพม่านี้เป็นอย่างไร

 

0ตอนนั้นเดินทางมาในฐานะนักข่าวหรือนักเขียน?

 

จริงๆ มาในฐานะของนักเขียนมากกว่า ปกติชอบมาเมืองไทย เพราะพอมาก็ได้เจอเพื่อน รู้จักเพื่อนที่เป็นมิชชันนารีเยอะ ทั้งที่เชียงใหม่และกรุงเทพฯ มาเพื่อเขียนหนังสือโดยเฉพาะ ตอนนั้นเพื่อนๆ แนะนำว่าถ้าอยากจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเมืองพม่าให้ไปที่เชียงใหม่สิ เพราะว่ามันมีแคมป์อยู่ตรงนั้น จะได้คุยกับผู้ลี้ภัย จะได้มีเรื่องราวเอาไปเขียน แต่จริงๆ ผมไม่ต้องการจะให้เป็นเรื่องการเมืองมากมาย เพียงแต่ว่าต้องการจะสื่อออกมาเท่านั้นว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ไม่ได้ถึงกับต้องต่อสู้เพื่ออะไร

 

0จริงๆ ได้รู้จักกับ'ออง ซาน ซู จี'เป็นการส่วนตัวไหม?

 

ผมเขียนหนังสือเล่มนี้โดยไม่ได้ติดต่อและไม่ได้รู้จักกับ 'ออง ซาน ซู จี' โดยตรงเลย แต่เป็นเพราะว่าผมหลงใหลในตัวเธอและอยากจะเขียนงานเกี่ยวกับเธอ เลยเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

 

0ข้อมูลต่างๆ ได้มาจากไหน?

 

บังเอิญผมมีโอกาสได้รู้จักกับคนที่อยู่รอบๆ ตัว 'ออง ซาน ซู จี' คือได้ทำงานร่วมกัน เหมือนกับรู้จักกันเป็นการส่วนตัว พอผมได้พบได้คุยกับคนเหล่านั้น เลยได้ข้อมูลมากมายมาช่วยในการเขียน อีกส่วนหนึ่งคือเธอเป็นนักการเมือง ฉะนั้นจะมีคนรู้จักมากและมีงานเขียนหลายๆ ชิ้นเขียนถึงเธอ ผมเอาข้อมูลตรงนั้นแหละมาช่วยในการเขียน และอีกส่วนหนึ่งคือจากหนังสือของตัว 'ออง ซาน ซู จี' เองซึ่งมีอยู่ 7 เล่ม ทั้งหมดเอามาประกอบกัน ผมจะไม่รู้จักกับเธอเป็นการส่วนตัว แต่จะดูข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง

 

โดยเฉพาะกลุ่มคนรอบๆ ตัวเธอที่อยู่แถวชายแดนจังหวัดเชียงราย-เชียงใหม่ กลุ่มผู้อพยพลี้ภัยที่อยู่ตามชายแดนภาคเหนือของไทยกับพม่า พวกเขาเหล่านั้นจะรับทราบความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับตัวเธอตลอด ผมได้ไปพูดคุยกับคนกลุ่มนั้น

 

0เมื่อได้ไปคลุกคลีอยู่กับผู้ลี้ภัยแล้วได้รับรู้ปัญหาตรงนั้นอย่างไรบ้าง?

 

ผมเห็นคนเหล่านั้นแล้วก็รู้สึกน่าสงสาร รู้สึกว่าทำไมผู้อพยพลี้ภัยถึงมีจำนวนมากขนาดนี้ เพราะว่าหลายคนอยู่ที่ศูนย์อพยพมาเป็นสิบๆ ปี อยู่มานานมากเลย อีกอย่างพอผมอยู่เมืองไทยก็เห็นคนพม่าที่มาทำงานเป็นลูกจ้างเยอะเหมือนกัน ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี จะได้ช่วยๆ กัน

 

 

0ในฐานะเป็นคนตะวันตกมองอย่างไรกับเรื่องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนของประเทศในแถบภูมิภาคนี้?

 

ผมมีความรู้สึกว่าจริงๆ ที่ยุโรปหรือที่ประเทศของผมเองก็มีปัญหาเหมือนกัน ที่นี่ก็มี ที่โน่นก็มี เหมือนกับนักวิชาการของพม่าถามผมว่า ทำไมคุณถึงสนใจพม่า หรือสนใจที่จะเขียนงานนี้ ผมบอกไปว่าสนใจสิ เพราะว่าในประเทศพม่าของคุณเองมีคนไทยที่เป็นผู้ลี้ภัยอยู่หรือเปล่าล่ะ มันก็ไม่มี เพราะว่าประเทศไหนที่มีผู้ลี้ภัยเป็นจำนวนมากก็แสดงว่าประเทศนั้นๆ จะต้องมีปัญหาแน่นอน ฉะนั้นพม่ามีผู้อพยพลี้ภัยเยอะ แสดงว่าข้างในมันต้องมีอะไรมากมาย

 

0การเมืองการปกครองของพม่าล่ะ?

 

นี่เป็นหัวข้อใหญ่ เท้าความไปเมื่ออเมริกาและอังกฤษอยู่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศจีนสนใจเข้ามาทำธุรกิจกับพม่ามากขึ้น จีนมีความรู้สึกว่าถ้าสามารถผ่านไปทางพม่าได้จะเป็นผลดี การคมนาคมขนส่งสะดวก ไม่ต้องอ้อมให้เสียเวลา เหมือนกับว่าพม่ามีอะไรน่าสนใจเยอะ ทั้งเรื่องของการขนส่งและทรัพยากร สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง มันมีนัยทางการเมืองอยู่

 

0รู้สึกอย่างไรที่ตอนนี้'ออง ซาน ซู จี'ยังถูกกักบริเวณ?

 

จริงๆ ตอนนี้เธอเหมือนกับติดต่อไม่ได้ ไม่มีโทรศัพท์ ทำอะไรก็ไม่ได้เลย แต่ว่าเพื่อนๆ ในต่างประเทศสามารถติดต่อเธอได้ ในบางครั้งหมอมารักษาได้ เพื่อนก็อนุญาตให้มาพบได้ เพียงแต่ว่าไม่มีโทรศัพท์เท่านั้นเอง รัฐบาลคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องขับไล่เธอออกนอกประเทศ เพราะว่าทุกคนสามารถมาพบเธอได้ ถ้าปล่อยออกไปเธอก็คงจะทำอะไรอีก หรืออีกอย่างหนึ่งคือปล่อยออกไป แต่ห้ามกลับเข้าประเทศอีก แต่ตัวเธอถ้าตายก็คงขอตายในประเทศ หรือว่าถ้าออกไปเธอคงไปที่เดิมคือสหประชาชาติ เลยอย่าปล่อยไปเลยดีกว่า

 

ณ ตอนนี้ผู้คนในประเทศเริ่มเคยชินแล้ว เพราะนักการเมืองหลายคนก็ยังอยู่ในคุก ไม่มีโอกาส ไม่มีเสรีภาพที่จะได้พูดอะไร แต่ละคนเริ่มชินกับการใช้ชีวิตแบบนั้น ชินกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่

 

0หนังสือเล่มนี้พยายามนำเสนอความเป็นผู้หญิงแกร่งของเธอ?

 

จริงๆ คนโดยทั่วไปในโลกนี้ค่อนข้างจะเป็นคนเห็นแก่ตัว ทุกคนถามหาอิสรภาพ แต่ถามหาอิสรภาพแล้วมีความรับผิดชอบด้วยไหม จริงๆ ผู้หญิงคนนี้มีความเป็นมนุษยชาติสูงมากๆ ต้องการความถูกต้อง ต้องการสิทธิมนุษยชนอย่างสูง มีอุดมการณ์อย่างแรงกล้า คนทั่วโลกน้อยมากที่จะเป็นแบบนี้

 

0ความจริงหนังสือเกี่ยวกับ'ออง ซาน ซู จี'ออกมาเยอะแล้ว ฉะนั้นหนังสือเล่มนี้มีอะไรแตกต่างจากเล่มอื่น?

 

ผมมีความรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้หนาและมีเนื้อหาเยอะกว่าเล่มอื่นๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่ในนี้ส่วนหนึ่งที่ผมภูมิใจคือมีเแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ นั่นคือกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวพม่า กลุ่มเพื่อนที่อยู่รอบตัวเธอ ถือว่าเป็นข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับผม ถ้าถามว่าหนังสือเล่มนี้จะประสบความสำเร็จไหม ตรงนี้ผมไม่ได้สนใจ ผมแค่ได้เขียนก็ภูมิใจมากแล้ว ได้เขียนออกมาให้คนได้รู้จักเธอมากขึ้น

 

0เมื่อคนทั่วโลกได้อ่านหนังสือหวังว่าจะมีคนส่งกำลังใจให้เธอและประชาชนชาวพม่ามากขึ้น?

 

ผมหวังให้เป็นอย่างนั้น แต่คงไม่ได้หวังว่าคนอ่านทุกคนจะมีความคิดเหมือนกัน บางคนอาจจะคิดในแง่ของธุรกิจ เพราะพม่ามีอะไรน่าสนใจเยอะ หรือว่าในแง่ของการท่องเที่ยว เพราะประเทศพม่ามีแหล่งท่องเที่ยวเยอะเหมือนกัน อีกส่วนหนึ่งคือรับทราบว่า 'ออง ซาน ซู จี' เป็นคนยังไง ทำอะไรให้กับประชาชนบ้าง ทำอะไรให้กับประเทศบ้าง คงแล้วแต่มุมมองของนักอ่านแต่ละคน ถามว่าหวังไหม คงเป็นส่วนหนึ่งที่คนจะคิดอย่างนั้น

 

เพราะหลังจากหนังสือออกก็ได้มีการพูดคุยกับสำนักพิมพ์ว่าอาจแปลเป็นภาษาไทย จีน ญี่ปุ่น และอื่นๆ ด้วย 0

 

------------------------------

 

Justin Wintle เกิดเมื่อปี 1949 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทจาก Oxford University ในสาขา Modern History หลังจากนั้นได้ทำงานเป็นนักเขียนอิสระ บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว ผลงานเขียนของเขาประกอบด้วย The Dictionary of Biographical Quotation, Makers of Modern Culture, Makers of Nineteenth Century Culture, Heat Treatment : Travels Beyond the Orient, Paradise For Hire, Mortadella, Romancing Vietnam : Inside the Boat Country, The Viet Nam Wars, Furious Interiors : Wales และ R.S. Thomas and God

 

ในระหว่างปี 2001 และ 2004 เขาได้รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการให้กับหนังสือในชุด Rough Guides Histories ซึ่งเริ่มแรกจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Penguin ต่อมาได้นำมาจัดพิมพ์อีกครั้งโดยสำนักพิมพ์ Barnes & Noble และ 3 ประเทศในซีรีส์นี้ คือ จีน อิสลาม และสเปน เขาเป็นผู้เขียนและรวบรวมเอง และไม่นานมานี้เขามีงานเขียนฉบับปรับปรุงใหม่ และมีเนื้อหาเพิ่มขึ้น คือ New Makers of Modern Culture และเรื่องล่าสุดคือ The Perfect Hostage หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ 'ออง ซาน ซู จี' จัดพิมพ์โดย Hutchinson/Random House ในเดือนเมษายน 2007

 

บางโอกาสเขายังเป็นนักเขียนให้กับหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ อาทิเช่น Sunday Times, The Financial Times และ The Independent นอกจากนี้ยังทำหน้าที่บรรณาธิการให้กับ Fontana Movements and Ideas จนกระทั่งในปี 2003 ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการให้กับ Binh Hoa Massacre Trust Fund

 

ปี 1988Justin Wintle ได้รับรางวัล Arts Council Writers' Award ปัจจุบันเขาพำนักอยู่ในประเทศอังกฤษ

 

-----------------------------------

 

หมายเหตุ : ขอขอบคุณ Wantanee Niyomthet ผู้ช่วยให้การสัมภาษณ์สำเร็จลงด้วยดี

 

พรชัย จันทโสก : บทสัมภาษณ์ jantasok@yahoo.com

http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20070502/news.php?news=column_23616633.html

แนะนำเมื่อ 29ต.ค. 55
0ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 8,674,150 ครั้ง