มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

วิกฤติโลกร้อน ความจริงว่าด้วยสิ่งแวดล้อมโลก

 

มนุษย์กำลังเผชิญวิกฤติและพิบัติภัยธรรมชาติ ทั้งแผ่นดินไหว ภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ภัยแล้ง ไฟป่า น้ำท่วมฉับพลัน พายุถล่มเมืองรุนแรง ควันพิษ หรือแม้กระทั่งการแพร่กระจายของเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ เหล่านี้คือผลพวงจากปัญหา ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

 

ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง An Inconvenient Truth ของ อัลกอร์ (Al Gore) อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ถือเป็นตัวจุดชนวนให้คนหันมาสนใจศึกษาปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังโดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบนผิวโลกที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และประเด็นเรื่อง 'ปัญหาโลกร้อน' นี่เองที่ได้ถูกหยิบไปเป็นประเด็นหลักของเวทีการหารือระดับโลกหลายเวที

 

'An Inconvenient Truth' คือบทเรียนที่ว่าด้วยหายนะของโลกและสิ่งแวดล้อม เพราะมันคือหลักฐานจริงและข้อมูลความจริงทั้งหมด เนื้อเรื่องเป็นการติดตามการเดินทางทั่วโลกของ 'อัล กอร์' เพื่อทำหน้าที่เสมือนตัวแทนของการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของโลก นำเสนอความจริงที่โลกกำลังถูกทำร้ายโดยคนที่อาศัยอยู่บนโลกนั่นเอง

 

ล่าสุดสำนักพิมพ์มติชนได้นำหนังสือจากภาพยนตร์สารคดีดังกล่าวมาจัดพิมพ์ โดยได้จัดงานเปิดตัวหนังสือในชื่อภาษาไทยว่า โลกร้อน ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง แปลโดย คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ เมื่อวันศุกร์ที่ 6 เมษายน 2550 ณ เวทีฮอลล์ A ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมทั้งมีการเสวนาเพื่อหาทางออกเกี่ยวกับโลกใบนี้ โดยมี ภัทราพร สังข์พวงทอง ดำเนินรายการ

 

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญเรื่องผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต มองอย่างเป็นห่วงว่า

 

"ในอนาคต..คนที่จะได้รับผลกระทบคือคนที่เป็นเยาวชนหรือคนที่อายุ 10-20 ปี อยู่ในขณะนี้ จึงต้องให้เขาเข้าใจตั้งแต่ตอนนี้ การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ และต้องตระหนักถึงเรื่องการดำรงชีวิต สิ่งแวดล้อม ฉะนั้นทำอย่างไรให้คนวัยนี้เข้าใจถึงปัญหา นั่นเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด และเรื่องของการพอเพียง เป็นประเด็นหนึ่งที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้มาก สิ่งที่เราดำรงชีวิตอยู่มีอะไรบ้างที่ไม่จำเป็น สิ่งไหนที่ลดแล้วรู้สึกว่าไม่เดือดร้อนอะไรในชีวิตประจำวัน คงไม่ถึงกับต้องถอยไปอยู่ในยุคหิน หรือไปเปลี่ยนการดำรงชีวิตจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่ทุกอย่างรอบตัวเราถ้าลองมองดูจะรู้ว่าบางอย่างไม่จำเป็นเลย

 

พยายามทำตัวให้เป็นคนที่มีความรับผิดชอบกับสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า 'Carbon Neutral' นี่เป็นตารางที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง แต่ไม่แน่ใจว่าตอนนี้มีคนทำอันนี้เป็นภาษาไทยแล้วหรือยัง อาจนำเอาตารางมาดูว่าวันนี้จะเดินทางไปตรงนี้ ต้องปล่อยคาร์บอนเท่าไร จะได้รู้ตัวเองว่าจริงๆ เราทำลายโลกนี้มากแค่ไหน จะได้เห็นว่าตัวเลขตรงนี้ปล่อยไปตั้งเยอะทั้งๆ ไม่จำเป็นเลย"

 

ด้าน คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ เสริมว่า "เมื่อสิบปีก่อนใครที่ลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้ กลายเป็น 'แปลก' กลายเป็นจุดสนใจ เป็นเรื่องที่ผิดปกติ แต่ว่า ณ ตอนนี้ ทุกคนรู้แล้วว่าสภาวะโลกร้อนเป็นความจริง ซึ่งเราจะต้องอยู่กับมัน ต้องหาทางปรับตัวให้เข้ากับมัน หาทางเยียวยา เรื่องที่ว่าเราปล่อยคาร์บอนไปเท่าไร เราบริโภคอะไรที่ไม่จำเป็นไปบ้างไหม มันควรเป็นบรรทัดฐานในการคิดอยู่ตลอด ไม่ใช่ข้อยกเว้น ไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่ว่ามีคนอยู่ 100 คน แล้วคนนี้ลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนชีวิต

 

ผมว่าในอนาคต หนังสือเล่มนี้จะเป็นกรณีศึกษาที่ดีว่าในด้านหนึ่งมันอาจจะไม่ใช่ผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย แต่เป็นการย่อยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่รู้กันอยู่แล้วมาให้เราได้รู้กันในกลุ่มสาธารณชน แต่นั่นแหละคือจุดที่ทำให้หนังสือเล่มนี้สำคัญ ทำให้มันแตกต่าง สุดท้ายในอนาคตหนังสือเล่มนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทำให้สภาวะโลกร้อน เป็นประเด็นทั้งในส่วนของการดำรงชีวิตคนทั่วไป และการออกนโยบายในระดับรัฐและระดับโลก ผมว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่ามาก ณ จุดนั้น"

 

นอกจากหนังสือเล่มนี้จะมีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์แล้ว ยังมีชีวิตของผู้เขียนเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ดร.อานนท์ บอกว่า "การที่ 'อัล กอร์' เอาเรื่องของประสบการณ์ตัวเองมาเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของเรื่องนี้ ทำให้หนังสือมีบุคลิกที่พิเศษกว่าหนังสือโลกร้อนทั่วๆ ไป หรือหนังสือที่เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนที่มักจะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งข้อมูล ตัวเลข ซึ่งบางคนคิดว่าหนัก ไม่เกี่ยวกับเราเลย แต่ว่าการที่เขาเอาชีวิตมาผูก ด้านหนึ่งผมมองจากมุมมองของหนังสือ ทำให้เป็นหนังสือที่ 'ดรามาติก' คือเป็นเรื่องที่เหมือนกับมีชีวิตคนเป็นแกนกลางในการเล่าเรื่อง โดยที่ตัวชีวิตของเขาเองก็มีการผ่านประสบการณ์ต่างๆ

 

ความเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์มีเต็มที่ อันนี้ผมขอย้ำว่าไม่ได้มีการยกเมฆหรือว่าแต่งเติมขึ้นมา แต่ว่าบางส่วนเขาก็แสดงความคิดเห็นทางการเมืองลงไป แต่ผมยังตีไม่ออกว่าจะใช้อันนี้เป็นฐานในการที่จะกลับมาสู่การเมืองหรือไม่ แต่จะกลับหรือไม่ก็ไม่ใช่ประเด็น หนังสือเล่มนี้มันมีความสมบูรณ์ในตัวเอง ว่าเป็นการชี้ประเด็นให้เห็น ไม่ได้อยู่ที่ว่าหลังจากนี้แล้ว 'อัล กอร์' จะไปทำอะไร ตัวมันสามารถสื่อในสิ่งที่มันควรจะสื่อได้ครบถ้วนแล้ว ฉะนั้นอย่าไปกังวลว่าเขาเขียนเรื่องนี้มาเพื่อหาเสียง ผมว่าเราควรจะแยกประเด็นออกจากกัน"

 

ขณะที่ คุณากรกล่าวด้วยว่า "ผมคิดว่าคนอ่านจำนวนมากคงไม่รู้จัก 'อัล กอร์' มาก่อน แต่ว่าอย่างน้อยก็รู้ว่าเขาเคยเป็นรองประธานาธิบดี เคยลงสมัครเป็นประธานาธิบดี แต่ว่าเรื่องราวของชีวิตเขาที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ผมไม่ได้มองว่ามีเรื่องราวที่พิเศษหรือแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป และนั่นคือเสน่ห์ เพราะชีวิตของเขาแตกต่างจากชีวิตคนอื่นมากๆ ผู้อ่านทั่วไปอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ด้วยความที่เขาเล่าเรื่องชีวิตของเขาว่าเกี่ยวข้องกับลูกชาย เกี่ยวข้องกับพี่สาว เพราะฉะนั้นความรู้สึกอย่างนี้มันเป็นเหมือนกับประสบการณ์สากลของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว

 

เมื่อเรารู้สึกสูญเสียบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา มันรู้สึกสะเทือนจิตใจมนุษย์ทุกคน นี่คือสิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีพลัง และคำๆ หนึ่งที่ถูกอ้างถึงเสมอในหนังสือเล่มนี้ คือ ประเด็นโลกร้อนเป็นประเด็นทางจริยธรรม นี่เป็นประเด็นที่สรุปง่ายๆ สั้นๆ ที่ผมรู้สึกว่าทรงพลังและสื่อให้ทุกคนเข้าใจ ทั้งหมดทั้งสิ้นที่คุณอ่านมานี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่คุณจะแก้ คุณจะทำเป็นไม่อยากฟัง คุณจะทำเป็นละเลย หรือคุณจะลองแก้มัน ก็อยู่ที่จริยธรรมของคุณว่าคุณจะมีความรับผิดชอบต่อทั้งโลกและลูกหลานในรุ่นหน้าต่อไปขนาดไหน"

 

เขาบอกอีกว่า "ด้วยคุณลักษณะอย่างที่กล่าวมานี้ ก็สามารถทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มหนึ่งที่น่าลองอ่านดู และด้วยความที่จะเป็นหนังสือที่สะท้อนยุคสมัย มันไม่ใช่แค่หนังสือที่มีความสมบูรณ์ในส่วนของเนื้อหา แต่มันจะเป็นหนังสือที่จดจำในฐานะจุดเปลี่ยน และในเรื่องของความรับรู้ในเรื่องสภาวะแวดล้อมโลกในอนาคต หรืออีก 10 ปีข้างหน้า เราไม่รู้ว่าเรื่องสภาวะแวดล้อมของโลกจะเป็นประเด็นใหญ่โตขนาดไหน แต่ที่แน่ๆ ต้องเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าที่เป็น ผมมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเด็นภาวะโลกร้อนหลุดออกมาจากโลกวิทยาศาสตร์ ห้องทดลอง สู่เวทีสาธารณะมากขึ้น และจะกลายเป็นเรื่องที่ต้องตระหนัก"

 

อีกเวทีหนึ่งเป็นการเสวนาเปิดตัวหนังสือ มหันตภัยโลกร้อน Global Warming...เรื่องจริงที่คุณต้องรู้ เรียบเรียงโดย สุพัตรา แซ่ลิ่ม จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 7 เมษายน 2550 โดยมี ภัทร จึงกานต์กุล ผู้ดำเนินรายการข่าวเช้า TITV ดำเนินรายการ

 

ผศ.พงษ์ ทรงพงษ์ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองสถานการณ์ปัญหา 'โลกร้อน' ว่า

 

"มันเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด เพราะคำว่าโลกร้อนเกิดขึ้นได้เพราะอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งโลกสูงขึ้น หลายคนคิดว่าอุณหภูมิขยับขึ้นแค่ 2-3 องศาไม่เป็นไร ไม่ค่อยเดือดร้อน ตอนนี้ค่าเฉลี่ยโดยประมาณอยู่ที่ 0.8 ตัวเลขนี้อาจจะดูน้อย ไม่น่าจะหนักหนาเท่าไร แต่ถ้าไปเกิดขึ้นที่บริเวณน้ำแข็งที่มีอุณหภูมิ 0 องศา น้ำแข็งก็จะละลาย เพราะน้ำแข็งจะละลายตัวที่ 0 องศา ผลจากการที่น้ำแข็งละลายอาจทำให้เกิดน้ำท่วมก็ได้ ฝนแล้งก็ได้ น้ำแล้งก็ได้ เป็นไปได้หมด ผลกระทบที่แต่ละตำแหน่งแต่ละพื้นที่จะได้รับก็ไม่เหมือนกันด้วย

 

อย่างถ้าเราอยู่ในพื้นที่ภูเขาหิมาลัยก็จะรู้สึกว่าน้ำเยอะมาก เพราะน้ำแข็งจากภูเขาละลายลงมา แต่ถ้าอยู่แถวแอฟริกาก็จะรู้สึกว่าแห้งแล้งขึ้นไปเรื่อยๆ โชคดีที่เราอยู่เมืองไทย เพราะอุณหภูมิสูงขึ้นก็จริง แต่ขยับขึ้นไม่มากนัก อุณหภูมิแบบนี้ทำให้ผลกระทบจากโลกร้อนในแต่ละพื้นที่ไม่เท่าเทียมกัน ที่รุนแรงที่สุดเลยคงเป็นที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เพราะมีน้ำแข็งเยอะ ถ้าอุณหภูมิขยับขึ้นนิดนึง น้ำแข็งก็พากันละลาย สัตว์ขั้วโลกอยู่กันไม่ได้ ตอนนี้ปริมาณหมีขาวก็ลดลง น้ำหนักในตัวก็ลดลง เพราะไม่มีพื้นที่จับอาหารกิน พอไปยืนที่น้ำแข็งเปราะบาง เขาก็จะตกน้ำ ในปี 2548 เป็นปีที่มีรายงานว่าหมีขาวจมน้ำตาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ส่วนเหตุการณ์อื่นๆ ก็อย่างเช่นในป่าอะเมซอนที่เป็นป่าดงดิบและเป็นสถานที่ชุ่มชื้นแห่งหนึ่งของโลก ปรากฏว่าตอนนี้ในป่าฝนไม่ตกมาเกือบ 5 ปีแล้ว ต้นไม้จะเหลืออะไร รากไม่มีน้ำให้ดูด ถ้าเป็นสหรัฐที่ประเทศค่อนข้างใหญ่ ตรงกลางๆ ของประเทศก็จะมีพวกภูเขา ตรงนี้จะมีน้ำแข็งสะสมอยู่ในช่วงหน้าหนาวพอหน้าร้อนก็จะละลายลงมาเป็นน้ำให้ได้ใช้กัน และพายุถล่มบ่อยๆ ก็จัดเป็นสภาพโดยรวมของโลกที่เกิดจากภาวะโลกร้อน"

 

ด้าน ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าถึงสภาวการณ์ทางทะเลที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกว่า

 

"อย่างแรกอยากให้ลองคิดเหมือนที่โบราณว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ จะไปแยกมันออกจากกันไม่ได้ ว่าโลกร้อนเกี่ยวกับอากาศ ทะเลไม่น่าจะไปเกี่ยวอะไรด้วย แต่จริงๆ ขอให้คิดว่ากระบวนการทั้งหมดของโลกมีชีวิต และมีชีวิตเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างวนเวียนกันอยู่ในหนึ่งชีวิตนี้ เมื่อโลกร้อนอาจจะเกิดจากกระบวนการทางอากาศที่มีสาเหตุจากหลายๆ สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ทะเลเองก็เป็นตัวกำหนดภูมิอากาศของโลกได้เช่นเดียวกัน เช่น 'เอลนีโญ' นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางกระแสน้ำในมหาสมุทร

 

หลายคนสงสัยว่าแล้วมันมาเกี่ยวข้องอะไรกับประเทศไทยที่มีเพียงแค่อ่าวไทยและทะเลอันดามัน คงจะลืมคิดไปว่าอ่าวไทยเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก ดังนั้นหากเกิดอะไรขึ้นในแปซิฟิก อ่าวไทยย่อมได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ในขณะที่อันดามันอยู่ฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งนับว่าเป็นคนละฝั่งกัน ฉะนั้นถ้าอุณหภูมิในแปซิฟิกร้อนขึ้น ฝั่งอุณหภูมิในอันดามันก็จะเย็นลง สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย หากใครได้ไปเที่ยวอันดามันในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา คงจะสงสัยว่าทำไมน้ำมันเย็นจัง ซึ่งที่ผ่านมาเคยอยู่แค่ที่ 26 องศา ตอนนี้ลดลงเหลือ 22-21-20 องศา นับว่าลดเยอะ

 

อย่างที่สองคือน้ำเริ่มขุ่นมัวทั้งๆ ที่ปีที่แล้วน้ำค่อนข้างใส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดเอลนีโญ อย่างที่สามคือแพลงตอนเยอะมาก ว่ายๆ ไปไหนก็เจอ เวลาดำน้ำไปก็จะรู้สึกยิบๆ ยับๆ หรือที่นักท่องเที่ยวเข้าใจกันทั่วไปว่าแตนทะเล พวกนี้ก็เป็นรายละเอียดยิบย่อยที่ไม่ได้ลงลึก ในเรื่องที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันอย่างการทำประมง การจับปลาทะเล ที่มีปลาตายที่หมู่เกาะตะรุเตา มันมีส่วนเกี่ยวข้องกันหมด จากการที่เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงมากขึ้น เป็นภาวะที่เกี่ยวเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน"

 

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา นักวิทยาศาสตร์และผู้อำนวยการโรงเรียนสัตยาไส เล่าถึงจุดเปลี่ยนแปลงอันตรายที่เกิดขึ้นช่วงไม่กี่สิบปีว่า

 

"เมื่อตอนที่ผมเกิดมาในประเทศนี้ พื้นที่ป่ามี 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้เหลือประมาณแค่ 18 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหายไปเยอะเลย แค่นี้ก็น่าตกใจแล้วว่าทำไมป่าไม้ถึงได้หายไปเยอะแยะขนาดนี้ ซึ่งมันเป็นความผิดของคนรุ่นผมนั่นแหละ เพราะเป็นรุ่นที่ทำลายป่าไม้ ลักลอบตัดไม้ โดยที่ไม่เคยคิดถึงส่วนรวมเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกของเรา แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศของเราประเทศเดียว ทั่วโลกมีการตัดไม้ทำลายป่ากันเต็มไปหมด

 

สมัยผมเป็นเด็กยังไม่ค่อยมีมลพิษมากเท่าใด เพราะเราขี่จักรยานไปทำงาน รถรายังไม่ค่อยมี ผิดกับสมัยนี้ที่มีแต่การใช้เชื้อเพลิงที่ต้องเผาไหม้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้นไปเรื่อยๆ ปัจจุบันทั่วโลกมีแต่การใช้น้ำมัน ใช้พลังงาน และที่มองไม่เห็นคือระดับน้ำทะเลมันสูงขึ้นทีละนิดๆ 2 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นจำนวนน้อยที่เราไม่รู้สึก แต่ถ้าไปตรงชายทะเลจะสังเกตเห็นได้ว่าน้ำเข้ามามากขึ้นกว่าแต่ก่อน น้ำเริ่มท่วมเข้ามา ป่าชายเลนค่อยๆ เริ่มหมดสภาพไป เหล่านี้เป็นสิ่งที่เห็นอยู่ตลอดเวลาในประเทศไทย

 

ที่เคยมีคนพูดถึงว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ อาจเป็นเรื่องจริงได้ เพราะทุกวันนี้น้ำเริ่มเซาะฝั่งเข้ามามากขึ้น ยกตัวอย่างทะเลแถวบางขุนเทียน แต่เดิมจะมีหลักปักแดนว่าเป็นดินแดนของประเทศไทยปักไว้อยู่จุดหนึ่ง เมื่อหลายสิบปีก่อนชาวบ้านแถบนั้นเล่าว่าหลักอันนี้ปักอยู่บริเวณผืนดิน แต่ทุกวันนี้น้ำทะเลเริ่มท่วมเข้ามา กลายเป็นหลักถูกปักไว้อยู่กลางทะเล สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าน้ำทะเลเริ่มกัดเซาะกินผืนดินของประเทศเข้ามาเรื่อยๆ อย่างไม่รู้ตัว"

 

ดร.อาจอง กล่าวอีกว่า "โลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด อย่างในประเทศไทย การที่เกิดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวที่แม่ริม แม้ว่าจะไม่มากนัก แต่การที่เกิดศูนย์กลางได้แสดงว่าเปลือกโลกใต้ประเทศไทยเริ่มแตกแยกมากขึ้น เริ่มมีรอยร้าวเกิดขึ้นซึ่งแต่ก่อนไม่มี อย่างในกาญจนบุรีมีรอยร้าวอยู่ใต้เขื่อนค่อนข้างใหญ่ มีคนออกมาบอกว่าไม่เป็นไร เพราะเขื่อนสร้างไว้แข็งแรงมาก แต่ถ้าหากรอยร้าวนั้นต่างฝ่ายต่างเลื่อนออก แน่นอนว่าเขื่อนย่อมพัง แล้วทีนี้ทั้งคนและสัตว์ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็ต้องตายลงไปด้วย

 

ภาวะนี้เกี่ยวข้องกับโลกร้อนอย่างไร เป็นสิ่งสำคัญที่ผมพยายามเตือนนักวิทยาศาสตร์มาตลอด เมื่อโลกร้อนขึ้นและระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำทะเลไปถ่วงโลกไว้ข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้างหนึ่ง อย่างที่ทราบกันว่าโลกข้างหนึ่งมีมหาสมุทรแปซิฟิกที่กว้างใหญ่มาก ในขณะที่อีกข้างหนึ่งมีมหาสมุทรเล็กๆ นอกนั้นก็เป็นทวีปต่างๆ เป็นแผ่นดิน ทีนี้พอระดับน้ำทะเลสูงขึ้นมันก็จะไม่มีผลต่อพื้นที่ที่เป็นแผ่นดิน แต่น้ำหนักจะไปเพิ่มที่อีกฟากหนึ่ง ทีนี้จะทำให้โลกเริ่มแกว่ง คล้ายกับลูกข่าง โลกก็จะเริ่มปรับตัวเอง เปลือกโลกก็จะเริ่มขยับ แผ่นดินบางพื้นที่อาจจะทรุด แล้วอาจจะมีบางพื้นที่ที่มีแผ่นดินเกิดขึ้นมาใหม่ บางพื้นที่ที่เป็นหมู่เกาะก็อาจจะหายไปเลย

 

ที่น่าสงสารคงจะเป็นญี่ปุ่น เพราะพื้นที่ประเทศค่อยๆ เอียงลงไป สำหรับประเทศไทยแผ่นดินเริ่มจม อาจจะทำให้น้ำท่วมได้ในที่สุด ภาคกลางของประเทศไทยถือได้ว่าอยู่ในเขตอันตรายเช่นเดียวกัน เพราะหากว่าน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้ หรือบนภูเขาละลายหมด แน่นอนว่าระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นประมาณ 8 เมตร ซึ่งภาคกลางคงอยู่ไม่ได้ เพราะว่าอยู่เหนือกว่าระดับน้ำทะเลเพียงแค่หนึ่งเมตรกว่าๆ ฉะนั้นน้ำทะเลจะทะลักเข้ามา แต่ผมคิดว่าคงไม่ถึงขั้นนั้นหรอก

 

ตอนนี้ที่เป็นอยู่คือเปลือกโลกเริ่มเคลื่อนไหว รอยร้าวใต้เปลือกโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดแผ่นดินไหวเพิ่มมากขึ้น อย่างแถบอินโดนีเซียที่เกิดเพิ่มขึ้นเยอะมาก เกิดสึนามิบ่อยครั้ง และจะมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายๆ จุดด้วยกัน ฉะนั้นภาวะโลกร้อนเกี่ยวข้องกับเปลือกโลกที่ต้องปรับตัวของมันเองให้เข้ากับสภาพที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ตัวมันเองเกิดสภาวะที่สมดุลขึ้นมาใหม่"

 

หายนภัยที่เกิดจาก 'วิกฤติโลกร้อน' ถือเป็นบทเรียนที่ทุกคนต้องมีส่วนสำคัญในการลดภาวะความรุนแรงดังกล่าวลง และหนังสือเหล่านี้น่าจะเป็นข้อมูลต่อการสร้างจริยธรรมเพื่อปกป้องโลกได้เป็นอย่างดี

ทีมข่าวจุดประกายวรรณกรรม : รายงาน

http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20070403/news.php?news=column_23367573.html

แนะนำเมื่อ 29ต.ค. 55
0ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,911,502 ครั้ง