มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

เทพบุตรเดินดินแห่งวงการนักเขียน สุวัฒน์ วรดิลก (รพีพร)

 

เมื่อ 12ปีที่แล้ว "ญิบ พันจันทร์" ได้เขียน "เกิด โต แก่ ตาย 72ปี สุวัฒน์ วรดิลก" นับเป็นหนังสือที่มีข้อมูลดีเล่มหนึ่ง ที่ได้เขียนถึงเทพบุตรเดินดินแห่งวงวรรณกรรมไทยคนนี้ โดยญิบได้ส่งต้นฉบับให้ 'ขรรค์ชัย บุนปาน' ซึ่งรับหน้าที่จัดพิมพ์ เพื่อให้ทันงานวันเกิดของคุณสุวัฒน์ วรดิลก ในปีนั้น

 

ต่อมาหนังสือเล่มนี้ คุณสุวัฒน์ได้มอบให้ห้องสมุดกรมการศึกษานอกโรงเรียนด้วยตนเอง มีตัวแทนสมาคมนักเขียนและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

 

ย้อนไปในอดีต เย็นวันหนึ่งผมได้เดินทางไปโรงแรมศรีราชาลอร์ดร่วมกับเพื่อนๆ ของญิบ พันจันทร์หลายคน ซึ่งคุณสุวัฒน์ วรดิลก หรือ "พี่อู๊ด" ของน้องๆ นั่งคอยอยู่ก่อนแล้ว เมื่อพูดคุยกันอย่างกันเองในวันนั้น เรื่องราวต่างๆ ในอดีตจึงลื่นไหลออกมาจากความทรงจำ ขณะเดียวกันก็มีหลายๆ ทัศนะที่น่าคิดและน่าเผยแพร่อย่างยิ่ง เช่น

 

เมื่อพูดถึงความเป็นมนุษย์ พี่อู๊ดบอกว่า คนเราเกิดอย่างไร ที่ไหนไม่สำคัญ แต่ตายอย่างไร ที่ไหน สำคัญกว่า

 

เมื่อโต อย่าโตแต่ตัว อย่าโตคนเดียว

 

เมื่อแก่ แก่แล้วก็อย่าหยุดโต

 

เมื่อตาย อย่าตายก่อนตาย (พยายาม) ตายแล้ว ไม่ตาย...

 

นอกจากนี้แล้วพี่อู๊ดยังพูดถึงความตายของตัวเองตามหลักอนิจจัง รวมทั้งบอกว่า ทุกคนต้องระวัง อย่าให้เสียคนตอนแก่ จากนั้นมีการยกตัวอย่างให้พวกเราได้เรียนรู้กัน

 

พวกเราฟังแล้วร่วมกันถกประเด็นนี้เนิ่นนาน โดยเฉพาะชีวิตของคนเขียนหนังสือว่าใครตายแล้วทั้งๆ ที่ยังเดินอยู่ ใครยังไม่ตายทั้งๆ ที่เสียชีวิตมานานแล้ว

 

เมื่อวันที่ 16เมษายนที่ผ่านมา ฉัตรชัย วรดิลก บุตรชายบุญธรรมของสุวัฒน์ วรดิลก ศิลปินแห่งชาติ เปิดเผยว่า "คุณพ่อเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง คืนวันที่ 15เมษายน ขณะนอนดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้านพักอำเภอศรีราชา ชลบุรี กำลังหัวเราะอย่างมีความสุข ก่อนจะเกิดอาการสะอึกแล้วนิ่งไป ญาติๆ รีบเรียกรถพยาบาล แต่พบว่าท่านสิ้นลมไปแล้ว"

 

พวกเราไปเคารพศพที่วัดมกุฏกษัตริยาราม ศาลา 7จึงทำให้นึกถึงคำพูดของพี่อู๊ดเรื่อง เกิด โต แก่ ตาย เมื่อ 12ปีที่แล้ว โดยศาลา 7เต็มไปด้วยสิ่งรำลึกถึงความดีงามของพี่อู๊ดเต็มไปหมด ไม่ว่าทั้งด้านความคิด การเมือง สังคม วัฒนธรรม ซึ่งน้ำใจของพี่อู๊ดที่เคยให้ใครต่อใครได้ย้อนไหลกลับมาไม่ขาดสาย

 

ที่ศาลา 7วันที่สอง พวกเราพบญาติน้ำหมึกที่ได้อ่านข่าว เดินทางมารำลึกไว้อาลัย แต่ละคนที่มาล้วนนิยมชมชอบงานเขียน งานละคร งานภาพยนตร์ และงานอื่นๆ ของพี่อู๊ด คนเหล่านั้นล้วนไม่เคยพบกับพี่อู๊ดมาก่อน

 

บุตรชายยังบอกว่าคุณพ่อเคยผ่าตัดหัวใจเมื่อหลายปีก่อน สามปีที่แล้วเข้าผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ จนกระทั่งมาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน รวมอายุได้ 84ปี "การสวดพระอภิธรรมศพ จะตั้งศพที่ศาลา 7วัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 17-23เมษายน 2550เป็นเวลา 7วัน จากนั้นเก็บไว้ 100วัน และขอพระราชทานเพลิงศพต่อไป"

 

ด้วยน้ำใจที่มีแต่ให้ บุตรชายบอกว่า "ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ได้เปรยๆ ว่าอยากหาทุนมาช่วยเหลือนักเขียน โดยอยากหาทุนมาสนับสนุนมูลนิธิเพ็ญศรี-รพีพรให้มากขึ้น เพื่อจะได้มีเงินทุนในมูลนิธิไว้ช่วยเหลือนักเขียนที่ประสบปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะนักเขียนสูงอายุ แต่ยังไม่ได้ทำท่านก็มาเสียชีวิตเสียก่อน" ที่ศาลา 7ผมนั่งมองใบหน้าอันยิ้มแย้มของพี่อู๊ด พร้อมกับตอบคำถามที่พี่เขาเคยถามผมว่า

 

"นักเขียนรุ่นใหม่ จะเกิดในโลกวรรณกรรมได้อย่างไร?"

 

"นักเขียนหลายคนเกิดแล้ว บางคนก็เติบโต แต่ทำไมบางคนไม่โต?"

 

"เพราะอะไร นักเขียนบางคนจึงตายก่อนตายจริง?"

 

"ทำไมหลายคนยังไม่ตาย แม้ร่างกายดับแล้ว?"

 

"คนเราเกิดมาแล้วต้องถามตัวเองว่าจะอยู่อย่างไรจึงจะมีคุณค่าสมกับที่เกิดมา?"

 

"โตอย่างไรจึงเหมาะสมที่เกิดมาเป็นมนุษย์?"

 

"แก่อย่างไรจึงจะเป็นอย่างมะพร้าวยิ่งห้าวยิ่งมัน?"

 

"แล้วเราจะตายอย่างไร จึงจะไม่ตาย?"

 

คำถามเหล่านั้นสำหรับผมแล้ว สุวัฒน์ วรดิลก หรือ "รพีพร" หรือ "พี่อู๊ด"....เป็นทั้งคำถามและคำตอบให้กับพวกเราทุกคนแล้ว

 

-1-

 

สุวัฒน์ วรดิลก บอกว่า นักเขียนมีความสุขจริงในการเขียนหาเงินได้ มีชื่อเสียง แต่ต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่ามันเป็นช่วงจังหวะ คือ วงวรรณกรรมจะให้สิ่งเหล่านั้นแก่ใครคนใดคนหนึ่งตลอดชีวิตไม่ได้ แต่ละคนมีช่วงน้ำขึ้นในชีวิตตนเอง เว้นแต่ว่านักเขียนคนนั้นรู้จักพัฒนาตนเอง มีการศึกษาสังคม ศึกษาปัญหาต่างๆ โดยรอบด้าน ทำความคิดของตัวเองให้เป็นน้ำที่ไหลไปไม่หยุด

 

"ที่ผ่านมาเท่าที่สังเกต พี่พบว่าคนในวงวรรณกรรมนั้นมีข้อเสียอยู่นิดเดียว คือพอมีชื่อเสียงแล้วลืมตัว คิดว่านั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต คุณศักดิ์ชัย บำรุงพงษ์ เคยพูดว่า ทุกคนจะประสบความสำเร็จสมบูรณ์ในชีวิตไม่ได้ เพราะเราต้องอยู่เพื่อพัฒนาไปสู่ความสำเร็จที่สูงสุดเช่นเดียวกับเรื่องประชาธิปไตย ที่พูดกันว่าประชาธิปไตยสมบูรณ์นั้น มันยังไม่มี มีแต่การพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ดีกว่า ทั้งสองอย่างนี้กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาทั้งนั้น แต่หลายคนไม่เข้าใจก็ต้องตกเวทีประวัติศาสตร์ไปก่อน"

 

เมื่อเป็นนักเขียนนานเข้า พี่อู๊ดว่ามีเสียงเรียกร้องภายในเกิดขึ้น นั่นคือรู้สึกว่าเขียนหนังสืออย่างเดียวไม่พอต้องทำงานเพื่อส่วนรวมด้วย

 

"โดยเฉพาะเรื่องการเมือง หากเราไม่เล่นมัน มันก็เล่นเรา และบางครั้งมันไม่เล่น แต่มันเอาจริงกับเรา ดังนั้นนักเขียนต้องสนใจการเมืองด้วย พี่เองต้องเสียเวลาในคุกไปหลายปี

 

แต่บางครั้งก็ยังมีคนทำให้คิดว่านักเขียนบางคนไม่ได้ไปเสียเวลาที่ไหน แต่เขาก็ตายก่อน บางคนเขียนงานได้ไม่เท่าไหร่ก็ตายแล้ว โดยเฉพาะนักเขียนที่รับใช้อำนาจรัฐยิ่งตายเร็วกว่า บางทีเขาตายตั้งแต่ยังไม่โต"

 

-2-

 

สุวัฒน์ วรดิลก หรือ "รพีพร" ได้พูดถึงตัวเองว่า...รู้สึกว่าตัวเองผิดพลาดเยอะ ส่วนทำถูกมีน้อย ชีวิตเหมือนศิลปินทั่วไป คลุกคลีกับศิลปินมาก จึงคล้อยไปตามเขา อารมณ์และเวลาที่ควรจะใช้ในการเขียนหนังสือสร้างสรรค์ผลงาน กลับเอามาใช้ในชีวิตส่วนตัวเสีย เมื่อเราอายุมากขึ้นจึงคอยเตือนคนอื่น อันนี้อาจได้ประสบการณ์จากที่เอาอย่างนักเขียนใหญ่บางท่านที่ใช้ชีวิตไม่ค่อยมีอนาคต ไม่นึกถึงอนาคต ท่านไม่รับผิดชอบอะไร แต่เราต้องรับผิดชอบน้องๆ รับผิดชอบแม่ รับผิดชอบที่บ้าน

 

เรื่องรับผิดชอบผมไม่ค่อยพลาด แต่เรื่องที่ไม่ได้สะสมไว้ในอนาคต เป็นเรื่องที่ผิดพลาด

 

อีกประการหนึ่ง การไว้ใจคน เราไม่ค่อยมองใครเป็นศัตรู มองเป็นมิตรหมด เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นเราก็ลำบาก ไม่นึกว่ามิตรบางคนจะกลายเป็นศัตรูไป แต่ก่อนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองเราก็ไม่สนใจ ไม่เข้าใจในสภาพสังคมไทย จึงถูกครอบงำอยู่เรื่อย โดยเฉพาะระบบเจ้าขุนมูลนายเก่าๆ เป็นระบบที่อันตรายมาก สำหรับคนที่มีอุดมการณ์หรือคนที่ใช้แรงงานทั่วไป เขาต้องการระบบที่เขากดขี่ได้ตลอดเวลา ต้องการให้มีระดับชนชั้นที่ต่างกันได้

 

ที่พลาดอีกอย่างหนึ่งคือการที่เราใช้ชีวิตตามอารมณ์ นึกจะทำไนต์คลับ จะทำร้านอาหารก็ทำ น่าเสียดายเงินมันสูญเปล่า แทนที่จะได้สะสมไว้เพื่อทำประโยชน์อย่างอื่นก็ไม่ได้ทำ แล้วยังมีช่วงเวลาที่เราขาดการศึกษาโดยเฉพาะช่วงที่มีชื่อเสียงในวัยหนุ่ม อายุ 25-26ปี ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในด้านเวทีการแสดง ทั้งในด้านหนังสือ อันนี้ทำให้ขาดช่วงการศึกษา แทนที่เราจะมาศึกษาอะไรต่างๆ ต่อเพื่อความรู้ของตัวเอง แม้แต่ภาษาอังกฤษก็ทอดทิ้ง เมื่อก่อนนี้อ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ก็ทิ้งหมด

 

จนกระทั่ง พ.ศ.2495อายุ 30แล้วจึงหูตาสว่าง ได้อ่านหนังสือสังคมอื่นเขาบ้าง แต่ก่อนอ่านแต่หนังสือของไทย คิดว่าวิเศษ ปรากฏว่าไปเจอเรื่องของหลู่ซิ่น เราจึงรู้สึกว่าวรรณกรรมของสังคมอื่นที่ดีกว่าสังคมไทยมีมาก รู้สึกเสียใจ เสียดายเวลาที่เราทอดทิ้ง

 

หันไปร่วมการเคลื่อนไหวกับพวกธรรมศาสตร์ใน พ.ศ.2495-2496ก็ถูกสอบสวนเรื่อง "กบฏสันติภาพ" ไปเมืองจีนกลับมาก็สมัครผู้แทนฯ แต่เรายังไม่รู้จักสังคมไทย เพราะถ้ารู้จักสังคมไทย ถึงไม่สมัครผู้แทนฯ ก็ทำงานได้ จะมีชีวิตอยู่อย่างสบาย เป็นชีวิตที่มีความหมาย แม้เขาจะเพ่งเล็งก็ทำอะไรเราไม่ได้ แทนที่จะเสียเวลา 4ปีในคุก

 

ออกจากคุกแล้วก็ยังใช้ชีวิตแบบหมดหวัง มองว่าสังคมไทยจะไปไม่รอด จึงเขียนนวนิยายน้ำเน่าเยอะ แล้วแต่เขาจะให้เขียนอะไร เว้นแต่เรื่องที่ผิดศีลธรรมเท่านั้นที่ไม่กล้าเขียน เรื่องที่เน่าไม่มากก็รับจ้างเขาเขียน เขียนทั้งวิทยุ ทีวี หนังสือเล่มเอาหมด แม้ทำบทหนังตอนออกจากคุกก็ใส่ชื่อคนอื่น ตอนนั้นยังไม่มีนามปากกา "รพีพร" ยอมแม้เป็นนักเขียนผี คือเขียนแทนเขา สมัยเขียนบทละครก็เป็นมาแล้ว คือเขียนใช้ชื่อคนอื่นมาก เพราะชื่อเราชื่อเดียวใช้บ่อยๆ ก็จะช้ำเสียหมด เรื่อง "โบตั๋น" คราวเขียนบทละครก็ใช้ชื่อ "เสน่ห์ โกมารชุน" เพราะเรื่องนั้นเสน่ห์เขามาเล่าให้ฟัง

 

การประกอบอาชีพการเขียนหนังสือมีอันตรายมากกว่าอาชีพอย่างอื่น มันไม่มั่นคง รัฐก็ไม่มีหลักประกันอะไรให้ ไม่มีบำเหน็จบำนาญอย่างเดียวกับชาวนาและกรรมกร พวกเขามีอาชีพที่ต้องใช้แรงงาน เมื่อวัยมากเข้าก็ทำงานไม่ได้ แต่เราใช้แรงสมองยังทำงานได้ อันนี้แหละที่เราต้องบำรุงสมอง ทำอย่างไรให้พัฒนาตนเองอยู่เรื่อยๆ

 

นักเขียนอาชีพหลายคน ถ้าเราไปถามดู เขาจะรู้สึกหวาดหวั่นในอนาคตของเขา เมื่อเขาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว เขาจะถามตัวเองว่าต่อไปใครจะซื้อเรื่องของเราบ้าง เขาต้องการเรื่องของเราอีกไหม คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่น่ากลัว เราจะไปถามว่าตัวเองจะไปประกอบอาชีพอะไรอีกล่ะ มันก็ไม่มีทาง เพราะอายุเราก็มากขึ้น อันนี้อยากจะฝากนักเขียนใหม่ๆ เอาไว้ว่า นักเขียนยังไม่มีหลักประกันแต่อย่างใด พอหมดความหมายก็ต้องจากไป

 

เมื่อก่อนอยู่สบายเพราะพาณิชยกรรมเข้ามาครอบงำ เราเขียนหนังสือเพื่อเอาไปซื้อที่ดิน ซื้อรถยนต์ มากกว่าที่จะเขียนหนังสือเพื่อให้ประโยชน์แก่คนอื่น อันนี้ผิดพลาดมาก

 

อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะฝากนักเขียนรุ่นน้อง คือต้องรับใช้สังคม รับใช้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเขียนที่ก้าวหน้าแล้ว ต้องระวังเรื่องชีวิตส่วนตัว เท่าที่ผ่านมามีหลายคนที่ไม่ได้ระมัดระวัง จนกระทั่งมีคำกล่าวว่าความคิดเขาเป็นสังคมนิยม แต่ความเป็นอยู่เป็นทุนนิยม อย่างนี้เป็นความคิดที่ไม่ถูก ทุกอย่างต้องดี

 

ชีวิตคนความผิดพลาดมันมีอยู่ทุกระยะ แล้วแต่ว่าจะมีมากหรือมีน้อย แต่เราก็ต้องพยายามแก้เมื่อรู้สึกตัว

 

-3-

 

สุวัฒน์ วรดิลก ถูกจับวันที่ 15มกราคม 2501ศาลฎีกาตัดสินจำคุก 5ปี อยู่ในคุกได้ 4ปี ในหลวงเสด็จกลับจากต่างประเทศ จึงได้รับพระราชทานอภัยโทษ ได้อิสรภาพเมื่อวันที่ 15มกราคม 2505

 

พี่อู๊ดหรือสุวัฒน์เล่าว่า พอออกมาจากคุกคืนแรก พล.ต.ต.ชัช ชวางกูร ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลตอนนั้น มารับไปรับประทานข้าวที่บ้าน พล.ต.ต.ชัช เวลานั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาคอมมิวนิสต์ เคยสอบได้ที่หนึ่งของซีไอเอภาคตะวันออก

 

เนื่องจากสุวัฒน์มีฝีมือการทำโทรทัศน์และเขียนบทโทรทัศน์จนเป็นที่ร่ำลือ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ต้องการสร้างละครทีวีด่าเขมร จึงถูกติดต่อให้เขียนบทละคร แต่สุวัฒน์ไม่เห็นด้วย จึงเลี่ยงโดยขอไปบวชก่อน ต่อมาคืนวันที่ 22ตุลาคม 2505มีรายการทีวีของกรมประมวลราชการแผ่นดิน งานนี้จอมพลสฤษดิ์สั่งไว้ว่าให้ทำละครเกี่ยวกับการเลิกทาส แล้วลงท้ายด้วยการเผาฝิ่น พล.ต.ต.ชัช ชวางกูร จึงติดต่อให้สุวัฒน์มาทำอีก โดยละครเรื่องนี้ตั้งชื่อว่า "โดยพระบารมีมหาราชเจ้า" เขียนโดยใช้นามปาก กา เพราะชื่อ สุวัฒน์ วรดิลก ใช้ออกอากาศไม่ได้

 

ในจอทีวีบอกว่า ละครเรื่องนี้จัดเสนอโดยกรมประมวลข่าวกลาง พล.ท.รัศมี รัสนิวัต เจ้ากรมให้เค้าโครงเรื่อง พล.ต.ต.ชัช ชวางกูร สร้างบท นำแสดงโดย อาคม มกรานนท์, รำไพ ปรีเปรม, บุศรา นฤมิตร ฯลฯ

 

หนังสือพิมพ์ลงข่าวชื่นชมละครเรื่องนี้ มีอยู่ฉบับหนึ่งรายงานว่าท่านนายกฯ จอมพลสฤษดิ์ พอใจถึงกับเอ่ยปากชม พล.ต.ต.ชัช ชวางกูร ว่า "ลื้อออกจากราชการไปรับจ้างเขียนบทละครเถอะวะ เขียนได้ยังกะมืออาชีพ" จนเวลาผ่านไปกระทั่งต้นปี 2506มานิต ศรีสาคร บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดลิเมล์วันจันทร์ ได้ให้ครูสันต์ เทวรักษ์ ที่ปรึกษา มาขอให้สุวัฒน์เขียนนวนิยายให้เดลิเมล์วันจันทร์ หลังจากนามปากกา "รพีพร" มีชื่อจากเรื่อง "ภูติพิศวาส" ในแสนสุขรายสัปดาห์

 

และในเดลิเมล์หนังสือรายสัปดาห์ที่ "ฮิต" ที่สุดในยุคนั้นนี่เอง สุวัฒน์จึงตกลงเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง "ลูกทาส" ให้โดยเอาเรื่องพระบารมีมหาราชเจ้ามาขยายเป็นเรื่อง "ลูกทาส" อีกที

 

"ลูกทาส" ลงพิมพ์ใน "เดลิเมล์วันจันทร์" จนจบ ระหว่างนั้น น้อย กมลวาทิน ขอซื้อไปสร้างเป็นภาพยนตร์ (16มม./พากย์) เข้าฉายครั้งแรกที่โรงภาพยนตร์ "แกรนด์" โดยมี ไชยา สุริยัน, พิศมัย วิไลศักดิ์, รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง นำแสดง

 

เพลงประกอบเรื่องของ สมาน กาญจนผลิน ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองพระราชทาน พ.ศ.2507เช่นเดียวกับสุวัฒน์ผู้เขียน ได้รับในฐานะเจ้าของบทประพันธ์ยอดเยี่ยม (เข้ารับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 17มีนาคม 2508ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

 

ในปี 2522ลูกทาส ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ 35เสียงในฟิล์ม ต่อมาปี 2532ชุติมา สุวรรณรัต นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์โทรทัศน์ ช่อง 11อีก และในปี 2532คณะกรรมการซึ่งมี จำนงค์ รังสิกุล เป็นประธาน ได้พิจารณาตัดสินให้ "ลูกทาส" ได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ ในฐานะบทประพันธ์ยอดเยี่ยมอีกครั้ง

 

หลังจากนั้น "ชมรมเพื่อนโดม" ศูนย์รวมศิษย์เก่าทุกรุ่นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ประชุมตกลงให้สุวัฒน์นำเอา "ลูกทาส" มาสร้างเป็นละครเวที วันเดียวสองรอบ ในวันเสาร์ที่ 23ตุลาคม 2536เสนอในนามสมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ เป็นประธานชมรม วัตถุประสงค์ในการเสนอละครลูกทาสครั้งนี้ คือ ก่อตั้งกองทุน "สุวัฒน์ วรดิลก" เพื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงเพียงวันเดียวหาเงินให้มหาวิทยาลัยได้เกือบล้านบาท

 

-4-

 

สุวัฒน์พูดถึงบ้านที่แหลมฉบังว่า...."ไม่คิดว่าชีวิตจะหมุนกลับมาอยู่ที่ที่เคยอยู่...เมื่ออายุได้ 10ขวบ คุณพ่อเป็นเจ้าเมืองชลบุรี ราวปี 2476-2477ตอนนั้นรู้สึกว่าเมืองชลบุรีน่าอยู่ และคิดแบบเด็กๆ ว่าวันหนึ่งน่าจะกลับมาอยู่ที่นี่ แล้วก็ได้กลับมาอยู่ที่แหลมฉบังอย่างไม่คาดคิด"

 

สุวัฒน์กับเพ็ญศรี พุ่มชูศรี หรือ "พี่โจ๊ว" มาซื้อบ้านที่แหลมฉบังเมื่อปี 2525เหตุผลสำคัญก็คือเพราะมีต้นมะขามใหญ่หน้าบ้าน มะขามต้นนี้มีอายุไม่น้อยกว่า 60ปี โดยบ้านหลังนี้ปลูกไว้แล้วในพื้นที่ 100ตารางวา รอบๆ บ้านก็มีแต่ไร่มันสำปะหลังใบเขียวชอุ่ม คนยังไม่ค่อยมี ทั้งบ้านทั้งที่เขาขายเพียงสามแสนห้าหมื่นบาทเท่านั้น อากาศก็ดี เลยตัดสินใจซื้อ ผ่อนกับธนาคารไม่นานก็หมด ภายในบ้านนอกจากจะมีคนแล้ว ยังมีสุนัขซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่สุวัฒน์และเพ็ญศรีโปรดปรานอีกด้วย

 

แต่อีก 13ปีต่อมา บริเวณรอบๆ บ้านที่แหลมฉบัง ความเขียวเริ่มหายไป ไร่มันสำปะหลังไม่มีให้เห็น พื้นที่สีเขียวสองข้างทางเข้าบ้านมีตึกขึ้นมาแทน มีโรงงานขนาดใหญ่ มีคอนโดมิเนียม มีตึกแถว ตลาดสี่มุมเมือง และถนนสี่เลนสายใหม่จากกรุงเทพฯ-พัทยา เข้ามาแทนที่ นี่คือนโยบาย "อีสเทิร์น ซีบอร์ด" โดยบ้านราคาสี่แสนห้าหมื่นบาทที่เคยสร้างนั้น มีคนมาขอซื้อต่อในราคาสองล้านห้าแสนบาท

 

แต่เพราะรักต้นมะขาม สุวัฒน์ วรดิลก จึงไม่ขาย

 

-5-

 

บนถนนนักเขียน สุวัฒน์ วรดิลก บอกว่ามีความใฝ่ฝันอย่างเดียวคืออยากมีชื่อเสียงตามแนวคิดตอนวัยหนุ่ม หรืออยากวัดรอยเท้านักเขียนที่ตนเองชื่นชอบอย่าง "ศรีบูรพา" หรือ "ยาขอบ" นักเขียนรุ่นใหญ่ในสมัยนั้น

 

"เมื่อพี่เขียนหนังสือมีชื่อเสียงจนกระทั่งผู้อ่านเห็นชื่อ แล้วยินดีควักกระเป๋าซื้อ ตอนนั้นแหละรู้สึกว่าควรจะเขียนหนังสือก่อร่างสร้างตัวได้แล้ว"

 

จากการอ่านผลงานต่างๆ ของสุวัฒน์ วรดิลก เห็นได้ชัดว่าความคิดในการเขียนหนังสือ ไม่เคยหยุดนิ่ง เปลี่ยนไปตามวัย เปลี่ยนไปตามภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ดังนั้นงานเขียนจึงสอดคล้องในแต่ละยุคสมัย

 

"นักเขียนไม่ควรเขียนตามตัวตั้งแต่เกิดจนตาย หากเป็นเช่นนั้นเขาอาจตายก่อนตาย นักเขียนที่ดีต้องมีการปรับตัวไปสู่ความคิดที่ดีกว่าตลอดเวลา"

 

สุวัฒน์ วรดิลก เขียนหนังสือตั้งแต่ปี 2485พอถึงปี 2495แนวคิดก็เปลี่ยนไปหันมาเขียนหนังสือเพื่อรับใช้สังคมหรือเขียนหนังสือที่ชวนให้ตำรวจมาจับ เช่น เขียนเรื่อง "ผิดแผ่นดิน" ทำละครในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะได้อ่านความคิดของนักเขียนจีนและรัสเซีย ทำให้ได้คิดว่านักเขียนอีกซีกโลกหนึ่งนั้น เขาเขียนไม่เหมือนที่พวกเราเขียนจำเจกันอยู่ ไม่เหมือนเรื่องของซอมเมอร์เซ็ท มอห์ม ของกีย์ เดอร์ โมปาสซังก์ ไม่เหมือนเรื่องที่เคยอ่านๆ กันมาก่อน เพราะเรื่องของเขาอ่านแล้วชวนให้คิดเป็นเรื่องของการรับใช้ชีวิต รับใช้สังคม รับใช้การเมืองบ้านเขา

 

แต่อย่างไรก็ตาม สุวัฒน์ วรดิลก ก็ยอมรับว่า ในฐานะที่ตัวเองเป็นนักเขียนอาชีพ ไม่มีเงินเดือนประจำ ก็มีความจำเป็นในการเขียนหาเงินเพื่อครองชีพด้วย โดยแนวการเขียนหนังสือของพี่อู๊ดนั้น แบ่งออกได้เป็น 3เพื่อด้วยกัน คือ 1.เพื่อการครองชีพหรือเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ "งานแนวนี้ของพี่มีน้ำเน่าอยู่ประปราย แต่ไม่เน่ามาก เน่าขนาดพอรดผักรดหญ้าได้" 2.เพื่ออุดมการณ์ คือเขียนไปตามที่ผู้เขียนฝันว่าจะให้ชีวิตคนเป็นอย่างไร ฝันที่จะให้สังคมเป็นไปเช่นไร และ 3.เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเขียนเพื่อส่วนรวมโดยแท้ หรือเขียนเพื่อการกุศลต่างๆ ไม่ว่าจะเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

 

-6-

 

ในทัศนะของสุวัฒน์ วรดิลกแล้ว นักเขียนแต่ละคนก็เป็นปุถุชน ต่างกันในความคิด ความสำนึก รวมทั้งพื้นฐานในชีวิตก็ล้วนต่างกัน เมื่อมาเป็นนักเขียนมีชื่อเสียงเกียรติยศ เงิน เข้ามาเกี่ยวข้อง คนแต่ละคนที่เป็นนักเขียนก็ยิ่งต่างออกไป แต่ที่โหดร้ายที่สุดก็คือการที่นักเขียนทำลายนักเขียนกันเอง

 

สุวัฒน์บอกอีกว่า นักเขียนต่างกับนักข่าว เพราะนักเขียนเป็นงานที่ต้องทำคนเดียว ส่วนนักข่าวต้องทำงานเป็นทีม โดยเฉพาะกรณีเรื่องสมาคมนักเขียนนั้น ใจจริงแล้วสุวัฒน์ไม่เคยคิดจะตั้งสมาคมนักเขียนเลย แต่มีแรงผลักดันมาจากคนอื่นๆ ซึ่งในใจต้องการตั้งเป็นชมรมนักเขียนเท่านั้น เป็นชมรมดีที่สุด เพราะไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายมาเกี่ยวข้อง นักเขียนสะดวกใจในการพบปะกัน ไม่ต้องมีรายงานการประชุม ไม่ต้องติดต่อกับใครมาก ไม่มีกรอบกฎหมายมาบังคับ..นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สุวัฒน์ วรดิลก เป็นคนคัดค้านการก่อตั้งสมาคมนักเขียน จนมีนักเขียนต่อต้านหลายคน

 

"การเลือกตั้งนายกสมาคมนักเขียนครั้งแรก เขามีวิธีการแปลกๆ ที่พี่ไม่อยากเปิดเผย มันสกปรกเหมือนการเลือกตั้ง ส.ส.เข้าสภา"

 

ในส่วนนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า คนที่จะมาลงคะแนนเสียงได้นั้น ต้องเป็นสมาชิกของสมาคม แต่จุดอ่อนอย่างหนึ่งก็คือสมาชิกสมาคมบางคนไม่มาลงคะแนนเสียง ดังนั้นคนบางกลุ่มก็เอาคนของตนเองมาสมัครเป็นสมาชิกในตอนเช้า นั่งรอจนบ่ายก็ลงคะแนนเสียง

 

"พวกที่มาเป็นพวกหนังสือพิมพ์เก่าแก่ฉบับหนึ่ง สมัยนั้นหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ด่าพี่มาตลอด พอพี่เห็นเขาเล่นกันอย่างนั้นพี่ก็กลับ ไม่ได้อยู่ลงคะแนนเสียง พี่ไปเยี่ยมพ่อที่ป่วยอยู่ที่ศรีราชา"

 

หลังการเลือกตั้ง วันนั้นมีการเลี้ยงบรั่นดีกัน แต่ความต่างก็คือนักเขียนคนนั้นไม่เคยเลี้ยงบรั่นดีใครมาก่อน เมื่อย้อนไปในอดีต ปรากฏว่าการเลือกตั้งนายกสมาคมนักเขียนครั้งแรกของประเทศไทย คนที่ได้คะแนนสูงสุดคือ "อุทธรณ์ พลกุล" ตามด้วย "วิลาศ มณีวัต" และ "สุวัฒน์ วรดิลก" ตามลำดับ

 

"แต่คนที่เสนอให้พี่เป็นนายกสมาคมนักเขียนคนแรกคือคุณสุรีย์พันธ์ มณีวัต เธอหนุนพี่เพราะเห็นว่าพี่ทำงานจากการตั้งชมรมมามากแล้ว"

 

"ระหว่างที่ยังไม่ได้เลือกนายกสมาคม เพื่อนนักเขียนบางคนก็หักหลังพี่ ทั้งๆ ที่เราถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายซ้ายมาด้วยกัน ติดคุกมาด้วยกัน แต่เขาก็กีดกันพี่คนเดียว"

 

หลังจากเลือกคณะกรรมการสมาคมนักเขียนแล้ว สมาคมยังมีข้อบัญญัติอีกว่าต้องเลือกกรรมการเพิ่มเติมอีกจนครบ 25คน "ตรงนี้พวกเขาก็ตั้งพวกตัวเองขึ้นมาเสริมอีก" ผลสุดท้ายปรากฏว่าคณะกรรมการ 25ท่าน ก็เลือก "อุทธรณ์ พลกุล" เป็นนายกสมาคมนักเขียนคนแรกของประเทศไทย แต่เป็นได้ไม่ถึงปีก็ต้องลาออก

 

จากปี 2511จนถึงปี 2514ชมรมนักเขียนจึงได้เป็นสมาคมนักเขียน แต่น่าเสียดายที่นายกคนแรกทำงานได้ไม่ถึงปีก็ต้องลาออก จากนั้นสุวัฒน์ วรดิลก ก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในคณะกรรมการสมาคมนักเขียนอีก ได้แต่ช่วยงานสมาคมอยู่ภายนอก จนกระทั่งสมาคมไปไม่ไหวในปี 2530นักเขียนกลุ่มหนึ่งจึงเรียกร้องให้พี่อู๊ดมาเป็นนายกสมาคมนักเขียน เพื่อช่วยกอบกู้สมาคมอีกครั้ง

 

ครั้งหนึ่งสุวัฒน์ วรดิลก เล่าให้ฟังว่า การตั้งชมรมนักเขียน "5พฤษภา" นั้น มี ปรีชา เหตระกูล เป็นคนต้นคิด เพื่อจัดหาเงินให้ เลียว ศรีเสวก หรือ "อรวรรณ" ที่หมอสันนิษฐานว่าหลอดลมเป็นมะเร็ง ถูกตัดหลอดเสียงออก จนเจ้าตัวมีเสียงแหบๆ หลังจากนั้น ก็เชิญประชุมกันที่บ้านนางเลิ้ง เพื่อให้นักเขียนมาลงขันช่วยพี่อรวรรณ โดยงานครั้งแรกเราจัดหาเงินให้ได้ตามจุดประสงค์ทุกประการ

 

ในช่วงที่สุวัฒน์ วรดิลก เป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 2สมัย เป็นเวลา 4ปีนั้น ได้มีกิจกรรมมากมาย และสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ ได้จัดงานวันเกิดครั้งหนึ่งเพื่อหาเงินให้เป็น "กองทุนสวัสดิการนักเขียน" เพื่อหาเงินไว้สำหรับนักเขียนที่เจ็บไข้ได้ป่วยหรือถึงแก่ความตาย โดยมอบเงินให้สมาคมนักเขียนถึง 150,000บาท

 

นี่คือเรื่องราวบางช่วงบางตอนในชีวิตของ สุวัฒน์ วรดิลก หรือ รพีพร เทพบุตรเดินดินแห่งวงการนักเขียนไทย ถึงแม้ว่าท่านจะจากไปแล้วก็ตาม แต่ผลงานที่มีคุณค่ามากมายของท่านที่เคยสร้างสรรค์เอาไว้ ไม่มีวันตาย ตรงกันข้ามกลับจะมีคุณค่าควรแก่การเรียนรู้สำหรับคนรุ่นหลังๆ อย่างยิ่ง

 

โดยเฉพาะประสบการณ์บนถนนนักเขียนของท่านนั้น นับเป็นตำราชีวิตเล่มมหึมาเลยทีเดียว

 

มาวิน-มาวิน : บันทึกและรายงาน

http://www.bangkokbiznews.com/jud/wan/20070404/news.php?news=column_23448470.html

แนะนำเมื่อ 29ต.ค. 55
0ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 7,927,678 ครั้ง