มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

The Satanic Verses

 

ถ้าให้ผมยกออกมาแค่ประโยคเดียวจากห้าร้อยกว่าหน้าของ The Satanic Verses ที่ใช้อธิบายหนังสือทั้งเล่มนี้ได้ดีที่สุด ผมจะยกเอาคำถามของซาลาดีนระหว่างเผชิญหน้ากับจีเบรลท่ามกลางกองเพลิง   ในศึกตัดสินระหว่างความดีและความเลว ซาลาดีนรำพึงออกมาว่า “หรือว่าความเลวทรามไม่อาจครบถ้วน   ชัยชนะของมัน ไม่ว่าจะถั่งโถมสักเพียงใด ไม่มีวันที่จะสมบูรณ์”   ความดี ความเลว ความสมบูรณ์ และความซับซ้อน นี่คือหัวใจของ The Satanic Verses มหากาพย์สงครามระหว่างเทวาและซาตานของซัลแมน รัชดี ซึ่งนิยามความดีงามและความเลวทรามได้อย่างน่าขบคิด

 

ถึงแม้จะไม่เคยได้รับรางวัลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเหมือน Midnight’s Children[1]   ไม่ต้องสงสัยว่า The Satanic Verses คือนิยายที่โด่งดังสุดของรัชดี   หลังจากตีพิมพ์ในปี 1988โคไมนีผู้นำอิหร่านประกาศว่านี่คือหนังสือต้องห้ามและออกคำสั่งประหารชีวิตรัชดี   ซึ่งก็หมายความว่าเป็นหน้าที่ของชาวมุสลิมที่ดี (ในสายตาของโคไมนี) ที่จะพยายามลอบสังหาร จบชีวิตของนักเขียนชาวอังกฤษผู้นี้   ตั้งแต่นั้นรัชดีต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การคุ้มครองของเจ้าหน้าที่ตำรวจ   มูลเหตุคำสั่งประหารของโคไมนีก็เพราะบางส่วนในหนังสือเกี่ยวพันไปถึงประวัติชีวิตของมาฮาว หรือศาสนาโมฮัมหมัด[2]   ชื่อหนังสือ “วาทะซาตาน” มาจากบางส่วนของคัมภีร์อัลกุรอาน   ซาตานปลอมตัวเป็นเทวดาเพื่อหลอกให้มาฮาวยอมรับว่านอกจากพระอัลเลาะห์แล้ว ยังมีเทพอีกสามตนคืออาลัท อุซซา และมานาห์ อันเป็นเทพนอกรีตของชาวจาฮิเลีย   ภายหลังเมื่อมาฮาวรับทราบความผิดของตัวเอง ท่านประกาศหักล้างวาทะแห่งซาตานและอพยพออกจากจาฮิเลียเพื่อรักษาชีวิตของตน

 

ประวัติของศาสนาโมฮัมหมัดเป็นแค่บางส่วนเท่านั้นในนิยาย (บทที่ 2และ 6)   The Satanic Verses คือนิยายสี่ ห้าเรื่องร้อยเรียงเข้าหากันในเล่มเดียว   นอกจากเรื่องของพระศาสดา ยังมีเรื่องของอาเลยา หญิงสาวผู้เชื่อว่าตัวเองได้รับวาทะจากเทวดา   หล่อนนำทางชาวบ้านไปยังทะเลอาราเบีย ด้วยความเชื่อว่าเมื่อถึงชายฝั่งแล้ว มหาสมุทรจะแหวกออก เปิดทางนำพวกเขาสู่นครศักดิ์สิทธิเมกกะ (บทที่ 4และ 8)   อีกห้าบทที่เหลือ (1 3 5 7และ 9) จับตามองจีเบรลและซาลาดีน   ทั้งคู่เป็นนักแสดงชาวอินเดีย   ขณะที่จีเบรลโด่งดังจากการรับบทเทพเจ้าในประเทศบ้านเกิด ซาลาดีนไปรุ่งเรืองในฐานะนักพากย์เสียงในประเทศอังกฤษ   ภายหลังรอดตายปาฏิหาริย์ เมื่อผู้ก่อการร้ายระเบิดเครื่องบินพลีชีพ[3] จีเบรลได้รับวงแหวนเทวดา แถมร่างกายเขายังเปล่งประกาย   ส่วนซาลาดีนกลับมีเขางอกออกจากหน้าผาก รวมไปถึงขนขึ้นรกเรื้อ และลมหายใจเหม็นหืน 

 

ฉากหลังของนิยายคือท้องถนนของมหานครลอนดอน อันเป็นหม้อต้มเดือดความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์   ผลกระทบทางอ้อมของสงครามโลกครั้งที่สองคือโลกที่ถูกย่นย่อลงอย่างร้ายกาจ[4]   ผู้คนอพยพหนีค่ายคอมมิวนิสต์และความยากจนในประเทศโลกที่สาม   คนต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรมต้องมามีปฏิสัมพันทธ์ มาอยู่ร่วมกันในมหานคร[5]   ไม่ต้องเป็นนักอาณานิคมศึกษา แม้แต่คนเดินถนนก็ยังหนีไม่พ้นวิกฤติตะวันตกปะทะตะวันออก   นี่คือประเด็นหลักของทั้ง Midnight’s Children และ The Satanic Verses   ใน Midnight’s Children รัชดีวิเคราะห์ปัญหาอัตลักษณ์ชาวอินเดียยุคใหม่ผ่านสายตาคนที่อาศัยอยู่ในประเทศอินเดีย   ขณะที่เหตุการณ์ส่วนใหญ่ของ The Satanic Verses เกิดในลอนดอน มหานครซึ่งผู้คนถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าพวกเขาควรรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมหรือปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่กันแน่ 

 

รัชดีตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับบางคน “การถูกเนรเทศนำมาซึ่งความใฝ่ฝันที่จะกลับคืนถิ่นฐานอย่างงามสง่า…มันคือปริทรรศน์ (paradox) ที่ไม่มีวันจบ   การมองไปข้างหน้าด้วยการมองย้อนกลับไปข้างหลัง”  ในทางตรงกันข้าม บางคนก็อพยพมาเพราะต้องการหนีอะไรบางอย่าง   ซาลาฮูดินรังเกียจปูมหลังความเป็นอินเดียของตัวเอง รวมไปถึงพ่อจอมเผด็จการ   ตั้งแต่เด็กแล้วเขาเชื่อว่า “ ถ้าไม่รีบหนี [ออกจากบ้าน] พ่อจะทำลายทุกความหวังในชีวิตเขา   และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาปรารถนาที่จะไป ที่จะหนี ที่จะให้มีมหาสมุทรมาคั่นกลางระหว่างชายผู้ยิ่งใหญ่และตัวเขาเอง”   เมื่อได้มีโอกาสมาศึกษาต่อที่ลอนดอน ซาลาฮูดินเปลี่ยนชื่อ สร้างอัตลักษณ์ขึ้นใหม่ และตัดขาดตัวเองจากครอบครัว   ที่น่าขบขันคือ ซาลาดีนพบว่าวิธีที่ดีที่สุดในการผสมผสานตัวเองเข้ากับสังคมอังกฤษคือการเล่นบทบาท   บทบาทอะไรหรือ   บทบาทของชาวอินเดีย   เขายินยอมโพกผ้า แต่งกายด้วยชุดประจำชาติ พร้อมจะกลายเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่คนอังกฤษเชื่อว่าคนอินเดียเขาเป็นกัน   ชายหนุ่มรู้ทั้งรู้ดีว่า “ฉันไม่ใช่ตัวฉัน…[ฉันคือ] หน้ากากซ้อนทับกันหลายๆ ชั้น   ถ้าถอดออกมาเรื่อยๆ  ทันใดนั้นจะไม่เหลืออะไรเลยนอกจากกะโหลกที่ไร้โลหิต” 

 

ภายหลังซาลาดีนค่อยๆ เปลี่ยนรูปกายไปเป็นอสูร เขาซ่อนตัวอยู่กับครอบครัวชาวอินเดีย   ความการุณ ที่ซุกหัวนอน และอาหารแต่ละมื้อมาพร้อมกับความเจ็บแค้น เมื่อชายหนุ่มตระหนักว่าลงเอยก็เป็นชาวอินเดียด้วยกันที่เป็นที่พึ่งในยามยาก   ซาลาดีนไปข้องแวะกับความรุนแรงบนท้องถนน เมื่อตำรวจจับคนผิวดำเป็นแพะรับบาปในคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง   คนหนุ่มสาว เหล่าผู้อพยพทุกเชื้อชาติจึงรวมตัวกันเพื่อต่อต้านฝ่ายอำนาจ   ทางตำรวจเองก็โต้ตอบโดยการกล่าวหาว่ามีลัทธิบูชาปีศาจเผยแพร่ในหมู่ชนกลุ่มน้อย   (นี่คือตัวอย่างการปะทะกันระหว่างฝ่ายเจ้าหน้าที่หรือคนขาวผู้เป็นเจ้าของประเทศ และคนผิวสี ผู้อพยพ ซึ่งปรากฏให้เห็นตามมหานครใหญ่ๆ ช่วงศตวรรษที่ 20ตอนปลาย)   มิชาล ลูกสาวของครอบครัวที่ให้ที่พักอาศัยแก่ซาลาดีน เป็นคนรักของทนายความที่รับปรึกษาคดีให้กับผู้ต้องหาคนดำ   เธอเรียกซาลาดีนว่า “วีรบุรุษ” และกล่าวยกย่องสภาพครึ่งคนครึ่งแพะของเขาว่าเป็น   “สัญลักษณ์ที่คนขาวปฏิเสธมาเป็นเวลาช้านาน เราสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้…สวมใส่มัน ใช้มัน รับมันเข้ามาเป็นของเรา”   หญิงสาวพยายามเรียกร้องให้ซาลาดีนเข้าร่วมในการต่อสู้ครั้งนี้ แต่เขาตะคอกเธอกลับเพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองคาดหวังไว้แม้แต่น้อย   ซาลาดีนไม่ต้องการเป็นสัญลักษณ์ เขาต้องการชีวิตของตัวเองกลับคืนมา

 

อันที่จริงไม่ใช่เฉพาะคนชายขอบที่รู้สึกใกล้ชิดกับซาลาดีน แม้แต่ในหมู่ชาวคริสเตียนเองก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าปีศาจมีแรงดึงดูดบางอย่าง ตรงข้ามกับเทวดา   จีเบรลเป็นผู้ชายที่ “ใครๆ ก็ยอมอภัยให้ง่ายๆ ”   เขาเป็นดารายอดนิยมที่ผู้คนรักใหญ่สมยอม   และเพราะต้องรับบทเทพเจ้าในภาพยนตร์ ทางบริษัทเลยพยายามปิดบังข่าวคาวเสียหายเรื่องผู้หญิง   ชีวิตเขาโรยด้วยกลีบกุหลาบ กระทั่งชายหนุ่มเป็นฝ่ายตกหลุมรักคนอื่นบ้าง   แม้ว่าแอลลีจะตอบรับความรักของจีเบรล แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับเต็มไปด้วยขวากหนาม เนื่องจากจีเบรลเสียเองที่ถูกปีศาจความริษยาเข้าสิง   ภายหลังจากที่เขาได้รับวงแหวนของเทวดา ชายหนุ่มยิ่งเข้าใจไปว่าตัวเองได้รับเลือกโดยพระผู้เป็นเจ้าเพื่อปฏิบัติหน้าที่บางอย่าง   แอลลีจึงต้องรับมือกับคนรักที่ทั้งขี้หึงหวงและหลงตนขนาดหนัก   รัชดีจิกกัดลัทธิเทวนิยมได้อย่างหลักแหลม โดยเอาความดีมาเทียบเคียงกับความอิจฉาริษยา   เป็นที่รู้กันว่าพระเจ้าของพวกคลั่งศาสนาขี้อิจฉาและขี้ขลาดสักแค่ไหน   ท่ามกลางซากศพของผู้เสียชีวิตระหว่างการเดินทางไปทะเลอาราเบีย เด็กหนุ่มถามศาสดาอะเลยาว่า “ทำไมพระเจ้าของเธอถึงได้ชอบทำลายผู้บริสุทธิ์นัก   เขากลัวอะไรอยู่   ขี้ขลาดถึงขนาดต้องบังคับให้เราตายเพื่อพิสูจน์ความรักกันเลยหรืออย่างไร”

 

อีกสิ่งหนึ่งที่เข้ากันไม่ได้กับความดีคือความซับซ้อน   จีเบรลวินิจฉัยว่าสาเหตุที่ศีลธรรมของคนอังกฤษเสื่อมโทรมน่าจะมาจากสภาพอากาศ “กลางวันที่นี่ไม่ได้อบอุ่นไปกว่ากลางคืนเลย…แสงก็ไม่ได้ส่องสว่างไปกว่าเงา แผ่นดินหรือก็ไม่ได้แห้งไปกว่าทะเล   ไม่ต้องสงสัยเลยทำไมผู้คนถึงได้สูญเสียความสามารถในการจำแนกแยกแยะนัก”   ความดีงามคือความโปร่งใส ชัดเจน   คือการเลือกหนึ่งหรือสอง แข็งขืน ยอมหักไม่ยอมงอ   ขณะที่ความเลวคือการสมยอม เปลี่ยนแปลง และพบกันครึ่งทาง   ตลอดทั้งเรื่องตัวละครที่เป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม ไม่ว่าจะเป็นจีเบรล หรืออะเลยายอมเลือกที่จะล้มเหลวและพาผู้คนไปพบกับความวินาศ แทนที่จะประนีประนอม

 

ต้องย้ำกันอีกครั้งว่า “พระเอก” ของนิยายเรื่องนี้คือจีเบรล และ “ผู้ร้าย” คือซาลาดีน   ในการเผชิญหน้ากันระหว่างเทวาและซาตาน ซาลาดีนคือฝ่ายคิดร้ายและหมายทำลายชีวิตของจีเบรลและแอลลี โดยปราศจากเหตุผลหรือแรงจูงใจ นอกจากว่าเพราะเขาคือปีศาจ   เมื่อชีวิตของซาลาดีนตกอยู่ในอันตราย ก็เป็นจีเบรลที่ยอมให้อภัยและฉุดรั้งอีกฝ่ายออกจากกองเพลิง   กระนั้นก็ตามผู้อ่านส่วนใหญ่น่าจะผูกพันกับซาลาดีนมากกว่าจีเบรล   ซาลาดีน ตัวแทนของความไม่แน่นอน ในนิยายแห่งการเปลี่ยนแปลงเล่มนี้ (รัชดีเปิดนิยายด้วยฉากที่จีเบรลและซาลาดีนค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาจากเครื่องบิน   ผ่านหมู่เมฆที่ไร้รูปลักษณ์และแปรสภาพอยู่ตลอดเวลา) อย่างไรเสียก็ดูกลมกลืนกับองค์ประกอบอื่นๆ ใน “ละครศีลธรรม” (Morality Play) ของรัชดีมากกว่าจีเบรล

 

(อดนึกถึงคำกล่าวของนักวิจารณ์บางคนไม่ได้ว่าสาเหตุที่แท้จริงของคำสั่งประหารชีวิตรัชดีนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับหนังสือเล่มนี้หรือเล่มไหนๆ   แต่เป็นการโยนหินถามทางของโคไมนีเพื่อสำรวจรอยแยกในโลกอิสลาม ระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยมที่ต่อต้าน “วาทะแห่งซาตาน” และชาวอิสลามหัวก้าวหน้าผู้ได้รับอิทธิพลจากวิทยาศาสตร์และปรัชญาตะวันตกอันมีรากฐานอยู่บนความสงสัย และการยอมรับความเปลี่ยนแปลง)

 

รัชดีเป็นนักเล่าเรื่องหลังสมัยใหม่   นอกจากสี่ห้าเรื่องราวที่ร้อยเรียงเข้าหากันเป็นโครงสร้างหลักของนิยาย ในแต่ละเรื่องยังประกอบไปด้วยเรื่องราวย่อยๆ อีกนับไม่ถ้วน   เช่น ระหว่างที่ซาลาดีนเล่าความยากลำบากของชีวิตช่วงสองสัปดาห์แรกในลอนดอน อยู่ดีๆ เขาก็เปรียบเทียบตัวเองกับจันทยาผู้ “มีชีวิตอยู่ในโลก แต่ไม่ได้อยู่ในโลก”[6]   การสื่อความหมายด้วยอุปมาอุปมัยเช่นนี้ เราพบได้บ่อยๆ ในวัฒนธรรมตะวันออก (นึกถึงนิทานเปรียบเทียบของพระพุทธเจ้าที่คนไทยเราได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็กๆ )   การผสานกันอย่างงดงามระหว่างแนวคิดหลังสมัยใหม่และวัฒนธรรมตะวันออกคือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่สุดของรัชดี

 

The Satanic Verses อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวย่อยๆ  ตั้งแต่นิทาน ข่าวซุบซิบนินทา ชีวประวัติบุคคลในประวัติศาสตร์ ความฝัน ภาพลวงตา หรือกระทั่งโจ๊กขำขัน   แต่เสน่ห์ของนิยายเล่มนี้ก็เป็นจุดด้อยที่สุดของมันด้วย   กับความหนาห้าร้อยกว่าหน้า The Satanic Verses น่าจะถูกตัดให้สั้นลงสักร้อยถึงร้อยห้าสิบหน้าได้อย่างไม่เสียความ   ปูมหลังบางตัวละครก็เยิ่นเย้อเกินความจำเป็น (เช่น หญิงชราที่ช่วยเหลือจีเบรลและซาลาดีนขึ้นมาจากทะเลภายหลังเครื่องบินระเบิด   หรือพนักงานกดลิฟต์ที่ซาลาดีนเจอโดยบังเอิญ)   บทที่ 6อันว่าด้วยเหตุการณ์ในจาฮิเลีย ภายหลังศาสดาโมฮัมหมัดยึดเมืองกลับคืนมาได้ แม้จะอ่านสนุก แต่ก็หาความโยงใยไปยังบทอื่นๆ ได้ยาก   ที่สำคัญบทนี้นี่เองที่เป็นต้นกำเนิดของข้อขัดแย้งในโลกอิสลามและคำสั่งประหารชีวิตของโคไมนี   (ถึงรัชดีจะพูดมาโดยตลอดว่า “นักเขียนคือผู้ที่ทำตัวเป็นศัตรูกับประเทศ” แต่ก็อดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่า The Satanic Verses จะเป็นทั้งหนังสือที่ดีกว่านี้และไม่ต้องทำให้มีใครตายด้วย[7])

 

ในตอนท้ายของมหานิยายว่าด้วยสงครามระหว่างความดีและความเลว รัชดีเสนอวิธีมองขั้วตรงข้ามในโลกอีกแบบหนึ่ง ระหว่างความสวยงามและความโหดร้าย   ก็น่าขบคิดอยู่ไม่น้อยว่าความดีและความเลวแบบที่มนุษย์เราคุ้นเคยกัน อย่างไหนกันแน่ที่เป็นความสวยงาม และอะไรคือความโหดร้ายนั่นคือคำถามที่รัชดีฝากทิ้งไว้ให้คนอ่าน พวกเราทุกคน

 

 

[1] นอกจากจะได้บุคเกอร์ไพรซ์ในปี 1981แล้ว ในปี 2008 Midnight’s Children ยังได้รางวัลเบสออฟบุคเกอร์ซึ่งตัดสินกันระหว่างหนังสือที่เคยได้บุคเกอร์ไพรซ์อีกที

 

[2] ขณะนักอ่านบางคนวิเคราะห์ว่าสาเหตุหลักน่าจะมาจากตัวละคร “อิหม่ามอพยพ” มากกว่า ซึ่งก็เป็นใครไปไม่ได้อีกนอกจากตัวโคไมนีเอง

 

[3] รัชดีไม่ได้เจาะจงว่าผู้ก่อการร้ายนับถือศาสนาอะไร ราวกับพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับลัทธิคลั่งศาสนาเลยด้วยซ้ำ

 

[4] นี่ต่างหากจุดเริ่มต้น ของ “โลกาภิวัฒน์” ก่อนหน้ายุคอินเตอร์เนตเกือบครึ่งศตวรรษ

 

[5] จริงอยู่ว่าการโยกย้ายถิ่นฐานขนาดมโหฬารเช่นนี้มีมาตั้งแต่สมัยเรือข้าทาสลักพาตัวและขนถ่ายชาวแอฟริกันแล้ว   แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้อพยพจำนวนมากโยกย้ายมาด้วยความต้องการของตัวเอง

 

[6] ผู้อ่านหลายคนน่าจะเคยได้ยินนิทานพุทธศาสนาเรื่องนี้   จันทยาเป็นนักปราชญ์ในราชสำนักของพระเจ้าอโศก   ท่านถามพระองค์ว่า การใช้ชีวิตอยู่ในโลก แต่ไม่ได้อยู่ในโลกตามคำสอนของตถาคตนั้นเป็นอย่างไร   พระเจ้าอโศกจึงสั่งให้จันทยาไปตักน้ำในบ่อที่อยู่นอกเมือง และระหว่างขนกลับมาราชวัง ห้ามไม่ให้แม้แต่หยดเดียวตกลงพื้น มิเช่นนั้นจะโดนประหารชีวิต   จันทยาปฏิบัติตามคำสั่ง   ท่านต้องใช้สมาธิอย่างมากในการแบกคนโฑน้ำมาให้พระเจ้าอโศก   เมื่อทำได้สำเร็จ พระเจ้าอโศกถามจันทยาว่า “แล้วเจ้ารู้หรือเปล่า ระหว่างทางที่เจ้าเดินกลับมา มีงานเฉลิมฉลองกลางตลาด”   จันทยายอมรับว่าตัวเองมัวแต่ตั้งสมาธิกับคนโฑจนมองไม่เห็นโลกภายนอก หรืออะไรทั้งสิ้น

 

[7] ถึงรัชดีจะใช้ชีวิตรอดมาได้อย่างปลอดภัย แต่ก็มีหลายคนที่เกี่ยวข้องกับ The Satanic Verses ต้องบาดเจ็บและถึงขั้นเสียชีวิตเพราะคำสั่งของโคไมนี หนึ่งในนั้นคือชาวญี่ปุ่นที่แปลนิยายเล่มนี้เป็นภาษาญี่ปุ่น

 

 

โดย ภาณุ ตรัยเวช    http://www.onopen.com/loveyouallmass/10-02-16/5269

แนะนำเมื่อ 27ต.ค. 55
0ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 8,674,004 ครั้ง