มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ลีโอ ตอลสตอย เพชรน้ำเอกแห่งวรรณกรรมโลก

 

   

     ลีโอ ตอลสตอย หรือ Count Leo Nikolayevich Tolstoy นักเขียนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเพชรน้ำเอกแห่งวรรณกรรมโลก มีผลงานอันเป็นอมตะ คือ สงครามและสันติภาพ (War & Peace) แอนนา คาเรนินา (Anna Karenina) คนกับนาย : (Master And Man) ความตายของอีวาน อิลลิช (The Death of Ivan Ilyich)   เป็นต้น
 
     โดยสองเรื่องแรกเป็นที่ยอมรับของผู้อ่านมากที่สุดจนถึงปัจจุบันนี้
 
     ผลงานของ ลีโอ ตอลสตอย ยอมรับกันว่าได้มีอิทธิพลต่อรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง ท่านมหาตมะ คานธี และ เลนิน รวมถึงนักเขียนในรุ่นหลังๆ มากมายที่ต่างก็มองงานเขียนของ ลีโอ ตอลสตอยเป็นต้นแบบ 
 
     แต่ปรากฎว่า ลีโอ ตอลสตอย ก็ไม่เคยได้รับการประกาศรายชื่อเข้ารับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมแต่อย่างใด ได้รับเพียงแต่การถูกเสนอชื่อเข้าคัดเลือกเท่านั้น
 
     กล่าวกันว่าในการพิจารณาตัดสิน รางวัลโนเบล สาขาวรรณคดีของราชบัณฑิตสภาแห่งสวีเดนในครั้งแรก คือ ในปี ค.ศ.1901 ซึ่งมีชื่อของ ลีโอ ตอลสตอย ถูกเสนอชื่อเข้าชิงด้วย แต่ก็ปฏิเสธชื่อของ ลีโอ ตอลสตอย เพราะคนที่ได้รับรางวัลนั้นแทนคือ   ซัลลี่ พรูโดม (Sully Prudhomme , 1839-1907) ซึ่งเป็นนักเขียนชาวฝรั่งเศส แม้งานของ ซัลลี่ พรูโดมจะเทียบอะไรไม่ได้เลยกับงานเขียนของลีโอ ตอลสตอย ก็ตาม แต่ก็ด้วยเหตุผลทางการเมืองหลายประการของคณะกรรมการตัดสินฯ ได้แก่ การแทรกแซงของราชบัณฑิตสภาของฝรั่งเศสซึ่งทำตัวเป็นเสมือน “สภาพี่”ของราชบัณฑิตสภาแห่งสวีเดนนั่นเอง ประกอบกับ “เจ้าของรางวัล” คือ อัลเฟรด โนเบล ซึ่งขณะนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นผู้ที่โปรดปรานกวีนิพนธ์ของ ซัลลี่ พรูโดมมากกว่า
 
     งานอันโดดเด่นของ ลีโอ ตอลสตอย จึงเกิดเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามของชาวโลกในขณะนั้น(และตลอดมา) เหตุนี้เองจึงทำให้ราชบัณฑิตสภาแห่งสวีเดนถูกจับตามมองมากกว่า “ผู้ได้รับรางวัลโนเบล” แต่ราชบัณฑิตฯ ก็อ้างว่าการเสนอชื่อของ ลีโอ ตอลสตอย ในครั้งนั้นผิดระเบียบ เพราะการตัดสินครั้งแรกของราชบัณฑิตฯ จะต้องถือเรื่องกฎระเบียบเป็นสำคัญ และกรรมการตัดสินได้กล่าว ปลอบใจว่าในปีถัดๆ ไป ลีโอ ตอลสตอย ก็ยังมีโอกาสได้รับการพิจารณา
 
     แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าลีโอ ตอลสตอย ก็ไม่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมอีกเลย แม้ว่าหลังจากนั้นเขาจะถูกเสนอชื่ออย่างถูกต้องตามระเบียบที่ตั้งไว้แล้วนั้น แต่คณะกรรมการฯ ก็มีคำปฏิเสธอย่างนิ่มๆ ว่า
 
     “แม้ว่างานเขียนของลีโอ ตอลสตอย โดยเฉพาะ ๒ เรื่องที่โลกให้การยอมรับคือ สงครามและสันติภาพ (War & Peace) และ แอนนา คาเรนินา (Anna Karenina) แต่งานเขียนเรื่องอื่นๆ ก็ได้แสดงทัศนะที่ดูถูกเหยียดหยามความมีอารยธรรมอันสูงส่งของมวลมนุษย์ แต่กลับไปส่งเสริมอารยธรรมอันดั้งเดิมในสมัยที่มนุษย์ยังไร้อารยธรรม เช่น การปฏิเสธค่านิยมที่ใหม่สูงส่งและ ระบบเงินตรา รวมทั้งกล่าว(หา)ว่า ลีโอ ตอลสตอย นั้นปฏิเสธสถานะของการปกครองรัสเซียโดยพระเจ้าซาร์อีกด้วย คณะกรรมการฯ จึงไม่มีเหตุผลสมควรที่จะให้รางวัลนี้แก่ผู้ที่ปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นด้วย
 
     แม้ในปีเดียวกันนั้น งานเขียนของ เอมิล โซล่า (Emile Zola,นวนิยายเรื่อง Les Rougon-Macquart  ระหว่างปี 1871-93)ก็ถูกเสนอชื่อเข้ามาด้วยกัน ราชบัณฑิตสภาแห่งสวีเดนก็ยังเห็นว่าเป็นงานที่หยาบเกินไป ทั้งๆ ที่งานเขียนของเขาได้สื่อออกมาในแนวธรรมชาตินิยม (Naturalism) และเป็นงานที่ อัลเฟรด โนเบล ว่าไว้ “ต้องตรงกับลักษณะที่เป็น Idealistic Tendency หรือต้องเป็นงานเขียนเพื่อยกระดับจิตใจของมนุษย์ให้สูงขึ้น”แล้วก็ตาม ก็ยังเป็นปัญหาที่ถกเถียงกันในระยะต่อๆ มาในประเด็นเหล่านี้ว่ารางวัลโนเบลควรกำหนด “ธง”เอาไว้เช่นนี้ต่อไปหรือไม่
 
     กล่าวสำหรับ ลีโอ ตอลสตอย แล้วต้องบอกว่ามีความแตกต่างจากนักเขียนคนอื่นๆ ในโลกนี้อยู่มาก นักเขียนคนดังของโลกส่วนใหญ่มักถือกำเนิดจากล่างขึ้นบน หมายถึง เกิดในชาติตระกูลที่ลำบากยากจน แร้นแค้น หรือไม่ก็ในชีวิตครอบครัวได้รับแรงกดดันจากภายนอกในตอนหลัง
 
     แต่สำหรับ ลีโอ ตอลสตอย แล้ว...ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอน งานเขียนของลีโอ ตอลสตอยจึงไม่รุนแรง กระทบกระเทียบหรือประชดประชันสังคมอย่างหนักหน่วง ตามแบบอย่างแม็กซิม กอร์กี้ ฟีออโด ดอสโตเยฟสกี้ เอมิล โซลา ฯลฯ
 
     แรกทีเดียว ลีโอ ตอลสตอย ก็ไม่ได้มุ่งมั่นที่จะเป็นนักเขียน แต่เพราะประสบการณ์จากความตึงเครียดของสงครามที่เขาต้องประสบด้วยตนเอง เขาจึงตระหนักถึงความจริงอันน่ากลัว ประกอบกับได้เคยเห็นสภาวะเสื่อมทางจริยธรรมของชนชั้นสูงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เขาจึงเห็นอกเห็นใจตัวละครทุกๆ ตัว ยกเว้นพระเจ้านโปเลียน ลีโอ ตอลสตอย ไม่ใช่คนขบถที่จะนำตนเองหรือนำผู้คนลุกฮือต่อต้านผู้นำชาติ แต่ก็เป็นที่ทราบกันว่า ลีโอ ตอลสตอย เป็นคนแบบ “ปฏิวัติเงียบ” ตัวอย่างเช่น เขาเดินทางกลับบ้านเกิดหลังจากที่เรียนไม่จบในระดับมหาวิทยาลัยแล้วออกไปทดลองใช้ชีวิตเป็นชาวนา
 
     วิถีทางของ ลีโอ ตอลสตอย จึงเป็นที่กล่าวขานกันว่า เขาคือต้นแบบทางความคิดการต่อสู้ของ มหาตมะ คานธี และ Martin Luther King, Jr.  ในเวลาต่อมานั่นเอง 
 
.................................................................
 
ชีวประวัติ ของ ลีโอ ตอลสตอย  

     ลีโอ ตอลสตอย เกิด 9 กันยายน พ.ศ. 1828 เกิดในครอบครัวขุนางชั้นสูงของรัสเซีย  ที่เมืองยัสนายา ปอลยานา Yasnaya Polyana ในจังหวัด Tula ทางตอนกลางของรัสเซีย เขาเป็นบุตรคนที่ 4 ในเด็กจำนวน 5 คน บิดาเป็นนายทหาร  ชื่อCount Nikolai Ilich Tolstoy มารดาชื่อ เจ้าหญิงวอลคอนสกายา (Princess Maria Nikolaevich Volkonskaya) มารดาเสียชีวิตตอนที่เขามีอายุเพียง ๒ ขวบ ส่วนบิดาเสียชีวิตตอนที่เขา 9 ขวบ ทำให้ป้าต้องนำไปเลี้ยงดูแทน เมื่ออายุ 16 ปี ตอลสตอยก็ถูกส่งไปเรียนที่มหาวิทยาลัยคาซาน (Kazan University) ด้านและภาษาตะวันออก (Turco-Arabic Literature) แต่เขาก็เรียนไม่จบ เพราะเพื่อนร่วมชั้นไม่ชอบคนอย่างเขา ข้อมูลในบางแห่งระบุว่า เป็นเพราะเขาไม่พอใจในมาตรฐานของการศึกษาของที่นี่  ทำให้เขาเรียนได้เพียงแค่ครึ่งทางก็ลาออก แล้วก็เดินทางกลับบ้านเกิด
     หลังจากนั้นเขาก็ออกเดินทางไปหาประสบการณ์ชีวิตในยุโรป เพื่อไปเรียนรู้สภาพชีวิตผู้คนและสังคมในฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ เยอรมนี (รวมทั้งในมอสโคว และ เซ็นท์ปีเตอร์สเบอร์ก) เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีการ”ปฏิวัติ”เป็นผลสำเร็จภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เขาจึงสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ
หลังการเดินทางเขากลับก็ตัดสินใจมาตั้งรากฐานชีวิตและเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดของตนเอง เริ่มต้นด้วยการก่อตั้งโรงเรียนสำหรับลูกหลานชาวนา ด้วยความเชื่อว่า “โลกจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ด้วยการให้การศึกษา” แล้วเขาก็เริ่มศึกษาถึงทฤษฎีการศึกษาในรูปแบบต่างๆ และนำมาทดลองในโรงเรียนของตนเอง และพิมพ์ตำราเรียนออกมาใช้เองด้วย
     ในปี 1862 ลีโอ ตอลสตอย ก็แต่งงานกับ Sonya Andreyevna Behrs ซึ่งอายุน้อยกว่าตอลสตอย 13 ปี และก็ได้ช่วยเหลืองานของตอลสตอยตลอดมา
เรื่องราวชีวิตของ ลีโอ ตอลสตอยนั้นเขามีเจตนาที่จะเขียนขึ้นเพื่อบันทึกเรื่องราวและความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเขา(เป็น ไดอารี่ นั่นเอง)
     ปี 1865 เขาก็ตีพิมพ์ผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซ คือ "War and Peace” มหากาพย์ของสงครามรัสเซียช่วงก่อนและหลังการรุกรานของนโปเลียน
     ปี 1877 งานระดับมาสเตอร์พีซอีกเล่ม คือ "Anna Karenina” เป็นนวนิยายแนวโศกนาฏกรรมโรแมนติกของหญิงสาวผู้หนึ่ง
 
 
     ในช่วงบั้นปลายชีวิต ลีโอ ตอลสตอย เขารู้สึกว่าตนเองเป็นผู้นำทางด้านคุณธรรมที่อยู่สูงกว่าบรรดาศิลปินทั้งหมด  เขาแยกตัวออกมา
ผลงานในช่วงท้าย ๆ ของเขาจึงสะท้อนความเชื่อในศาสนา เช่น "The Death of Ivan Ilyich” และ “The Kingdom of God Is Within You” ต่อมาเขากลายเป็นผู้พัฒนาแนวคิดทางคริสต์ศาสนารูปแบบใหม่ คือ "Christian anarchism" และ "Pacifist" โดยเฉพาะแนวคิด "การต่อสู้โดยสันติวิธี" ซึ่งสะท้อนแนวคิดการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยวิธีการไม่ใช้ความรุนแรงหรือ “อหิงสา” ซึ่งมีอิทธิพลต่อนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนสำคัญในรุ่นต่อๆ มาอย่าง มหาตมะ คานธี (Gandhi)ไปทำ “ไร่ตอลสตอยในแอฟริกาใต้” และ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.)
     ตอนที่เขามีชีวิต มีผู้ที่ศรัทธายอมเป็น “สาวกตอลสตอย”มากมาย และมีกระจัดกระจายไปทั่วโลก มีทั้งในยุโรป(อังกฤษ เนเธอร์แลนด์)และสหรัฐอเมริกา
ในปี  1910 ลีโอ ตอลสตอยเสียชีวิตขณะอายุ 82 ปี ด้วยโรคปอดอักเสบ 
     ในปีนั้นเขาเพิ่งตัดสินใจละทิ้งบ้าน ครอบครัวและมรดกต่างๆ ไว้เบื้องหลัง เพื่อเป็นนักพรตออกจาริกอย่างไร้จุดหมาย แต่ก็เกิดป่วยเสียก่อนหลังจากขึ้นรถไฟจากบ้านไปได้ไม่นาน สถานีรถไฟ Astapovo จนต้องแวะพักรักษาตัวที่โรงแรมเล็กๆ ในเมืองนั้น ซึ่งก็ได้กลายเป็นสถานีสุดท้ายของชีวิตลีโอ ตอลสตอย ในที่สุด
(มีภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวประวัติของเขา เพิ่งออกมาฉายได้ไม่นาน ในชื่อเรื่อง The last Station เพิ่งออกฉายเมื่อปี 2009 แต่มีผู้วิจารณ์ภาพยนตร์ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่งานของ ลีโอ ตอลสตอย ของผู้กำกับ Michael Hoffman....“to create a vivid, moving picture about the difficulty of living with love and the impossibility of living without it. It’s not a film about Tolstoy. It’s a film about the challenges of love.” มี Christopher Plummer รับบทเป็น Tolstoy และ Helen Mirren รับบทเป็น Sofya ดูข้อมูลใน: http://www.wsws.org/articles/2010/feb2010/last-f20.shtml  )
.................................................................
 
 
     สำหรับผู้ที่ชอบเขียนบันทึก(Diary) ลองหันมาดูผลงานของลีโอ ตอลสตอย เพื่อใช้เป็นแนวทางอีกแนวทางหนึ่งที่“นักเขียนมือใหม่”จะได้เรียนรู้ และฝึกฝนการเขียน  
     ลีโอ ตอลสตอย เริ่มทำงานวรรณกรรมโดยเริ่มจากแปลผลงานของ ลอว์เรนซ์ สเติร์น (Laurence Sterne) เรื่อง "A Sentimental Journey Through France and Italy”  เป็นภาษารัสเซีย จากนั้นจึงเริ่มต้นเขียนเรื่องสั้นและนิยาย ในปี 1851 เรื่องสั้นเรื่องแรกก็ได้รับการตีพิมพ์คือ "A History of Yesterday” แล้วก็สมัครเข้ารับราชการทหารในกองทหารปืนใหญ่ เขาถูกส่งไปประจำอยู่ที่เมืองคอสแซคส์ (Cossacks) ได้ร่วมรบในหลายสมรภูมิ ระหว่างไปประจำการที่เมือง Sevastopol เขียนนิยายเชิงประวัติศาสตร์เรื่อง "Sevastopol Sketches”
     หลังจากปลดประจำการเขาใช้เวลาท่องเที่ยวไปทั่วยุโรปนั้น  ได้พบว่าคนชั้นกลางชาวยุโรปนั้นกำลังหลงไหลในวัตถุนิยมและเห็นแก่ตัวมากขึ้น ทำให้เขาได้พล็อตเรื่องสั้นและนิยายอีกหลายเรื่อง อาทิเช่น  "The Cossacks”
     เรื่องอัตชีวประวัติของเขานี้ถูกเขียนบันทึกขึ้นเป็นเป็นนิยายชีวิตเรื่องแรกไว้ 3 ตอนจบ คือเรื่อง วัยดรุณ Childhood (1852) Boyhood (1854) and Youth (1857)  
     งานเขียนอื่นๆ ได้แก่ "The Death of Ivan Ilyich" (1884), บทละครเรื่อง The Power of Darkness (1886) นวนิยายเรื่อง The Kreutzer Sonata (1889)      บทความเรื่อง What Is Art? (1897-98) เป็นเรื่องราวที่เขียนขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ทำงานศิลปะ นวนิยายเรื่อง Hadji Murad (1896-1904) และResurrection (1899-1900) รวมทั้งบทละครเรื่อง The Living Corpse (ตีพิมพ์ในปี 1911).
     ทั้งหมดเขียนขึ้นหลังจากที่เขากลับจากราชการทหารร่วมกับพี่ชาย ในวรรณกรรม 3 เรื่องนั้นเป็นคำรับสารภาพถึงความชั่วร้ายหรือด้านมืดของชีวิตของเขา โดยเขาได้จารึกถึง ........
     “สิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับเรื่องของศีลธรรม เช่น เป็นตัววายร้ายที่ชอบลักเล็กขโมยน้อย การล่วงเกินทางเพศ  สำมะเลเทเมา ขูดรีดกดขี่ข่มเหงรังแกเกษตรกร และความโหดร้ายทุกอย่างที่เกินจะพรรณนาว่าเขาทำได้ หรือตอนที่เขาเป็นทหารก็มักเป็นนักฆ่าที่ชั่วร้าย และอาชญากรรมต่างๆ”
     แม้เขาจะเกิดในตระกูลชนชั้นสูงแต่เขากลับชอบใช้ชีวิตเรียบง่าย เขาเป็นขุนนางและปัญญาชนที่ปฏิเสธค่านิยมที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นแบบพวกยุโรป หลังจากได้รับมรดกเป็นที่ดินผืนใหญ่ เขาก็พยายามช่วยเหลือชาวนามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยก่อตั้งโรงเรียนทางเลือกเพื่อสอนเด็ก ๆ ชาวนาที่บ้านเกิดตนเอง ซึ่งนับว่ามีความก้าวหน้ามากในสมัยนั้น
     ลีโอ ตอลสตอย  นักเขียนที่สะท้อนเรื่องราวชีวิตตนเองทั้ด้านมืดและด้านสว่างของตนเอง  ส่งผลให้ ลีโอ ตอลสตอย กลายเป็นนักเขียนที่เป็นเพชรน้ำเอกของโลก
.................................................................
     นอกจาก สงครามและสันติภาพ (War and Peace) แล้ว วรรณกรรมอมตะระดับโลกของ ลีโอ ตอลสตอย ยังมีเรื่อง แอนนา คาเรนิน่า (Anna Karenina) ซึ่งผู้เขียนจะได้นำมาย่อยวรรณกรรมเพื่อสะท้อนงานและความคิดของลีโอ ตอลสตอย เพื่อให้เข้าใจ “บางอย่างมากขึ้น”

ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก: http://www.oknation.net/blog/nn1234/2010/08/19/entry-1
แนะนำเมื่อ 18พ.ค. 54
0ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 8,898,108 ครั้ง