มูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

ในโลกวรรณกรรมของ มาลัย ชูพินิจ วาระครบรอบ 100 ปี

 

 
ที่ว่ากันว่าจับปลาสองมือ มักพลาดหมด เป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใช่ทุกคน บางคนสามารถจับปลาสองมือแล้วดีกว่ามือเดียวเสียอีก เฉกเช่น มาลัย ชูพินิจ บรมครูแห่งวงการหนังสือพิมพ์และวรรณกรรมคนนี้
ในยุคแรกเริ่มของการทำหนังสือพิมพ์ในประเทศไทย เมื่อประชาธิปไตยเบ่งบานเต็มที่ หลังจากประชาชนชาวไทยได้รับพระราชทานรัฐธรรมนูญจากรัชกาลที่ 7 หนังสือพิมพ์ก็เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่เป็นสื่อของโลกน้ำหมึกในการแสดงความคิดเห็น ในยุคนี้นี่เอง ที่เป็นบ่อเกิดของวรรณกรรมเรื่องดังๆ มากมาย เพราะว่าหนังสือพิมพ์จะตีพิมพ์นวนิยายลงในฉบับด้วยเพื่อเรียกร้องคนอ่าน จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนนวนิยายในยุคนั้นจึงแยกกันไม่ออก
น้อย อินทนนท์ ในโลกน้ำหมึก คือนักเขียนนวนิยายที่โด่งดังมาจากเรื่อง ล่องไพร แต่ในโลกกระดาษวันเดียวหรือหนังสือพิมพ์ น้อย อินทนนท์ คือนักตีแผ่สังคม และนักวิเคราะห์ความเป็นไปของสังคม พร้อมแนะและสั่งสอนให้คนดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข ในโลกแห่งความเป็นจริงที่คนสวมหน้ากากเข้าใส่กัน
มาลัย ชูพินิจ เริ่มชีวิตนักเขียนตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ เพราะว่าเป็นการเผยแพร่ความคิดของตนให้คนอื่นรับทราบ ต่อมาก็ทำหนังสือพิมพ์กับเพื่อนฝูงในยุคเดียวกัน ดังเห็นได้จากการที่หนังสือเสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ได้รับซื้อเรื่องของนักเขียนใหม่ๆ แต่ความที่ต้องการอิสรภาพ ชอบแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ไม่นานก็ไปทำหนังสือพิมพ์ไทยใต้ ณ ที่ไทยใต้นี้เอง ที่ทำให้มาลัยได้สัมผัสการทำหนังสือพิมพ์อย่างจริงจัง ทำให้เขามีสองอาชีพในคนเดียว ในอาชีพนักเขียนนี่เอง มาลัยได้เป็นนักเขียนประเภทออลอินวัน ดังเช่นที่ สด กูรมะโรหิต ได้กล่าวไว้ว่า
"มาลัย ชูพินิจ สามารถจะเขียนหนังสือได้ทั้งฉบับ โดยไม่ต้องอาศัยผู้อื่น นับว่ามีอัจฉริยภาพที่น้อยคนจะทำได้ดีเหมือน"
นอกจากนี้เขายังเป็นคนผลักดันให้หนังสือพิมพ์ยอมรับนักเขียนหน้าใหม่ประดับวงการอีกด้วย ซึ่งเป็นดังที่เขาบอกเล่าในหนังสือ สุภาพบุรุษ การส่งเสริมอาชีพนักเขียนนักประพันธ์ให้กว้างขวางขึ้น
หลังจาก มาลัย ชูพินิจ ได้เริ่มการเขียนข่าวครั้งแรกในโลกน้ำหมึกที่เขาชอบมากที่สุดและเป็นครูในวิชาชีพจากหนังสือพิมพ์ ไทยใต้ ที่จังหวัดสงขลาได้ไม่นาน กุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็ได้ชักชวนมาเขียนเรื่องลงที่บางกอกการเมือง แต่ก็พบกับปัญหามิตรสหายในบางกอกการเมืองบางคนเขียนบทความรุนแรง จนนายทุนให้ออก มาลัยผู้มีความรักเพื่อนพ้องก็เลยลาออกด้วย ไม่ใช่แต่เล่มนี้เล่มเดียว หลังจากนั้นเขาได้ไปทำหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ แต่ก็ต้องเลิกกิจการแม้ว่าจะมีนวนิยายหลายเรื่องเรียกบรรดาหนอนหนังสือ แต่เพราะว่าทุกคนไม่มีหัวการค้าและทุกคนทำงานหนังสือพิมพ์ด้วยใจรัก เช่นที่มาลัยได้เขียนไว้ในคำปราศรัยในหนังสือพิมพ์ประชามิตรสุภาพบุรุษในฉบับที่ 21 มีนาคม 2481 ว่า
"เนื่องจากพวกเราแลเห็นเงินเป็นก้อนกรวดไปหมด"
จากการลาออกครั้งนั้นเอง เขาและเพื่อนๆ ได้มาตั้งหนังสือพิมพ์ ผู้นำ ที่มาลัยเป็นคนตั้งชื่อเอง ระหว่างนั้น พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือ ม.จ.วรรณไวทยากร วรวรรณ ได้ดำริที่จะออกหนังสือพิมพ์ใหม่ชื่อ ประชาชาติ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านประชาธิปไตย จึงให้ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นบรรณาธิการ และมาลัย ชูพินิจ เป็นหัวหน้าแผนกสารคดีและบันเทิงคดี ณ ที่นี้เอง มาลัยได้เริ่มแนวคิดสำคัญด้านจริยธรรมของนักหนังสือพิมพ์ตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ดังที่เขาบอกว่า
"เป็นมหาวิทยาลัยในการทำหนังสือพิมพ์ของพวกเรา มหาวิทยาลัยที่ได้จากความชำนาญ ได้จากการต่อสู้ดิ้นรน และการบำเพ็ญกรณียกิจของหนังสือพิมพ์ตามความหมายของมัน"
เพื่อเรียกความสนใจให้นักอ่าน ในหนังสือพิมพ์จึงต้องมีนวนิยาย มาลัยจึงเขียนเรื่องลงพิมพ์ เมื่อเรื่องไหนเป็นที่นิยม อุดม ชาตบุตร เจ้าของสำนักพิมพ์อุดมก็เอามาพิมพ์รวมเล่มขาย ทำให้เรื่องนิยายของมาลัยเป็นที่นิยม วัดได้จากการที่สำนักพิมพ์เอาเรื่องของมาลัยมาพิมพ์ขายมากมาย แต่ต่อมาไม่นานนัก สงครามและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้มาลัยต้องเลิกจากอาชีพที่เขารัก ไปทำสวนมะพร้าวที่ชุมพร และก็ล้มเหลว ระหว่างนั้นก็ได้เขียนนวนิยายเรื่องแผ่นดินของเรา แต่สุดท้ายได้มาร่วมงานกับ อารีย์ ลีวีระ ที่บริษัท ไทยพณิชยการ จำกัด เพื่อออกหนังสือพิมพ์ 'พิมพ์ไทย'
หนึ่งศตวรรษของการเป็นนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะต่างก็ต้องเขียนหนังสือเหมือนกัน นักหนังสือพิมพ์ต่างกับนักเขียนโดยเขียนบทความและวิเคราะห์ด้วยข้อเท็จจริง ขณะที่นักเขียนใช้จินตนาการมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม มาลัย ชูพินิจ ได้นำสองอย่างมาประยุกต์ด้วยกันอย่างไม่มีใครเหมือน สะท้อนให้เห็นได้จากข้อเขียนของมาลัย ที่ใช้ภาษาได้อย่างสละสลวยอย่างนักเขียน แต่เนื้อเรื่องและเค้าโครงได้มาจากข้อเท็จจริงจากวิญญาณนักหนังสือพิมพ์ ทำให้ข้อเขียนของมาลัยแต่ละเรื่องมักสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่เพ้อฝันเพียงอย่างเดียว
จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม มาลัย ชูพินิจ สามารถเขียนเรื่องราวได้หลากหลายและมีข้อเขียนเป็นเอกลักษณ์ของเขาที่ไม่มีใครเหมือน 0
----------------------------------------
พ่อฉันชื่อ 'มาลัย ชูพินิจ'
คำบอกเล่าจากลูกสาว
------------------------------------
มาลัย ชูพินิจ มีลูกทั้งหมด 5 คน แต่ทว่าลูกสาวคนสนิทที่ได้รับใช้ใกล้ชิดก็คือ ขนิษฐา ชูพินิจ โดย 'จุดประกายวรรณกรรม' ได้พูดคุยกับขนิษฐา ผู้ได้รับการถ่ายทอดยีนและดีเอ็นเอจาก 'บรมครู' แห่งวงการหนังสือพิมพ์ จนเป็นอดีตนักเขียนนวนิยายรุ่น 'เดอะ' นามปากกาว่า ภคินี จิระเวสน์ แห่งบ้าน
ป.ล.ในบางแง่มุมของชีวิตครูมาลัย ซึ่งไม่เคยเปิดเผยมาก่อน
0ในสายตาลูก ครูมาลัยมีลักษณะพิเศษอย่างไร?
พ่อเป็นคนค่อนข้างเงียบเฉย จะฟังมากกว่าพูด พ่อจะมีลักษณะอ่อนโยน มีเมตตา พูดจาช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ คะขากับลูกผู้หญิง แต่ก็เด็ดขาดรักษาคำพูด คำไหนคำนั้น ลักษณะพิเศษของพ่อคือมีบุคลิกที่น่าเกรงขาม อาจจะเป็นเพราะไม่ใคร่พูดเล่นหัว หรือมีเวลาหยอกล้อกับเด็กในบ้าน จะสั่งงานหรือพูดธุระเท่าที่จำเป็น ส่วนใหญ่จึงค่อนข้างจะ 'เกรง' พ่อทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วพ่อใจดี คุยสนุก และมีอารมณ์ขันลุ่มลึก
พ่อรอบรู้เรื่องต่างๆ อย่างแทบไม่น่าเชื่อว่าจะรู้มากขนาดนั้น พวกลูกๆ ยกให้เป็น 'เอ็นไซโคลปีเดีย' ของเรา และไม่เคยเห็นพ่อดุหรือไม่พอใจสิ่งไร้สาระของลูกเลย เช่น เคยถามพ่อครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นน้ำในคูซึ่งปลูกบัวไว้เน่าเหม็นเพราะบัวตายไปหมด และยังไม่ได้ลอกวิดน้ำออก หรือเอาดินมาถมเป็นเชิงประชดประชันว่า ถ้าน้ำในคูบ้านเรากลายเป็นน้ำมันจะเป็นอย่างไร แทนที่พ่อจะขุ่นมัวว่าพูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหล เพราะไปเน้นในสิ่งที่ทุกคนในบ้านหงุดหงิด พ่อกลับหัวเราะบอกว่า "เราก็รวยน่ะซี ถามได้" ช่วยให้สถานการณ์ในบ้านดีขึ้นอักโข
และอีกครั้งหนึ่งที่จำได้แม่นก็เมื่อวันพ่อไปมอบตัวเข้าศิลปากร พวกพี่ๆ ที่นั่งอยู่โคนต้นมะขามและต้นจันทน์ใหญ่ คอยกระเซ้าเย้าแหย่น้องใหม่ คงจะจำพ่อได้ ก็ร้องบอกกันต่อๆ ไปว่า "เฮ้ย! ตาเกิ้นมาว่ะ ห้ามแซวนะมึง เดี๋ยวถูกยิงเหมือนไอ้เกหรอก!" หน้าของพ่อเฉยๆ แต่ตายิ้มเป็นเชิงถูกใจที่มาพบแฟน 'ล่องไพร' ขนานแท้ แล้วพ่อก็บอกว่า "หนูบอกเขาไปซิว่าตาเกิ้นยังไม่ออกจากป่า นี่ศักดิ์ สุริยัน มาเอง ฝีมือก็พอๆ กับตาเกิ้นนั่นแหละ หรืออาจจะเหนือกว่าก็ได้" อารมณ์ขันของพ่อลุ่มลึกเช่นนี้เสมอ ถ้าใครได้ใกล้ชิดพ่อจึงจะได้เห็น
0เคยเห็นพ่อเบ่งหรือกร่างไหมว่าเป็น'นักเขียนใหญ่'?
พ่อเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตัว ไม่เคยเห็นพ่อโอ้อวดว่าเป็นนักเขียนใหญ่หรือนักหนังสือพิมพ์ชั้นครูสักครั้งเดียว มีแต่คนอื่นยกย่องพ่อเอง บางวันพ่อพาไปดูหนัง เกิดมีคนจำพ่อได้ อีกเดี๋ยวก็จะมีผู้จัดการมาเชิญพ่อไปนั่งชั้นบ็อกซ์ แต่พ่อก็ปฏิเสธและขอบคุณเขาไป ซึ่งเราก็โกรธพ่อเป็นวรรคเป็นเวรเพราะอยากโก้ ตอนนั้นยังเล็กอยู่ก็ไม่เข้าใจ พอโตขึ้นจึงซึมซับถึงความมักน้อย ถ่อมตัว ไม่โอ้อวดหรือเบ่ง ทำกร่าง แต่ก็มีเหมือนกันที่พ่อปฏิเสธไม่ได้ เพราะตามใจลูก ซึ่งก็ไม่บ่อยนัก นอกจากนี้เวลาไปเที่ยวไหนๆ กับพ่อ ถ้าใครเข้ามาทักทาย แม้จะไม่เคยรู้จักมาก่อน พ่อก็คุยกับเขาเป็นอย่างดี จนเรารำคาญ เพราะอยากจะไปเที่ยวเต็มทีแล้ว
0ทำไมถึงสนิทกับพ่อ?
อาจจะเป็นเพราะเป็นลูกผู้หญิงคนแรก พี่ชายสองคนเขาก็ไปตามเรื่องตามราวของเขากับเพื่อนๆ แต่เรามาจุ๊กจิ๊กวุ่นวายอยู่กับพ่อ มันก็เลยดูเป็น 'ลูกรัก' ซึ่งพ่อก็รักลูกทุกคนนั่นแหละ เพียงแต่เราเข้ามายุ่งกับพ่อมากกว่าคนอื่น อีกอย่างก็คือชอบอ่านหนังสือ เขียนหนังสือเหมือนพ่อ คือสนใจในสิ่งเดียวกัน พ่อรักต้นไม้ใบหญ้า ชอบธรรมชาติ เราก็ชอบปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือตอนไหนไม่เข้าใจก็มาถาม เขียนเรียงความหรืออะไรติดขัดก็มาหาพ่อ เวลาพ่อว่างก็จะพาไปซื้อหนังสือแถววังบูรพา ซึ่งพี่น้องคนอื่นๆ ก็จะไปบ้างเป็นครั้งคราว ไม่เหมือนเราซึ่งขอไปด้วยทุกหน พ่อไปประชุมที่สมาคมนักเขียน ก็ติดไปนั่งฟังบางครั้งที่พ่ออนุญาตให้ไปได้ สิ่งเดียวที่ไม่ชอบไปกับพ่อคือไปดูมวย พ่อได้รับเชิญเป็นกรรมการตัดสินด้วย เคยไปครั้งเดียวแล้วก็ไม่ไปอีกเลย เพราะไม่ชอบการแข่งขันอะไรที่ใช้ความรุนแรง ส่วนมากพี่ชายจะไปกับพ่อ
0ครูมาลัยเคยสอนเขียนหนังสือบ้างหรือไม่?
ไม่เคยสอน เราชอบเอง ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก หนังสือในตู้เก็บอ่านหมด ทั้งเรื่องพ่อและที่นักเขียนอื่นๆ ให้พ่อ อ่านแล้วก็อยากเขียนบ้าง ก็แอบเขียน ไม่เคยให้พ่ออ่านเพราะอาย ส่งไปที่ศรีสัปดาห์เป็นแห่งแรก พอได้ลงก็ดีใจมาก ต่อมาก็ไปที่สตรีสารส่งกับ บก.อาจารย์นิลวรรณเอง มาความแตกเมื่อส่งไปสกุลไทยเพราะใช้ชื่อจริง เขาเลยฝากค่าเรื่องมากับพ่อ เมื่อพ่อไปประชุมตัดสินเรื่องสั้นที่นั่น ก็ไม่เห็นพ่อว่าอะไร ไม่ส่งเสริมสนับสนุนหรือชื่นชม แต่ก็ไม่ห้าม หลังจากนั้นก็เขียนมาเรื่อยทั้งศรีสัปดาห์และสตรีสาร จนกระทั่งหนังสือปิดไป
0นักเขียนเขาจะมีพฤติกรรมเฉพาะแต่ละคน ครูมาลัยชอบทำอะไรเวลาเขียนหนังสือ?
เวลาพ่อเขียนหนังสือ จะไม่มีใครเข้าไปกวนพ่อเลย พ่อจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เสียงละครวิทยุข้างบ้านหรือเด็กร้องไห้ก็ราวกับพ่อจะไม่ได้ยิน แต่พวกเราก็จะรู้กันโดยปริยายว่าพ่อกำลังเขียนหนังสือ จะพยายามไม่ส่งเสียงรบกวนพ่อ แม้แต่โทรศัพท์ ถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนสำคัญจริงๆ แม่จะให้ถามชื่อไว้จะไม่ให้มีสิ่งใดขัดจังหวะ นี่พูดถึงกลางวัน แต่ถ้าเป็นกลางคืนเงียบๆ บางครั้งพ่อจะนอนแต่หัวค่ำ และตื่นขึ้นมาเขียนหนังสือเมื่อทุกคนหลับกันแล้ว แต่ก็เคยเห็นพ่อนั่งเขียนหนังสือตั้งแต่หัวค่ำจนสว่างเลยก็บ่อย
สิ่งที่ขาดไม่ได้เวลาพ่อเขียนหนังสือ คือบุหรี่กับกาแฟดำ พ่อสูบบุหรี่จัดมากชนิดมวนต่อมวนเวลาต้องการใช้ความคิด สลับกับดื่มกาแฟดำไม่ใส่ครีม สมัยก่อนกาแฟสำเร็จมีน้อย จะต้องไปซื้อกาแฟคั่วที่ร้านปากซอยตุนเป็นขวดให้พ่อดื่มทั้งคืน
0ว่ากันว่านักเขียนชอบลอกเรื่องกัน คุณขนิษฐาเคยเห็นบ้างไหม?
ไม่เคยเห็นนะ แต่การแปลงนี่ที่จำได้ก็มีเรื่องของ แมรี่ คอเลอรี่ รู้สึกจะชื่อ The Sorrow of Satan หรืออะไรนี่แหละ มาเป็นเรื่อง ค่าของคน และก็อาจจะมีที่เราไม่รู้อีกก็ได้ เพราะเรื่องของพ่อมากมายหลายพันชิ้น เราก็อาจจะไม่ได้อ่านบางชิ้นก็ได้ และการแปลงหรือการแปลก็ตาม นักเขียนสมัยก่อนก็จะบอกไว้ชัดเจนว่าแปลหรือแปลงมาจากเรื่องของใคร ไม่ใช่ให้คนอ่านมาจับได้ต้องฟ้องร้องกันวุ่นวายเหมือนเดี๋ยวนี้
เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีเรื่องแปลกเรื่องหนึ่ง คือมีเรื่องสั้นของพ่อเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับหมอที่หนีออกจากโรงพยาบาลบ้า จำไม่ได้แน่ชัดว่าชื่อ 'อรุณรุ่งที่หินกอง' หรือไงนี่แหละ พ่อเขียนไว้ตั้งแต่เรายังไม่เกิด วันหนึ่งนั่งดูทีวีอยู่กับพ่อ หนังฉายเรื่องเกี่ยวกับหมอทำคลอดไม่ต่างจากเรื่องสั้นของพ่อเลย เหมือนกันทุกอย่างตั้งแต่เจ้าหน้าที่เปียกฝนเข้ามาในคลินิก แล้วคิดดูซิว่าเวลาต่างกัน 20 ปี ถ้าเป็นหนังไทยก็คงคิดว่าเขาลอกเรื่องของพ่อไปทำหนังแล้ว เลยมาคิดดูว่าเป็นไปได้ไหมว่า คนเราอาจร่วมความรู้สึกนึกคิดของกันและกันได้ แม้จะต่างชาติต่างภาษาและห่างกันคนละซีกโลก
0คุณธรรมข้อใดของครูมาลัยที่เห็นว่าสำคัญที่สุด?
ความซื่อสัตย์สุจริตและความมีเมตตา ความจริงพ่อมีมากมายหลายอย่างที่เป็นหลักในการครองชีวิต และเป็นแบบอย่างให้ลูกปฏิบัติตามโดยไม่รู้ตัว พวกเราจะซึมซับคุณธรรมเหล่านี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่รู้ตัว และก็จะกลายมาเป็นคุณลักษณะของเราโดยปริยาย ไม่ว่าจะเป็นความมีมานะบากบั่น ความอดทน ความเข้มแข็ง และอื่นๆ อีกมาก แต่ที่เห็นเด่นชัดอยู่ในใจลูกทุกคนและที่ตัวเองยึดถือปฏิบัติตลอดมาก็คือความซื่อสัตย์สุจริตและความมีเมตตา สองข้อนี้เราเห็นแจ่มชัดตลอดชีวิตพ่อ เคยเดินไปเรียกแท็กซี่ปากซอยวันที่รถเราเสีย ถ้าเราต่อรองราคา พ่อก็จะบอกไม่ให้ไปต่อเขา บอกว่าคนหาเช้ากินค่ำต้องเห็นใจเขาบ้าง หรือบางทีก็บอกแม่ให้ไปดูเด็กๆ ในบ้านว่าใครไม่สบายหรือเปล่า เพราะเขียนหนังสือตอนกลางคืนได้ยินเสียงไอตลอด ใครเดือดเนื้อร้อนใจก็สามารถเข้ามาหาพ่อได้ตลอดเวลา ไม่ต้องผ่านด่านต่างๆ เช่นผู้หลักผู้ใหญ่สมัยนี้ ทุกคนเข้าพบพ่อได้ตลอดเวลา ระบบเลขาฯ หน้าห้องจึงไม่มีสำหรับพ่อ พ่อจึงได้รู้จริงๆ ถึงความเดือดร้อนของใครต่อใคร
สำหรับเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ถ้าพ่อไม่ยึดมั่นในคุณธรรมข้อนี้ บอกตามตรงว่าพวกเราคงสบายไปแล้ว พ่อมีโอกาส มีหนทางที่จะแสวงหา แต่พ่อไม่ทำ พวกเราได้เรียนจบมหาวิทยาลัยกันทุกคน ประกอบอาชีพการงานโดยสุจริต ก็พออยู่ได้โดยไม่ลำบากแต่อย่างใด เพียงแค่นี้พวกเราก็มีความสุข และหากว่าพ่อมีญาณวิถีใดที่จะรับทราบ พ่อก็คงจะชื่นใจที่เราไม่ได้นำความเสื่อมเสียมาสู่ 'ชูพินิจ' ของพ่อเลย
0เคยได้ยินเรื่องทายาทครูมาลัยจะตั้งมูลนิธิ ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว?
ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าไร ตอนนี้กำลังช่วยกันร่างระเบียบข้อบังคับ และพิจารณาเรื่องต่างๆ ดูว่าเราจะทำอะไรได้แค่ไหนให้พ่อ เรามีกองทุนนานแล้ว แต่ก็อยากจะยกระดับเป็นมูลนิธิในปีนี้เพราะเป็นปีสำคัญ ถ้าพ่อยังอยู่ก็จะมีอายุถึง 100 ปี จึงอยากจะทำอะไรเพื่อตอบแทนบุญคุณของท่านบ้าง นอกจากจะได้ปฏิสังขรณ์พระที่วัดโพธิ์ นำอัฐิพ่อไปไว้ใต้ฐานพระและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อย่างสม่ำเสมอแล้ว ก็มีเรื่องนี้แหละที่อยากจะให้สำเร็จมากที่สุดภายในปีนี้ แต่ก็หนักใจเพราะรู้มาว่าขั้นตอนการดำเนินการต้องใช้เวลาพอสมควร จึงยังไม่แน่ใจว่าจะเรียบร้อยสมบูรณ์ในวาระ 100 ปีของพ่อปีนี้หรือไม่
0ปีนี้ครบ100ปี ครูมาลัย ผลงานของครูมีมากมายหลายพันชิ้นจะมีโครงการจัดพิมพ์อะไรเผยแพร่บ้าง?
ก็มีผลงานหลายชิ้นที่อยากจะพิมพ์ออกมา ที่ค้างอยู่เพราะเตรียมจะแจกวันทำบุญเมื่อ 24 เมษายนที่ผ่านมา พร้อมกับ ลูกเขียนถึงพ่อ & เรื่องเล่าชาว ๓๒ ป.ล. แต่ไม่ทันก็คือ ข้อคิดของ ม. ชูพินิจ และThesis ของลูกสาวเกี่ยวกับเรื่องจริยธรรมทางด้านการเป็นนักหนังสือพิมพ์ของพ่อ นอกจากนี้ที่มีพิมพ์วางขายอยู่แล้วก็คือ ชุดล่องไพร ลูกไพร และสารคดีเกี่ยวกับป่าคือ ทุ่งโล่งและดงทึบ เกี่ยวกับสังคมและการเมืองซึ่งเหมาะที่สุดในยุคที่ประเทศชาติวุ่นวายยุ่งเหยิง ผู้คนไร้ศีลธรรมและความละอายก็คือ บันทึกจอมพล, เสือฝ้ายสิบทิศ, เมืองนิมิตร, เอ็กซ์โอกรุ๊ป เป็นต้น ส่วนนวนิยายเรื่องดังของพ่อคือ แผ่นดินของเรา, ชั่วฟ้าดินสลาย, รวมเรื่องสั้นของเรียมเอง เราก็พิมพ์ออกมาก่อนหน้านี้แล้ว เราก็ดูอยู่ว่าจะคัดเลือกอะไรมาจัดพิมพ์เผยแพร่ต่อไปอีก
----------------------------------------------------------------------------------------
'ล่องเวลา' กับ 'น้อย อินทนนท์'
เนื่องจากในปีนี้เป็นการครบรอบ 100 ปีของ มาลัย ชูพินิจ บนโลกเบี้ยวสีฟ้าใบนี้ ถ้ามาลัย ชูพินิจยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีอายุครบศตวรรษ ทางทายาทได้จัดพิมพ์งานเขียนของมาลัย ชูพินิจในนามปากกาหลากหลายเช่น น้อย อินทนนท์, เรียมเอง, นายฉันทนา, ม.ชูพินิจ ข้อเขียนอันโด่งดังในอดีตทั้งจากวรรณกรรมและคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ของครูมาลัย เช่น ล่องไพร ลูกไพร, ทุ่งโล่งและดงทึบ, บันทึกจอมพล, เอ็กซ์โอกรุ๊ป, เสือฝ้ายสิบทิศ, ข้อคิดของ ม. ชูพินิจ, รวมเรื่องสั้นของเรียมเอง, เมืองนิมิตร, ชั่วฟ้าดินสลาย และนวนิยายเรื่องสุดท้ายของมาลัยเรื่อง แก้วตา
---------------------------------------------------------------------------------------------------
มาลัย ชูพินิจ : ผู้จับปากกาตลอดศตวรรษ
มาลัย ชูพินิจ เกิดเมื่อ 25 เมษายน 2449 ที่นครชุมน์ กำแพงเพชร ด้วยการเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา บิดาและมารดาจึงส่งเข้ามาเรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพฯ ณ โรงเรียนวัดบพิตรพิมุข โรงเรียนวัดบวรนิเวศน์เพื่อเรียนวิชาครู โรงเรียนสวนกุหลาบ และโรงเรียนเทพศิรินทร์เพื่อเรียนภาษาอังกฤษให้แตกฉาน จากนั้นประกอบอาชีพครูอยู่ 2 ปี ก็มาทำงานหนังสือพิมพ์ที่ใจรักฉบับแรกที่ ไทยใต้, บางกอกการเมือง, สุภาพบุรุษ, ไทยใหม่, ผู้นำ, ประชาชาติ, ประชามิตร-สุภาพบุรุษ, พิมพ์ไทย, สยามนิกร, สยามสมัย, กระดึงทอง มีคอลัมน์ที่คนติดและต้องอ่านกันทุกเช้าคือ 'ระหว่างบรรทัด' โดยใช้นามปากกาว่า น้อย อินทนนท์
นอกจากนี้แล้ว ยังเขียนนวนิยายและเรื่องสั้นเป็นจำนวนมาก โดยใช้นามปากกาหลากหลายในแต่ละด้าน เช่น น้อย อินทนนท์, นายฉันทนา, แบ๊ตตลิ่งกรอบ, ม. ชูพินิจ, เรียมเอง, แม่อนงค์ มาลัยได้เขียนเรื่องตลอดชีวิตการทำงานตลอดจนช่วงสุดท้ายของชีวิต ไม่ใช่แต่เพียงเท่านั้น มาลัยยังมีส่วนร่วมในการผลิต 'ใบไม้' - 'ใบใหม่' ประดับวงวรรณกรรม ด้วยการได้รับเชิญไปสอนหนังสือที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนวาระสุดท้ายของชีวิต
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจากเว็บไซต์ เคล็ดไทย
แนะนำเมื่อ 29มี.ค. 55
0ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 10,972,484 ครั้ง