แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

ค้นหา

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

L 2010 ห้องสมุดรุ่นใหม่ของชาวสิงคโปร์

         

          2010 เป็นปีที่ชาวสิงคโปร์ต่างรอคอย โดยเฉพาะสำหรับพวกหนอนหนังสือ นักเรียนนักศึกษาและนักวิจัยที่ใช้ห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่สอง เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่แผนพัฒนาห้องสมุด “L2010” จะปรากฏเป็นรูปร่างหลังจากดำเนินการมาเป็นเวลาถึงห้าปีเต็ม
          คณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (National Library Board—NLB) เปิดตัวแผน Library 2010 เมื่อปี 2005 ด้วยปณิธานที่จะปฏิรูปการให้บริการของห้องสมุดภายใต้การกำกับดูแลของเอ็นแอลบีให้มีคุณภาพระดับโลก ได้แก่ หอสมุดกลาง (ถนนวิคตอเรีย), ห้องสมุดสำหรับเด็ก 1 แห่ง, ห้องสมุดชุมชน 3 แห่ง, ห้องสมุดสาธารณะ 19 แห่ง ซึ่งราวๆ ครึ่งหนึ่งตั้งอยู่ในศูนย์การค้าเพื่อดึงดูดวัยรุ่นที่นิยมเดินห้างให้แวะเข้าห้องสมุดกันมากขึ้น
          เนื่องจากสิงคโปร์มีอัตราการรู้หนังสือถึงเกือบ 100 เปอร์เซนต์ งานหนักของรัฐบาลจึงไม่ได้อยู่ที่การส่งเสริมการอ่านเพื่อขจัดการไม่รู้หนังสือเหมือนประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย แต่อยู่ที่การตอบสนองความต้องการในการอ่านหนังสือของประชาชนซึ่งใช้บริการห้องสมุดกว่า 30 ล้านครั้งต่อปี
L2010 เป็นแผนการพัฒนาห้องสมุดที่ต่อยอดมาจากการปรับปรุงห้องสมุดครั้งใหญ่ในปี 2000 และ 2004 เพื่อตอบสนองความต้องการของชาวเมืองลอดช่องซึ่งมีสถิติการอ่านหนังสือนำลิ่วด้วยสกอร์ 40-50 เล่มต่อคนต่อปี แซงหน้าคนไทยที่มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 2 เล่ม (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2548)  
          L2010 มีหัวใจสำคัญอยู่ที่สามวลีต่อไปนี้: “ห้องสมุดเพื่อชีวิต, ความรู้นำพาความสำเร็จ” (Libraries for Life, Knowledge for Success), “เข้าถึงชุมชนที่ถูกละเลย” (Serve the Unserved Communities) และ “เป็นหนึ่งในทีมมันสมองของสิงคโปร์” (Playing a Vital Role in Singapore’s Knowledge Team”
         หัวใจสามข้อนี้ เป็นส่วนเสริมเพิ่มเติมจากวิสัยทัศน์ของเอ็นแอลบี ที่มุ่งมั่นทำให้ห้องสมุดเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต, ทำให้ความรู้เป็นสิ่งที่มีชีวิตชีวา, ปลุกจินตนาการของผู้คน และนำพาสิงคโปร์ไปสู่สังคมแห่งการสร้างสรรค์
         ช่วงห้าปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ห้องสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ทุ่มเทให้กับงานปฏิรูปห้องสมุดอย่างเต็มที่ ตั้งแต่คิดค้นและทดลองใช้ซอฟท์แวร์ใหม่ๆ ในการจัดระบบและค้นหาหนังสือ, รวบรวมงานเขียน-งานวิชาการของปราชญ์ชาวสิงคโปร์ที่ไปตีพิมพ์อยู่ในต่างประเทศ รวมทั้งหนังสือเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์รวมขององค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิภาคนี้, ค้นคว้าหาข้อเขียนที่ทรงคุณค่าซึ่งปรากฏอยู่ใน “สื่อที่ไม่เป็นทางการ” (informal media) อย่างบล็อกและเว็บไซต์ ไปจนถึงการหาวิธีให้คนพิการ เด็กๆ และผู้สูงอายุสามารถใช้บริการห้องสมุดได้อย่างสะดวกง่ายดาย
         แผน L2010 ได้รับแรงหนุนสำคัญจากรัฐบาลเมื่อนายโก๊ะ จ๊ก ตง นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นประกาศในที่ประชุมนานาชาติเรื่องการสิงคโปร์กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้  นั่นคือ ชาวสิงคโปร์ทุกคนจะต้องได้รับโอกาสที่จะศึกษาหาความรู้ตั้งแต่เด็กจนแก่ และการศึกษานั้นจะต้องเกิดขึ้นทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน  เขาถือว่าทรัพยากรที่มั่งคั่งที่สุด และความหวังยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติอยู่ที่ทรัพยากรมนุษย์
         ชาวสิงคโปร์ต่างก็เฝ้ารอที่จะเห็นโฉมใหม่ของห้องสมุดรุ่นใหม่ คนไทยเราก็คงเฝ้ารอไม่แพ้กัน เพราะสิงคโปร์เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของไทยในด้านการพัฒนาการศึกษา การส่งเสริมการอ่านและการพัฒนาห้องสมุด
         มีข้อมูลว่าคนไทย ทั้งนักการเมือง นักการศึกษา ไปดูงานที่ห้องสมุดสิงคโปร์ปีละประมาณ 2,000-5,000 คน เพื่อหาไอเดียและแนวทางในการพัฒนาห้องสมุดของไทยให้ดีเหมือนสิงคโปร์  ปีนี้น่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่ควรค่าต่อการไปเยี่ยมชมห้องสมุดที่ผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่ภายใต้แผน L2010
 แต่ถึงกระนั้น ผู้รู้ในวงการหนังสือได้ให้ข้อคิดไว้ว่า คำตอบที่แท้จริงของการพัฒนาห้องสมุดเพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือและเพิ่มพูนความรู้ของผู้คนนั้นอยู่ที่เมืองไทย หาใช่ประเทศไหนๆ ในโลก

 

ภาพจาก:http://somemap.com
 

แนะนำเมื่อ 18ก.ย. 53
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 4,410,349 ครั้ง