แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน Reading Culture Promotion Program

เข้าสู่ระบบ
ลืมรหัสผ่าน

บทความงานวิจัย

หมวดหมู่

บุนทะนอง ชมไชผน นักเขียนซีไรต์ลาว 2011

 

 
ในบรรดานักเขียนลาวทั้งมวลจากอดีตจนถึงปัจจุบัน บุนทะนอง ชมไชผน หรือ สหายไฟ เป็นนักเขียนลาวที่คุ้นเคยกับแวดวงวรรณกรรมไทยมากที่สุด
 
 นักเขียนไทยหลายคนเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องได้ร่วมวงสนทนา ร่วมวงน้ำชา น้ำเมา กันหลายคราวหลายวาระ แม้แต่บรรณาธิการคุณภาพอย่าง สุชาติ สวัสดิ์ศรี เขามาเยือนคารวะแต่เนิ่นนานมาแล้ว ส่วนผลงานเรื่องสั้น “กระดูกอเมริกัน” เป็นเรื่องแรกที่ได้รับการแปลตีพิมพ์ในสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์  เมื่อกลางปี 2533 จากนั้นเรื่องสั้น บทกวีชิ้นอื่นๆ ก็ได้รับการแปล และตีพิมพ์ตามหน้านิตยสารชั้นนำของไทยมาโดยตลอด
 ถ้าจะว่าไปแล้ว  บรรดานักเขียนรางวัลซีไรต์ลาวทั้งหมด 14 คนนั้น (2541-2554) ซึ่งมีชีวิตที่ผกผัน โชกโชน และสุ่มเสี่ยงอย่างมีสีสันที่สุดนั้นน่าจะไม่เกิน บุนทะนอง ชมไชผน อีกเช่นกัน
 บุนทะนอง เกิดเมื่อปี 6 สิงหาคม 1953 ที่บ้านหาดทรายคูน เมืองโขง แขวงจำปาสัก เขาจบชั้นมัธยมต้นได้รับประกาศนียบัตรทั้งลาวและฝรั่งเศส ซึ่งการศึกษาของระบบฝรั่งเศสนี่เองที่ปลูกฝังให้เขาเป็นนักอ่าน และรักหนังสือ ได้รับทุนศึกษาต่อที่สถาบันกฎหมายและการปกครอง และเริ่มเขียนบทความ บทกวี และเรื่องสั้นลงตีพิมพ์ในวารสารต่างๆ มีผลงานรวมบทความและเรื่องสั้นเล่มแรกชุด “ด้านสว่างของความมืด” นามปากกา “บุเรงนอง” เมื่อประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น “สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” ปลายปี 1975 สถาบันกฎหมายฯถูกยุบ เขาตัดสินใจจับปากกาแทนการเป็นนักกฎหมาย เข้าเป็นพนักงานกรมพิมพ์จำหน่าย กระทรวงแถลงข่าวฯร่วมกับนักเขียนแนวหน้าของลาวอีกหลายคน มีผลงานบันทึกชีวิตเช กูวาราเรื่อง “ล้างเลือดด้วยเลือด”  แปลวรรณกรรมรัสเซียเรื่อง “เหล็กที่ชุบแล้วคืออย่างนี้แหละ” และใช้นามปากกา “สหายไฟ” เขียนเรื่องสั้น และบทกวีไว้จำนวนมาก
 เคยเป็นบรรณาธิการวารสาร “วันนะสิน” และทุ่มเทเคลื่อนไหวก่อตั้งสโมสรนักเขียนหนุ่มต่างแขวงตั้งแต่ภาคเหนือจรดใต้ และไม่ส่งผลงานเข้าประกวดที่เวทีใดเลยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เขาต้องตั้งสำนักพิมพ์ขึ้นมาเพื่อพิมพ์งานของตนออกเผยแพร่ พิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้นชุด “ปล่อยนก” ออกมาและเป็นครั้งแรกที่ตัดสินใจส่งชิงรางวัลซีไรต์ปี 2011 เพื่อหยั่งเชิงสถานการณ์ว่า การเซ็นเซอร์หรือไม่รับตีพิมพ์ผลงานของเขานั้นได้ผ่อนคลาย และเปิดกว้างขึ้นมากน้อยเพียงใดแล้ว เรื่องสั้น “กระดูกอเมริกัน” เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นชุดนั้นที่ส่งเข้าชิง ผู้เขียนจะต้องยกเรื่องสั้น 1 เรื่องในเล่มขึ้นมาให้คณะกรรมการอ่านพิจารณาตัดสินนี่คือกติกาของซีไรต์ลาว และ “กระดูกอเมริกัน” ก็ชนะใจกรรมการในที่สุด
 รวมทั้งผลงานบทกวี เรื่องสั้นหลายเรื่องได้รับการแปลเป็นภาษาต่างมากมาย ไม่ว่า ไทย, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, ญี่ปุ่น, สวีเดน ฯลฯ ได้รับการประกาศเกียรติเป็นประจักษ์ทั้งในระดับประเทศ และนานาชาติ ดังนี้
 1. ประกาศเกียรติคุณ “บุคคลผู้ทรงเกียรติด้านการเขียน” จากมหาวิทยาลัยไอโอวา สหรัฐอเมริกา ปี 2002
 2. รางวัลช่อการะเกดเกียรติยศ จากสำนักช่างวรรณกรรม ประเทศไทย ปี 2008
 3. รางวัลศิลปินดีเด่นแห่งชาติ จากรัฐบาล สปป.ลาว ปี 2011
 4. รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ปี 2011 นักเขียนซีไรต์ลาว ที่มีผลงานคุณภาพโดดเด่นเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีชีวิตที่เผชิญวิกฤตมาโชกโชน มีสีสันอย่างน่าสนใจยิ่งเช่นนี้ มีหรือที่เราจะผ่านเลยไปได้ จึงต้องรีบตามไปสัมภาษณ์เขามากำนัลแด่นักอ่านชาวไทยจะได้รู้เขาให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นเช่นกัน
 
0 มีความมุ่งหวังอะไรในความเป็นนักเขียน ?
 ผมขอเป็นนักเขียนที่ดีคนหนึ่งของประเทศชาติ ผมเคยมีโอกาสไปไหว้ปราสาทหินวัดภู ที่ภาคใต้แขวงจำปาสัก ผมไปไหว้อธิษฐานว่า ชาตินี้ขอเป็นนักเขียนที่ดีผู้หนึ่งของประเทศชาติ ขอให้ปลายปากกานี้มีอำนาจในการแก้ไขความอยุติธรรมในสังคม ขอให้ปากกาเราศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ปากกาเรามีคุณค่า นั่นคือการอธิษฐานของผม คิดดูสิตั้งแต่ปี 1974-75 มาถึงปีนี้ วันเพ็ญเดือน 12  ผมไปไหว้พระธาตุหลวงไม่ว่างเว้นทุกปีเสมอมา  ถ้าภรรยาอยู่ด้วยเราก็จะไปไหว้ด้วยกันทุกปี ภรรยาไปแคนาดาสี่ปี  ปีนี้ผมไปคนเดียว เธอรอให้ได้บัตรเขียวเหลืออีกหนึ่งปี
0แล้วพวกน้องๆ ชอบอ่านหนังสือชอบวรรณกรรมอย่างพี่ชายคนโตไหม ?
 ผมมีน้อง 7 คน รวมกับเรา 8 คน น้องสาว 6 คน น้องชาย 1 คน พวกเขาก็สนใจในวิชาเรียนของเขาเท่านั้น อ่านก็อ่านแต่วิชาที่เขาเรียนเขาศึกษา น้องที่สนใจวรรณกรรมวรรณคดี สนใจการขีดเขียนไม่มีเลย ถ้าอ่านก็อ่านบันเทิงเริงรมย์ไปตามเรื่องแหละ ส่วนมากก็เป็นข้ารัฐการ มีอาชีพเป็นพนักงานกัน
0ที่สนใจการอ่านงานวรรณกรรมนั้น มีพื้นฐานมาจากตู้หนังสือของพ่อหรืออย่างไร?
 ไม่ใช่ เป็นมาด้วยระบบการศึกษา สถาบันการศึกษาในลาวยุคนั้น ในระบบฝรั่งเศสในลาว เขาจะส่งเสริมเรื่องการอ่าน หนังสือในกระบวนการอ่านการเรียนถือว่า เขาเอาใจใส่มากที่สุดเลย ทั้งมีในห้องสมุด  ถ้าไม่มีก็จะมีร้านขายหนังสือประกอบการเรียนอย่างพร้อมเพรียง ถือว่าระบบการศึกษาได้ช่วยสร้างให้เป็นคนชอบอ่าน ทั้งอยากสะสมหนังสือไว้อ่าน ก็ขึ้นอยู่กับระบบการศึกษานั่นแหละที่จะปลูกฝังให้คนเราชอบอ่านหนังสือ หรือไม่ชอบอ่านน่ะ และรวมทั้งครอบครัว พ่อแม่ก็มีส่วนสนับสนุน ส่งเสริมเรื่องการศึกษาการเล่าเรียน ซึ่งท่านก็ตั้งความหวังมีเป้าหมายอย่างเดียวคือ อยากให้ลูกเรียนหนังสือให้สูงที่สุด อยากให้ลูกมีความรู้ ฉลาดเฉลียวนั่นเอง ซึ่งพ่อเป็นคนหาเงินส่งลูกๆ ให้เรียนหนังสืออย่างเดียว
0เขาสร้างระบบเรียนที่ดี มีหนังสือให้ยืม ?
 เขามีหนังสืออ่านนอกเวลา เขามีห้องสมุดของโรงเรียน ถ้าหนังสือไม่มีในห้องสมุด เขาก็จะมีร้านขายหนังสือ ครูจะกำหนดให้อ่าน โดยไปยืมหนังสือ หรือไม่มีในห้องสมุดก็ไปซื้อที่ร้านมาอ่านเอง ครูจะไม่มาเล่าเรื่องให้ฟังทุกเรื่องในห้องเรียน หรือบางทีก็อ่านให้ฟังเล็กน้อย แล้วก็ให้เราไปหาอ่านต่อเอาเอง นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งเป็นภาคบังคับให้นักเรียนต้องอ่านมาก ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ระดับประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายเลยล่ะ ซึ่งระบบการศึกษาฝรั่งเศสก็เป็นแบบนั้น บังคับให้อ่าน ให้รู้จักค้นคว้าด้วยตัวเอง ถ้าเป็นวรรณกรรมหลัก ๆ ก็เป็นวรรณกรรมวรรณคดีฝรั่งเศส เช่นเรื่อง “เหยื่ออธรรม” ของฮูโก ก็เป็นวรรณกรรมคลาสสิกของฝรั่งเศส ในลาวมีสายัน ดงแดงมาแปลเป็นภาษาลาวใช้ชื่อว่า “ผู้ทุกข์จน”
 นอกนั้นก็มีบทกวี เรื่องสั้น เรื่องยาว มากมาย นี่แหละระบบการศึกษาฝรั่งเศสได้จัดกระบวนการเรียนการสอนแบบนี้ ทีนี้วรรณกรรมฝรั่งเศสก็มีอิทธิพลมากต่อนักศึกษานักเรียนลาวในยุคสมัยนั้นทีเดียว พอมาถึงยุคปลดปล่อยก็มีวรรณกรรมปฏิวัติ วรรณกรรมสังคมนิยมจีน โซเวียต เวียดนาม เกาหลีจึงเข้ามา ในระบบการเรียนการสอนของรัฐ สปป.ลาว วรรณกรรมตะวันตกเขาก็เอาเข้ามาให้อ่านเปิดกว้างขึ้นนะในปัจจุบัน แต่ส่วนมากจะมีสอนในระดับมหาวิทยาลัย สาขาภาษาศาสตร์ วรรณคดีไป แต่ระดับประถม มัธยมก็จะอาจไม่มีวรรณกรรมตะวันตก ก็จะเน้นวรรณกรรมลาว วรรณคดีลาว ต่างประเทศก็แนวสังคมนิยม ซึ่งต่อๆ มาหนังสือก็มีไม่เพียงพอ ขาดแคลนมาก
0อยากให้เล่าถึงการเขียนการพิมพ์เผยแพร่เรื่องสั้น “กระดูกอเมริกัน” ?
 ก่อเกิดในปี 1988 (2531) อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้น “แรงใจ” 8 เรื่อง 8 นักประพันธ์ ออกมาเดือนสิงหาคม 1988  ซึ่งเชี่ยวชาญการขุดค้นกระดูกอเมริกาเข้ามาประมาณเดือนมีนาคม 1988 เขามีแผนที่ มีประวัติ มีพิกัดอะไรอย่างละเอียดเลย ที่เครื่องบินลำใดตกที่ใดตรงไหน  แต่ว่าก่อนหน้านั้นเขาเข้ามาไม่ได้ เพราะประเทศยังปิดตัว รัฐบาล สปป.ลาวไม่อนุญาต พอเมื่อรัฐอนุญาต เขาก็ได้เริ่มขุดครั้งแรกตามที่มีรายละเอียดในเรื่องสั้น “กระดูกอเมริกัน” อยู่ภาคใต้เป็นเขตรอยต่อระหว่างแขวงสะหวันนะเขตกับสาละวัน ซึ่งอยู่ห่างจากปากเซ-อุบลฯ ไม่กี่กิโลเมตร แต่เราไม่ได้ไปดูตอนที่เขาขุดกระดูกหรอก เขาใช้เวลาขุดประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นประมาณเดือนหนึ่ง...ก็เขียนตามข้อมูลจากเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์การขุดค้นมาเล่าให้ฟัง ค้นคว้าเอกสารเกี่ยวกับสงครามอินโดจีนของลาว  ข้อมูลตามหอพิพิธภัณฑ์สงคราม และการเล่าของเพื่อนๆ หลายคนที่ทำงานในกระทรวงการต่างประเทศที่ไปติดตามความเคลื่อนไหวของคณะขุดค้น
 ...มันก็เป็นเรื่องจริงอิงนิยายเหมือนอย่างที่ว่านั่นแหละ...และไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด...เป็นเรื่องจริงของหลายๆ คนที่ปะติดปะต่อรวบรวมเข้ามา...ของหลายๆ เหตุการณ์ที่มารวมเข้ามาในเหตุการณ์ในเรื่องนี้...เป็นเรื่องเล่าวรรณกรรม..ไม่ใช่บทบันทึก... แต่ภูมิประเทศแถบถิ่นนั้นเรารู้จักคุ้นเคยมาก่อน เพราะเคยผ่านเคยไปเที่ยวแถบถิ่นนั้น รวมทั้งประวัติศาสตร์สงครามในเขตถิ่นนั้นเราก็รู้จักมาโดยตลอด ...รู้ประวัติของนักรบปฏิวัติหลายๆ คนในภูมิภาคนั้น  กว่าข้อมูลค้นคว้าได้รอบด้าน...ก็ประมาณเดือนพฤษภาคม 1988 ถึงได้ลงมือเขียน
 ในช่วงเวลานั้น การพิมพ์หนังสือออกไปได้รับการต้อนรับดีมาก...ยุคสมัยนั้นจำนวนพิมพ์หนังสือส่วนมากประมาณ 5,000 เล่ม “แรงใจ” พิมพ์ออกไปจำนวน 3,000 เล่ม โดยปกติสมัยที่เราควบคุมการพิมพ์จำนวนอยู่ขบวนการชาวหนุ่มเนี้ยะ แต่ละเล่มทุกเล่มจะพิมพ์จำนวน 15,000 เล่ม ออกจำหน่ายในราคาถูก เพราะลาวได้รับการสนับสนุนกระดาษและหมึกจากสหภาพโซเวียต ประเทศสังคมนิยมช่วยเหลือมา
 ฉะนั้นจึงมีนโยบาย ขายในราคาถูกอย่างกันเอง ราคาเยาได้รับการช่วยเหลือ ร้านขายหนังสือของรัฐก็กระจายอยู่ทุกแขวงทั่วประเทศเวลานั้น และภาครัฐก็เอาใจใส่ในการกระจายหนังสือให้ถึงมือกลุ่มผู้อ่าน โดยเฉพาะขบวนการชาวหนุ่มของแต่ละแขวง ในองค์การจัดตั้งต่างๆ จะได้อ่านทั่วถึง พอมาถึงยุคธุรกิจ ยุคจินตนาการใหม่นี่ ก็อย่างว่านั่นแหละ กระดาษก็ต้องสั่งซื้อมาจากไทย หมึกก็ต้องซื้อจากไทยอีก รวมทั้งสินค้าต่างๆ ค่าครองชีพทุกอย่างขยับขึ้นมา ฉะนั้นการพิมพ์หนังสือก็ลดลงมา ประมาณปี 1990 เป็นต้นมาที่เศรษฐกิจการตลาดเฟื่องฟูนี่เอง   
 ...ในวงการนักเขียนก็กล่าวถึงเรื่องสั้นเรื่องนี้ในแง่ที่ดี ...เป็นเรื่องที่ได้กล่าวถึงการให้อภัยของคนลาว เรื่องสันติภาพ การให้อภัยอย่างพูดนั่นแหละที่ว่า...จักรวรรดิที่มาทิ้งระเบิดใส่พ่อแม่...มาถึงทุกวันนี้ก็ยังมีนักรบปฏิวัติที่พ่อแม่ที่ถูกเขาเอาระเบิดมาทิ้งใส่หัว...แล้วยังมาช่วยขุดหากระดูกของเขาอีก... ฉะนั้นจะบอกว่าคนลาวไม่มีศีลธรรม  ไม่มีมนุษยธรรม  ไม่มีการให้อภัยนั้นมันเป็นไปไม่ได้ หากเปรียบเทียบกับผู้ที่เรียกตัวเองว่า เป็นผู้เจริญศิวิไลซ์ จักรวรรดิอเมริกาซึ่งเขาก็ถือว่าเขาเองเจริญศิวิไลซ์ เข้มแข็ง มั่งคั่งกว่าใครๆ ในโลก แต่ถ้ากลับมาดูความมีมนุษยธรรมของเขาดูสิ... กระทั่งทุกวันนี้ที่ระเบิดอเมริกามาทิ้งไว้ยังฝังดิน และระเบิดฆ่าคนลาวตายไปปีละร้อยๆ คนทีเดียว มีผู้พิการด้วยปีละร้อยๆ คน ทั้งๆ ที่สงครามผ่านไปแล้ว 30 กว่าปี แต่ระเบิดเหล่านั้นก็ยังทำลายเข่นฆ่าคนลาวอยู่ทุกวัน ...แล้วอเมริการับผิดชอบอะไร...?...กับสิ่งที่เขาทำไว้นั้น
 ...ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องการพูดถึงเรื่องนี้นี่เอง...พูดถึงว่า...คนลาวนี่ ถึงเวลาสู้ก็สู้จริงๆ แต่พอถึงเวลาสงครามสงบลงแล้ว...ก็ยังมีการให้อภัย...มีมนุษยธรรม ซึ่งความมีมนุษยธรรม คนลาวมีไม่น้อยหน้ากว่าประเทศอื่นๆ ด้านเศรษฐกิจอาจจะด้อยพัฒนาอยู่ แต่แนวคิดของคนลาวไม่ด้อยอารยธรรมแน่นอน เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในระดับโลกได้เลย  ศีลธรรม พุทธศาสนา ประจำใจคนลาวก็ถือว่าสูงส่ง...ไม่อย่างงั้น ก็ไม่สามารถให้อภัยได้  เพราะว่า ประเทศที่มีประชากรเพียง 3 ล้านคนในเวลานั้น ระเบิด 3 ล้านกว่าตันมาทิ้งมาเทลง ...เฉลี่ยต่อหัวได้คนละตัน...คิดดูมันอยู่กันได้ยังไง... แม้เป็นสงครามอินโดจีนก็จริง สงครามของลาว เขมร และเวียดนามอยู่หรอกนะ ...แต่ระเบิดที่ทิ้งในลาวนี่..มากที่สุด และมากที่สุดกว่าทุกประเทศในโลกด้วย ...ก็ควรคิดถึงแง่นี้เหมือนกัน ที่คนลาวได้เผชิญสงครามมา...
 ฉะนั้น...ลักษณะเฉพาะของผมก็คือ ชอบเขียนเรื่องหลังสงคราม เริ่มเขียนก็ช่วงท้ายๆ สงครามอินโดจีน เพราะด้วยประสบการณ์ชีวิต สิ่งที่รับรู้มาก็คือหลังสงคราม...เรื่องที่เขียนถึงจึงมักจะเกี่ยวกับสภาพบ้านเมือง ผลกระทบช่วงหลังสงครามของประชาชนลาว ได้สร้างประเทศชาติในช่วงเวลาที่ลำบากยากแค้น ...เรื่องที่เขียนจึงเป็นเรื่องที่เขียนสะท้อนช่วงเวลาหลังการปลดปล่อยเป็นต้นมา...
0ได้ประสบการณ์ มีชีวิตเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย  ?
 ผมรู้จริง รวมทั้งได้มีชีวิตร่วมเหตุการณ์จริงด้วย เพราะในการไปขุดคลองส่งน้ำ ต้านภัยแห้งแล้ง ต้านภัยน้ำท่วม ก็อยู่ในขบวนเยาวชนขบวนชาวหนุ่มเป็นผู้นำพาหนุ่มสาวลงมือทำปฏิบัติจริงด้วยหัวจิตหัวใจ ในด้านงานป้องกัน ผมก็ได้อยู่ในกองหลอน เป็นชาวหนุ่มปกป้องตะลุมบอน ในขบวนป้องกันชาติ ปกป้องความสงบสุข ผมได้ผ่านได้ทำงานด้านนี้มาด้วยตัวเอง
 ขณะนั้นแม้เป็นนักเขียน ก็ยังแบ่งเวลาออกไปร่วมขบวน อาสาช่วยเหลือประชาชน ในขณะนั้นไม่ใช่ทำงานกินเงินเดือนอย่างเดียว ต้องได้มีส่วนระดมไปทำงานช่วยเหลือสังคม ขุดคูคลองชลประทานบ้าง ช่วยชาวนาบุกเบิกขยายพื้นที่นา หรือไม่ก็ช่วยปักดำ คราดไถ ขบวนชาวหนุ่มก็ต้องได้ไปช่วยเหลือสังคมที่อยู่ในช่วงลำบากยากแค้นนั่นเอง ฉะนั้นผมจึงมีประสบการณ์ มีบทเรียนช่วงที่ประเทศชาติตั้งตัวขึ้นใหม่ จำเป็นทุกคนก็ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์พัฒนา ทำให้ผลงานที่เขียนออกมาส่วนมากจึงเป็นลักษณะนั้น และอยู่ในช่วงเวลานั้น
0ต่อมายุคจินตนาการใหม่เป็นอย่างไร ?
 จินตนาการใหม่ก็เป็นการปรับปรุงระบบ ทั้งแนวคิด ระบบในการจัดตั้ง ทุกๆ อย่างนั่นแหละ เป็นนโยบายของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว เกี่ยวกับการปรับปรุงการจัดตั้งบริหาร ปรับปรุงแนวความคิด ทัศนคติของคน และมีการเปิดกว้างมุมมองออกไป ช่วงยุคสงครามเย็นที่ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โลกก็พยายามลดการผลิตระเบิดนิวเคลียร์  ลดปริมาณขีปนาวุธที่จะทำลายโลก เคยหันขีปนาวุธทำลายเข้าหากันทั้งสองฝ่าย สองค่าย... เมื่อกระแสเพลาลงก็ต้องพูดถึงเรื่องมิตรภาพ การค้า ความร่วมมือ  โลกจะต้องพูดถึงสันติภาพมากขึ้น ฉะนั้นพรรคก็เลยเปลี่ยนนโยบายในช่วงเวลานั้น การค้าเสรี การเศรษฐกิจก็มีการเปิดกว้างมากขึ้น ความคิดของคนก็ต้องได้เปิดกว้างมากขึ้นเช่นกัน
0แนวคิดจินตนาการใหม่เข้ามามีส่วนทำให้งานเขียนของคุณเปลี่ยนไปไหม ?
 ก็มีส่วน  ไม่ใช่ผมคนเดียว รวมทั้งคนอื่นๆ ด้วย จะต้องได้ปรับเปลี่ยนตามนโยบายของพรรคไปด้วย จะเห็นได้ว่าช่วงเริ่มสร้างประเทศยังอยู่ในช่วงสงครามเย็น ก็ออกมาแต่เฉพาะด้านดีเท่านั้น จะไม่เขียนถึงด้านลบ ไม่กล่าวถึงด้านลบในบรรยากาศช่วงสงครามเย็นสงครามจิตวิทยาที่ยังรุนแรงอยู่ เราจะมาตำหนิกันเองไม่ได้เลย ไม่ยอมเผยจุดอ่อนของตนเองให้ศัตรูได้รับรู้ จึงจำเป็นจะต้องเขียนเฉพาะเรื่องที่เราเข้มแข็ง เราเก่งอย่างไร เราดีอย่างไร
 พอมาถึงยุคจินตนาการใหม่ สงครามเย็นก็สิ้นสุดไปแล้ว ผ่อนคลายลงไปแล้ว ฉะนั้น เราจึงจะต้องหันมาปรับปรุงตัวของเราเอง ไม่ว่าแนวคิดของผู้คน ระบบการจัดตั้ง สิ่งใดที่ยังมีจุดอ่อน สิ่งใดที่เรายังก้าวไปไม่ทันโลก เราจะต้องตำหนิ วิจารณ์ ให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง นี่เองที่นำพาให้เกิดแนวทางจินตนาการใหม่ ไม่เช่นนั้นเราจะก้าวไปไม่ทันโลก  โลกก็เปลี่ยนไปนี่  รัสเซียกับอเมริกาก็หันหน้ามาจับมือกัน มีการลดนิวเคลียร์ ลดบทบาทสงครามเย็นลง ไม่ให้นิวเคลียร์กลับมาทำลายตัวเอง ...นี่เอง...ที่ทำให้แนวคิดของคน แนวการเขียนวรรณกรรมวรรณคดีก็ต้องได้ปรับเปลี่ยนไปเช่นกัน
0 ท่าทีของพรรคที่มีต่อแนวการเขียนแบบตำหนิวิจารณ์มีมากน้อยเพียงใด ?
 มีออกมามากทีเดียว จากเดิม นักเขียนนี่ต้องเป็นโฆษกพรรค ถือเป็นนักรบปฏิวัติทีเดียว ทุกเรื่องที่เราเขียนก็ต้องพูดถึงแต่จุดแข็งของเรา อย่างที่ว่ามา...ไม่เปิดเผยจุดอ่อนให้คนอื่นรู้  ทีนี้มาปรับเปลี่ยนเป็นกลับมาตำหนิตัวเองล่ะทีนี้ ได้มากล่าวถึงจุดอ่อนของตัวเอง ของบุคคลอยู่ในพรรคฯ ในรัฐบาล ทั้งจุดอ่อนของประชาชนด้วย ...แต่ช่วงริเริ่ม...เริ่มต้นมีคนเขียนออกไปก็ต้องประสบปัญหา...มีการต่อต้าน...จนเกิดคำพังเพยขึ้นมาให้เวลานั้นว่า...ตำหนินาย สะพายถุงหนี...ตำหนินาย ตายทั้งยืน...ก็มีออกมา ช่วงเวลานั้น ไม่ใช่แต่เฉพาะวงการนักเขียน อยู่วงการข้ารัฐการหรือพนักงานนั้นก็เป็นเช่นเดียวกัน มีผู้ตำหนินาย...เอาความจริงมาพูดมาก...บางทีก็เป็นการทำลายตัวเอง เกิดปัญหาติดตามก็มี...ส่วนนักเขียนเปิดเผย..คิดได้อะไรก็เขียนออกมา... คนอื่นที่เขาคิด แต่ไม่พูดออกมา เขาก็ไม่มีปัญหาอะไร...เขาอยากพูด แต่ไม่กล้าพูดก็มี...
 แต่นักเขียนนี่เขียนออกมาแล้ว  ได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ในวารสารออกมาให้ประชาชนอ่าน ฉะนั้น...นักเขียนจึงได้รับผลกระทบมากกว่า โดนก่อนคนอื่น... รองลงมาก็เป็นคนที่พูดออกมาในที่ประชุมระดับต่างๆ ...การตรวจสอบ...วิพากษ์วิจารณ์กัน...ก็มี...นักเขียนก็มีหลายๆ คนที่ถูกตอบโต้กลับ...ถูกปลดลดชั้น...ลดตำแหน่ง...ถูกโยกย้ายหน้าที่การงาน...ถูกปลดออกจากพนักงานของรัฐกลายเป็นประชาชนคนธรรมดา... นี่เป็นการปฏิรูปในระบบความคิดของคน ทั้งคนเขียนและคนอ่าน...จะต้องปฏิรูปไปด้วยกันถึงจะเกิดการพัฒนาได้ แต่ปฏิรูปเฉพาะนักเขียน...แต่ผู้อ่านที่มีอำนาจไม่ปฏิรูป..ก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง..หรือเปลี่ยนแปลงไม่เท่าทันกัน...แน่นอนก็ต้องกระทบกระทั่งกัน...แน่นอน
0 กระแสดังกล่าวเกิดช่วง ปี 1990 ใช่ไหม ?
 ใช่ ก็ช่วง 1988-89-90 นี่แหละ ก็ต่อเนื่องมาอีกหลายปี กว่าจะรักษาแผลเหล่านั้นทุเลา ลงได้ เมื่อมีคนเดินหน้าถูกตอบโต้ถูกกระทำ...คนที่เดินตามหลังก็ถอยกลับ...จินตนาการเก่าก็ฟื้นคืนกลับมาอีก เมื่อเห็นว่าจินตนาการใหม่มันเจ็บปวด...ใครเข้าใกล้ก็เจ็บปวด...ก็ถอยออกไป...เอ่อ...หยุดชะงักสิ ไม่ใช่ถอย มีการหยุดชะงักไปหลายปี ขบวนการนักคิดนักเขียนก็แบ่งแยกเป็นสองกระแสไป
0กระแสจินตนาการใหม่ช่วงแรกที่มีบรรยากาศอย่างนี้มาจนถึงปีไหน และเป็นอย่างไร ?
 ความคิดอ่าน การคิดเขียนเปิดกว้างออกมา...เกือบจนมาถึงปีที่ประเทศลาวจัดเป็นปีท่องเที่ยวลาว 1999  ปีนี้ ลาวเปิดกว้างที่จะเปิดประตูต้อนรับโลก นักข่าว นักท่องเที่ยวตะวันตก...ถือว่าเปิดกว้างประเทศมากกว่าก่อนเลยล่ะ ต้อนรับนักท่องเที่ยวโดยไม่จำแนกชาติ ศาสนา เข้ามาได้หมดเลย เมื่อก่อนยากนะ กว่าจะเข้าลาวได้ จะเป็นนักเขียน นักข่าว นักท่องเที่ยวถือกล้องถ่ายรูปมาก็เป็นเรื่องลำบาก เข้ามาจะต้องผ่านองค์การจัดตั้งแห่งใดแห่งหนึ่งรับรองเสียก่อน ถือว่าเป็นมิติใหม่ เปิดประเทศกว้างขวางมากขึ้น
0 สำหรับกองเซ็นเซอร์ในการอนุมัติให้ตีพิมพ์ได้นั้นเป็นอย่างไร ?
 ทุกวันนี้ มีสำนักพิมพ์ของเอกชน เขามีบรรณาธิการของเขาเองรับผิดชอบ ก็เพียงแต่ไปขอขึ้นทะเบียนกับกรมพิมพ์จำหน่ายหรือกองเซ็นเซอร์นั้น นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ มีกฎหมายเกี่ยวกับการพิมพ์จำหน่ายออกมา เอกชนสามารถตั้งสำนักพิมพ์ได้ มีบรรณาธิการตรวจรับผิดชอบของตัวเองได้ นี่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ การมีสิทธิเสรีภาพในการพูดการเขียนก็ถือว่ากว้างขวางมากกว่าก่อน ซึ่งมีมาประมาณ 2-3 ปีมาแล้ว
0แสดงว่าการเติบโตในแวดวงนักเขียน หนังสือพิมพ์ มากขึ้นอย่างน่าสนใจ ?
 ใช่ มีนักเขียนใหม่เกิดขึ้น มีหนังสือพิมพ์ นิตยสารมากขึ้นเรื่อยๆ มีนักข่าวนักเขียน บรรณาธิการ นักถ่ายภาพ มีผู้จัดอาร์ตเวิร์ค ก็ถือว่าหลากหลายมากขึ้น เปรียบเทียบกับเมื่อสิบปีก่อนนี่ห่างไกลหน้ามือเป็นหลังมือเลยล่ะ
0 คาดว่าในลาววงการนักเขียน หนังสือพิมพ์จะก้าวไปอย่างไรในอนาคต ?
 คิดว่า ทั้งกระแสของโลก ทั้งเอกลักษณ์ของชาติจะได้ขยายตัวออกไปแทบทุกด้าน สิ่งที่เป็นสากล ไม่ว่าด้านการเขียน ศิลปะ การร้องรำทำเพลง และอะไรต่างๆ น่ะ  วงการในลาวเราก็มีการเปรียบเทียบกับต่างประเทศพัฒนาไปเช่นเดียวกัน หมายความว่าโลกมีอะไร ลาวก็จะมีตามไป เป็นแบบโลกาภิวัตน์ และทั้งว่าลาวมีอะไรดีที่จะสืบทอดกันไว้ ซึ่งก็จะต้องมีเหมือนกัน คาดว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ฐานะเศรษฐกิจ การเป็นอยู่ของคนก็นับวันจะดีขึ้น  เพราะว่าวรรณกรรมก็ต้องอาศัยชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดี ถึงจะมีเรื่องดีๆ ออกมาใช่เปล่า? ไม่ใช่ว่า เขียนออกไปแล้ว หนังสือขายไม่ได้ ไม่มีคนอ่าน นักเขียนไม่มีข้าวกรอกหม้อมันจะอะไรดีๆ เขียนออกมา ไม่ได้หรอก ฉะนั้นเศรษฐกิจดี มีคนอ่าน จึงจะเกื้อหนุนกัน  รวมทั้งเศรษฐกิจของชาติก็คิดว่ามันจะดีขึ้นไปด้วยกัน
0 อาชีพนักเขียนในลาวปัจจุบันนี้สามารถถือเป็นอาชีพมั่นคงได้ไหม ?
 ถ้าพูดถึงว่า เป็นอาชีพเป็นนักเขียนอย่างเดียว อาจจะมั่นคงเพียงบางบุคคลเท่านั้น อย่างท่านดวงไช หลวงพะสี ก็อยู่กับการเขียนอย่างเดียว และก็มั่นคง ขายหนังสือได้ก็อยู่ได้ มีทุนรอนพิมพ์หนังสือ และนั่งเขียนหนังสืออย่างเดียว แต่ก็ไม่มีใครที่จะทำได้เหมือนท่านดวงไชนี้ ถ้าพูดโดยทั่วไปแล้ว นักเขียนจะต้องมีอาชีพอื่นทำไปด้วย อาจจะเป็นพนักงานของรัฐหรือเอกชน หรือมีอาชีพอื่นๆ ด้วย แต่ต้องมีเวลาว่างมาเขียนหนังสือ เป็นรายได้เพิ่มเสริมกับเงินเดือนที่มีอยู่แล้วนั้น ส่วนมากนักเขียนลาว ก็คือข้ารัฐการ พนักงาน ครู หรือพระในวัด เป็นทำนองนั้นแหละ ถือเป็นอาชีพเสริมของเขาไป
0นักอ่านลาวเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมมากน้อยแค่ไหน ?
 เรื่องเพิ่มมากขึ้นนั้นมากขึ้นแน่นอน แต่หนังสือที่เขาจะอ่านก็มีมากขึ้นอีกเช่นกัน เพราะโลกมันกว้างมากขึ้น ทั้งอินเทอร์เน็ต จอคอมพิวเตอร์ หนังสือในตลาดก็มีหลายๆ ภาษาทั้งลาว, ไทย, เวียดนาม, ฝรั่งเศส และ อังกฤษ ในร้านหนังสือมีมากหลากหลายขึ้น  ฉะนั้น นักอ่านจะต้องได้เลือกอ่าน เลือกซื้อ ไม่มีเงินซื้อก็เข้าอินเทอร์เน็ต มีหลายทางเลือก มีนักอ่านมากขึ้นจริง แต่ละประเภทก็จะแบ่งกันไป
0ถ้าสังเกตดูการส่งเรื่องเข้าประกวดรางวัลวรรณกรรม ที่ผ่านๆ มาไม่เห็นส่งเข้าประกวดที่ไหน  ในการส่งครั้งแรกนี้มุ่งหวังรางวัลมากไหม ?
 ก็ไม่ได้มุ่งหวังอะไร ก็ไม่ต่างจากรางวัลศิลปินดีเด่นที่รัฐบาลได้ยกชู และมอบให้นั้น  ไม่ได้คิด ไม่ได้หวังอะไร แต่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเขายังมองเห็นผลงานของเรา อันนี่คณะกรรมการฯ ซีไรต์ ชุดนี้เขาก็พิจารณาตามเนื้อหาตามเรื่อง แทนที่จะมาดูตรงที่ว่าผมเคยมีส่วนบกพร่องเคยมีปัญหากับรัฐมาไหม ก็คงดูที่เนื้อเรื่องว่า เราได้ด่าพรรคด่ารัฐไหม ไปด่าจักรวรรดิรุนแรงมากเกินไปไหม แล้วเขาก็เปรียบเทียบกับเรื่องอื่นๆ ที่ส่งเข้าไปด้วย ก็คงเป็นไปอย่างนั้นเรื่องของเราถึงสามารถผ่านรับรางวัลได้
 ผมก็มองว่า ในวงการนักเขียน บรรณาธิการ การเขียน ได้เปิดกว้างออกแล้ว ตามที่ได้มอบรางวัลศิลปินแห่งชาติ ศิลปินดีเด่นด้วยนั้น สังคมมีมุมมองกว้างขึ้นกว่าเดิม แทนที่จะคิดแคบๆ ว่า การตำหนิวิจารณ์ผิดกฎหมายผิดบ้านผ่านเมือง ความคิดค่านิยมอย่างนี้คิดว่ามันเปลี่ยนไปแล้ว
0ถ้าพูดถึงรางวัลซีไรต์ที่ก่อตั้งขึ้นมานานพอควร  ไทยก็เป็นคนที่ 33  ลาวก็เป็นคนที่ 14 แล้วนี่ มีความคิดเห็นอย่างไรกับรางวัลนี้ ?
 คิดว่ามันเป็นสะพานอันหนึ่งที่จะให้นักเขียนต่อนักเขียนทอดไปหากัน จากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง เท่าที่ผ่านๆ มาก็สังเกตว่า นอกจากวันที่ไปรับรางวัลที่บางกอกมาแล้ว ไม่เคยเห็นนักเขียนซีไรต์ของประเทศนั้นประเทศนี้ไปเยี่ยมกัน หรือว่างานเขียนที่แปลเป็น 10 ภาษาอยู่ในกลุ่มอาเซียน หรือว่าแปลเป็นภาษาอังกฤษภาษากลาง เพื่อให้ประชาชนแต่ละประเทศได้รู้จักกันดีมากขึ้น คิดว่า ควรน่าจะสร้างโอกาสเช่นนี้ให้เกิดขึ้น เพราะอาเซียนมีความสัมพันธ์กันอย่างรอบด้านอยู่แล้ว  ทั้งเศรษฐกิจ สังคม
 ฉะนั้นการแลกเปลี่ยนด้านวรรณกรรม การแนะนำเรียนรู้กันโดยผ่านวรรณกรรมผ่านหนังสือนี่  ผมคิดว่าจะลึกซึ้งมากกว่าด้านอื่นๆ คนจะเข้าใจกันมากขึ้น  ถ้าได้อ่านเรื่องราวของกันและกัน นี่แหละคิดว่า น่าจะมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างประเทศ แลกเปลี่ยนการแปลวรรณกรรมซึ่งกันและกัน เหมือนลาวกับไทยนี่ก็ถือว่าใกล้ชิดกันมากอยู่แล้ว แปลบ้างไม่แปลบ้างก็พอจะอ่านกันได้ คนลาวก็อ่านภาษาไทยได้ คนไทยจำนวนหนึ่งก็อ่านภาษาลาวได้ แต่ประเทศอื่นๆ น่าจะมี อย่างเขมร เวียดนาม เราจะต้องรู้ได้ผ่านการแปลเหมือนกัน ถ้าไม่ได้แปลก็ไม่สามารถจะเข้าใจกัน อย่างลึกซึ้งได้
 ดังนั้น รางวัลซีไรต์น่าจะเอาใจใส่เรื่องการแปลวรรณกรรมของประเทศสมาชิกทั้งหมด นับมาตั้งแต่ซีไรต์คนแรกๆ โน้น เป็นใคร ของประเทศไหน มีผลงานเรื่องอะไร น่าจะมีหนังสือของเขาจำหน่ายจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่ใช่รับรางวัลปีนี้ตีพิมพ์แล้วก็จมหายไปเลย
...............................
 สำหรับนักอ่านชาวไทยที่ยังไม่ได้อ่านผลงานรวมเรื่องสั้นชุด “กระดูกอเมริกัน” ของเขาหรือเคยอ่านแต่อยากอ่านทบทวนใหม่อีกครั้งจากการพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อนนั้น  ในเทศกาลวันพระราชทานรางวัลซีไรต์ของโอเรียนเต็ลที่เลื่อนหนีมหาอุทกภัยจากเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วมาเป็นต้นปี 2555 นี้  โดย “จินตรัย” ได้แปลเรียบเรียงใหม่ทั้งหมดและคัดสรรเรื่องสั้นใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มอีก
 มาถึงวันนี้ ย่อมเป็นที่ประจักษ์แจ้งแล้วว่า บุนทะนอง ชมไชผน เป็นนักเขียนที่ดีของประเทศชาติ และไม่เท่านั้น เขายังเป็นนักเขียนที่ดีของประชาคมอาเซียน ของประชาคมโลกอีกคนหนึ่งอย่างภาคภูมิอีกด้วย
 
ขอบคุณเรื่องราวดีๆจาก : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
แนะนำเมื่อ 20ก.พ. 55
0ความคิดเห็น
Share

แสดงความคิดเห็น

 

 

กรุณา Login เข้าระบบก่อนแสดงความคิดเห็น หรือสมัครสมาชิกใหม่ คลิกที่นี่

 

 

จำนวนการเข้าชม: 1,438,363 ครั้ง